ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงเรื่อง “คอร์รัปชั่น” ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจไทยไปแล้ว แต่ครั้งนี้ผมยังอยากจะย้ำให้เห็นถึงพิษภัยของปัญหานี้ที่กัดกร่อนสังคมไทยในทุกมิติ หากไม่เร่งแก้ไขอนาคตประเทศไทยคงจะเกินเยียวยามากกว่านี้เป็นแน่แท้
ไม่ต้องบอกถึง “ความร้ายกาจ” ของปัญหาดังกล่าว แต่เชื่อว่าทุกคนคงจะเข้าใจถ่องแท้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาจนนำมาสู่การปะทะกันถึงสองรอบ พูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการรบกันตามแนวชายแดน 7 จังหวัดที่ผ่านมาหมาดๆ
ทั้งหมดล้วนมีต้นตอมาจากปัญหาคอร์รัปชั่นในทุกระดับทั้งนักการเมืองระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น ข้าราชการ และประชาชน หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ล่าสุดยังมีประเด็นเรื่องบริษัทเอกชนบางรายที่ยังทำหน้าที่ส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตไปยังกัมพูชาเอื้อต่อธุรกิจสแกมเมอร์ทั้งหลายอย่างไร้สามัญสำนึก
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ยังอยากย้ำอีกครั้งว่า คอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลกผู้ประกอบการทุกขนาดและเอสเอ็มอีต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกันคอร์รัปชั่นยังเป็นต้นทุนแฝงสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และยังเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจไทย
นอกเหนือไปจากความท้าทายของปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง แม้จะปรับลดลงมาบ้างแล้วอยู่ที่ระดับ 80% กว่าๆ จากก่อนหน้านี้ที่ประมาณกว่า 90% ปัญหาภาษีทรัมป์ที่ยังคาราคาซังในหลายประเทศสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก หรือปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical conflict)
จากรายงานของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ก็ระบุว่า สถานการณ์คอร์รัปชั่นในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึง 20% ถึง 30% ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทยมากกว่าแสนล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากทีเดียว
สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงินไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ
หากปล่อยไว้เนิ่นนาน ประเทศไทยจะกลายเป็น “แหล่งฟอกเงิน” ของบรรดาธุรกิจสีเทาและสีดำทั้งหลาย ในระยะยาวย่อมไม่ส่งผลดีต่อการค้า การลงทุน ซึ่งคงไม่มีประเทศใดๆ ในโลกอยากข้องแวะกับประเทศที่ขึ้นว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจมืด ลุกลามไปเป็นปัญหาปากท้องชาวบ้านและปัญหาเศรษฐกิจกระทบผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ต้องพึ่งพาทุนใหญ่ในห่วงโซ่อุปทาน
ในวันนี้เราควรตั้งคำถามกันได้แล้วว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยและคนไทยจะลุกขึ้นต่อต้านการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบในทุกระบบ โดยเฉพาะสังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวตั้ง (Vertical relationship) คือ ผู้มีอำนาจกับผู้ไม่มีอำนาจ ส่งผลให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์กันมาต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เพราะคอร์รัปชั่นคือ “ตัวถ่วงความเจริญ” ของประเทศชาติและคุณภาพชีวิตที่พลเมืองไทยพึงจะได้รับในระดับที่ดีมากกว่านี้
ในห้วงเวลานี้ใกล้ถึงการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เต็มทีแล้ว ผมอยากเห็นรัฐบาลใหม่วางยุทธศาสตร์ในระยะยาวสำหรับการต่อต้านคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ โดยภายใน 4 ปี รัฐบาลควรยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perception Index (CPI) และดัชนีหลักนิติธรรม
ขณะเดียวกันทุกคนต้องร่วมสร้างจิตสำนึกตระหนักรู้ว่าการคอร์รัปชั่น จะต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทยอีกต่อไป เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นหลัง อยากลบทัศนคติเชิงลบต่อนักการเมืองที่สะท้อนคำพูดที่ว่า “ถ้าไม่มีนักการเมืองประเทศไทยคงเจริญกว่านี้” เป็นต้น
เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างจิตสำนึก ไม่ไหลตามน้ำ ไม่ไหลไปกับกระแสจนมองว่าคอร์รัปชั่นคือเรื่องปกติในสังคมไทย
อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า จะต้องเลือก “ผู้แทน” ให้ดีๆ และเลือก “พรรคการเมือง” ที่มีนโยบายที่ยึดหลักความเป็นจริง เลือกคนที่มองผลประโยชน์ของประเทศชาติมาก่อนอันดับแรก อย่างน้อยก็อาจจะช่วยตัดตอนนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่มุ่งแต่การ “ถอนทุน” ผ่านการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายได้อีกทางหนึ่ง
ประชาชนคนไทยต้องรู้เท่าทันเกมของนักการเมือง และที่สำคัญนักการเมืองโดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่รัฐบาลใหม่ในเร็วๆ นี้ ต้องตระหนักรู้ว่าประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้ามากกว่านี้ ถ้าไม่มีคอร์รัปชั่น และรัฐบาลต้องเดินหน้าปราบโกงให้เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรม
“นโยบายทุกพรรคที่หาเสียงผมมองว่าดีหมดนะ ถ้าหากไม่มีการคอร์รัปชั่นประเทศไทยจะก้าวหน้า มั่นคงมากกว่านี้หลายร้อยเท่า พันเท่า”
ขณะเดียวกัน ทั้งทุนเทา สแกมเมอร์ การฟอกเงิน หรือเว็บพนัน รวมทั้งปัญหาชายแดน ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงต้นตอของการคอร์รัปชั่นที่เข้มข้นในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ปีนี้ประเทศไทยเราต้องมาลุ้นกันอีกว่า องค์กรนานาชาติจะจัดอันดับการทุจริตให้ไทยอยู่ในอันดับใด จากล่าสุดเมื่อปี 2568 ดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perception Index (CPI) ประจำปี 2567 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 โดย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุว่าประเทศไทยได้ 34 คะแนน จาก 100 คะแนน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก จากทั้งหมด 180 ประเทศ และเป็นอันดับที่ 5 ของกลุ่มอาเซียน ซึ่งคะแนนระดับนี้ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี สะท้อนปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
สอดคล้องกับผลสำรวจของคณะกรรมการ กกร. ที่ว่าประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชั่นเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชนและ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชั่นในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชนและ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชั่นที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
ในวันนี้พวกเราคนไทยทุกคนควรจะร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชั่นให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวร ยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมและจิตสำนึกใหม่ไม่ทนต่อการคอร์รัปชั่น
สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

