หน้าแรก บทความ ความเสี่ยงอุท...

ความเสี่ยงอุทกภัยรายพื้นที่ ข้อมูลขนาดใหญ่ และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดำเนินการ

6.02.26 | 13:57 น.

ภัยพิบัติธรรมชาติแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งความถี่และความรุนแรง จำแนกเป็นหลายประเภท อุทกภัยเป็นสาธารณภัยที่สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางที่สุด แต่ความเสี่ยงอุทกภัยมิได้เท่าเทียมกันทุกพื้นที่ ตามสถิติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2567 ระบุว่าเกิดขึ้นใน 3,410 ตำบล 621 อำเภอ และ 72 จังหวัด ในโอกาสนี้ขอนำสถิติเปรียบเทียบความเสี่ยงอุทกภัยที่แตกต่างกันระหว่างพื้นที่ พร้อมกับข้อคิดเห็นเขิงนโยบายต่อการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในการบริหารความเสี่ยงป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ

ก่อนอื่นขอแสดงความขอบคุณหน่วยงานของรัฐหลายแห่งที่พัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนและการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมป้องกันและและบรรเทาสาธารณภัยบันทึกข้อมูลอุบัติการณ์ ระบุพื้นที่หมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ วันเวลาเกิดเหตุ ระยะเวลาและความเสียหายต่อประชาชน ดังแสดงในตารางที่ 1 ให้ข้อสังเกตว่า ก) มีจำนวน 34,881 หมู่บ้านได้รับความเสียหายจากอุทกภัย โดยภาคเหนือได้รับผลกระทบสูงสุดถึง13,661 หมู่บ้าน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสาม ข) ผลกระทบต่อประชาชนและครัวเรือนในภาคใต้สูงสุดจำนวน 2.3 ล้านคน และ 9.2 แสนครัวเรือนตามลำดับ ค) ภาคกลางได้รับผลกระทบน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ

จากข้อมูลรายหมู่บ้านนักวิจัยประมวลให้เป็น “รายอำเภอ” แสดงความถี่ของอุบัติการณ์ จำนวนประชากร-ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ความจริงยังมีสถิติความเสียหายต่อรษฐกิจและทรัพย์สินด้วย เช่น พื้นที่การเกษตรเสียหาย การประมงเสียหาย ทรัพย์สินของทางราชการแต่ไม่นำมาแสดงในที่นี้ รูปภาพที่ 1 พื้นที่อำเภอที่มีประชากรได้รับผลกระทบมากที่สุด (เกินกว่า 5 หมื่นคนขึ้นไป) ได้ผลสรุปว่า ความเสียหายสูงสุดใน อ.เมืองเชียงใหม่โดยมีจำนวนประชาชนได้รับความเสียหายถึง 2 แสนคน ลดหลั่นตามมาคือ อ.หาดใหญ่ อ.เมืองยะลา อ.ปากพนัง อ.สงขลา

สถิติที่น่าสนใจอีกมิติหนึ่งคือ “ระยะเวลาของอุบัติการณ์” คือจำนวนวันที่น้ำท่วม (flood duration) สะท้อนความรุนแรง นักวิจัยจำแนกเป็นกลุ่ม 1/3 วัน, 4/7 วัน และมากกว่านั้น แสดงในรูปภาพที่ 2 จะเห็นว่ามีจำนวนหมู่บ้านหลายพันแห่งที่ประสบภัยยาวนานเกิน 2 สัปดาห์และ 3 สัปดาห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้และภาคเหนือ ตัวเลขใต้ภาพหมายถึงจำนวนหมู่บ้าน

ข้อคิดเห็นและวิจารณ์ หนึ่ง ข้อมูลขนาดใหญ่รายพื้นที่ที่จัดเก็บนับว่าคุณค่ายิ่งต่อการบริหารและวิชาการ สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงภัยแตกต่างกันตามพื้นที่ ในปี 2567 ภาคเหนือและภาคใต้ได้รับความเสียหายมาก สอง องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด หมายถึงภารกิจด้านเตรียมการ-ป้องกัน-ช่วยเหลือ-เยียวยา การทำงานนอกจากเหน็ดเหนื่อยยังต้องใช้ทรัพยากรการเงินและบุคลากร ซึ่งน่าเห็นใจเพราะบางท้องถิ่นมีทรัพยากรจำกัด สาม ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนท้องถิ่นของรัฐบาล ในอนาคตควรให้ความสำคัญของความเสี่ยงภัยพิบัติ (อุทกภัยเป็นหนึ่งในนั้น) จึงเสนอว่าสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ และสำนักงบประมาณประมวลข้อมูลความเสี่ยงอุทกภัยเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการจัดสรรงบประมาณ สี่ สมควรพัฒนาดัชนีวัดความเสี่ยงอุทกภัยระดับพื้นที่ โดยเริ่มจากระดับอำเภอ จากข้อมูลขนาดใหญ่ของส่วนราชการ อาทิ 1) ความถี่ของอุบัติการณ์ 2) ประชากรหรือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 3) ความรุนแรงหรือยาวนานของสภาพปัญหา เปิดเผยเป็นข้อมูลสาธารณะและควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ห้า สนับสนุนการกระจายอำนาจ

ด้านความเสี่ยงภัยเชิงพื้นที่ โดยให้มีกองทุนบริหารความเสี่ยงระดับพื้นที่ (อาจจะแบ่งพื้นที่ 10-15 โซนตามที่เห็นเหมาะสม) ให้มีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงพื้นที่ประกอบด้วยเทศบาล อบต. อบจ. หน่วยราชการส่วนกลาง ประชาคม โดยมีเงินกองทุนที่เหมาะสม (ประมาณ 1-3 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการทำงานเตรียมการ, ค้นหาเทคโนโลยีใหม่ด้านเตือนภัยโดยร่วมกับสถาบันวิชาการในแต่ละภูมิภาค, อบรมบุคลากรก่อนเหตุการณ์ และเยียวยา บันทึกข้อมูลรายครัวเรือนที่ได้รับการเยียวยา ฯลฯ เนื่องจากกองทุนนี้ใช้เงินแผ่นดิน จึงสมควรตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอกคือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือหน่วยงานที่ สตง. มอบหมาย

Advertisement

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์