ภัยพิบัติธรรมชาติแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งความถี่และความรุนแรง จำแนกเป็นหลายประเภท อุทกภัยเป็นสาธารณภัยที่สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางที่สุด แต่ความเสี่ยงอุทกภัยมิได้เท่าเทียมกันทุกพื้นที่ ตามสถิติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2567 ระบุว่าเกิดขึ้นใน 3,410 ตำบล 621 อำเภอ และ 72 จังหวัด ในโอกาสนี้ขอนำสถิติเปรียบเทียบความเสี่ยงอุทกภัยที่แตกต่างกันระหว่างพื้นที่ พร้อมกับข้อคิดเห็นเขิงนโยบายต่อการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในการบริหารความเสี่ยงป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ
ก่อนอื่นขอแสดงความขอบคุณหน่วยงานของรัฐหลายแห่งที่พัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนและการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมป้องกันและและบรรเทาสาธารณภัยบันทึกข้อมูลอุบัติการณ์ ระบุพื้นที่หมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ วันเวลาเกิดเหตุ ระยะเวลาและความเสียหายต่อประชาชน ดังแสดงในตารางที่ 1 ให้ข้อสังเกตว่า ก) มีจำนวน 34,881 หมู่บ้านได้รับความเสียหายจากอุทกภัย โดยภาคเหนือได้รับผลกระทบสูงสุดถึง13,661 หมู่บ้าน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสาม ข) ผลกระทบต่อประชาชนและครัวเรือนในภาคใต้สูงสุดจำนวน 2.3 ล้านคน และ 9.2 แสนครัวเรือนตามลำดับ ค) ภาคกลางได้รับผลกระทบน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ


สถิติที่น่าสนใจอีกมิติหนึ่งคือ “ระยะเวลาของอุบัติการณ์” คือจำนวนวันที่น้ำท่วม (flood duration) สะท้อนความรุนแรง นักวิจัยจำแนกเป็นกลุ่ม 1/3 วัน, 4/7 วัน และมากกว่านั้น แสดงในรูปภาพที่ 2 จะเห็นว่ามีจำนวนหมู่บ้านหลายพันแห่งที่ประสบภัยยาวนานเกิน 2 สัปดาห์และ 3 สัปดาห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้และภาคเหนือ ตัวเลขใต้ภาพหมายถึงจำนวนหมู่บ้าน

ด้านความเสี่ยงภัยเชิงพื้นที่ โดยให้มีกองทุนบริหารความเสี่ยงระดับพื้นที่ (อาจจะแบ่งพื้นที่ 10-15 โซนตามที่เห็นเหมาะสม) ให้มีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงพื้นที่ประกอบด้วยเทศบาล อบต. อบจ. หน่วยราชการส่วนกลาง ประชาคม โดยมีเงินกองทุนที่เหมาะสม (ประมาณ 1-3 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการทำงานเตรียมการ, ค้นหาเทคโนโลยีใหม่ด้านเตือนภัยโดยร่วมกับสถาบันวิชาการในแต่ละภูมิภาค, อบรมบุคลากรก่อนเหตุการณ์ และเยียวยา บันทึกข้อมูลรายครัวเรือนที่ได้รับการเยียวยา ฯลฯ เนื่องจากกองทุนนี้ใช้เงินแผ่นดิน จึงสมควรตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอกคือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือหน่วยงานที่ สตง. มอบหมาย
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์

