ดาวอส – การประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งที่ 56 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569 มีผู้นำประเทศ หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมกว่า 3,000 คนจาก 130 ประเทศ รวมถึงประมุขแห่งรัฐ 65 คน และซีอีโอ 830 คน ธีมหรือแนวเรื่องการประชุมคือ “สปิริตการสานเสวนา” ในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่จะก้าวข้ามการตอบสนองต่อเหตุการณ์ปัจจุบันไปสู่การสร้างเงื่อนไขเพื่อความก้าวหน้าในระยะยาว
บทความนี้จะย่อความสิ่งที่ผู้นำบางคนพูดในการประชุมครั้งนี้ ที่ได้มาจากการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต ผู้อ่านสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้ ข้อสรุปของการประชุมคือ ระเบียบโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว จากระเบียบพหุภาคี มาเป็นระเบียบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างไม่แน่ไม่นอน นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน หากเป็นการรื้อสร้าง ที่สหรัฐฯต้องการเป็นตัวแสดงหลักหรือผู้กำหนด เราควรช่วยกันศึกษาเรื่องนี้แล้วไตร่ตรอง ว่าประเทศไม่ใหญ่ไม่เล็กอย่างเรา มีบทบาทอะไรที่เป็นไปได้ และเป็นไปได้อย่างไร คนเราชอบคาดเดาอนาคต โดยเฉพาะเมื่อไม่อาจคาดเดาได้ จึงมักเลือกทางข้างหน้าด้วยอคติ เช่น ภยาคติ และโมหาคติ หรือหันไปพึ่งการถือโชคลาง-ไสยศาสตร์-อุปาทานที่ยึดติดความปรารถนาหรือการอยากให้เป็น จึงจะเห็นเค้าลางความเป็นจริงใหม่ เพื่อการเตรียมตัวอย่างไม่ประมาทได้ยาก
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ประธานาธิบดีแอมานูแอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ประกาศว่า “ยุโรปต้องการให้จีนเข้ามาลงทุนโดยตรงในยุโรปให้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการผลิตสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่ม นี่คือหนทางเดียวที่เราจะรักษาความสมดุลทางการค้าระหว่างกันได้ในระยะยาว และยังเป็นการยืนยันว่ายุโรปยังคงเป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับพันธมิตรที่พร้อมจะปฏิบัติตามกฎกติกาเดียวกัน” เขาวิจารณ์ยโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่หรือลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ – ยุโรปจะยังคงยึดมั่นในวิถีทางที่เจริญแล้ว โดยเลือกความเคารพ การต่อสู้กับพฤติกรรมข่มเหง ต่อสู้กับการเลือกใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เพียงบางข้อ และกับลัทธิประชานิยม ที่สำคัญที่สุดคือการยืนหยัดในหลักนิติธรรม เพื่อต่อต้านความป่าเถื่อนในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ” เขาย้ำว่า “ยุโรปจะเป็นพื้นที่ที่กฎกติกาต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายเหนือกว่าการใช้อำนาจบีบบังคับตามอำเภอใจ” ผมตีความว่า ฝรั่งเศสจะไม่ก้มหัวให้สหรัฐฯ ในเรื่องกรีนแลนด์ (แม้จะถูกขู่ว่าจะถูกเก็บภาษีไวน์และแชมเปญ 100%) และจะรักษาความสมดุลทางการค้ากับจีนและประเทศอื่น ๆ เอาไว้
มาครงยังกล่าวถึงสถานการณ์โลกอันอลเวงว่า “ในปี ค.ศ. 2024 มีสงครามเกิดขึ้นมากกว่า 60 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะเข้าใจว่าบางเหตุการณ์ได้รับการแก้ไขไปบ้างแล้วก็ตาม ความขัดแย้งได้กลายเป็นเรื่องปกติในรูปแบบไฮบริดและกำลังขยายตัวไปสู่มิติใหม่ ๆ ทั้งอวกาศ ดิจิทัล ข้อมูลข่าวสาร ไซเบอร์ และการค้า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สภาวะที่ไร้กฎเกณฑ์ กฎหมายระหว่างประเทศถูกเหยียบย่ำ และกฎเพียงข้อเดียวที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญคือกฎของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ความทะเยอทะยานในลัทธิจักรวรรดินิยมกำลังกลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้ง โดยเฉพาะสงครามรุกรานของรัสเซียต่อยูเครนซึ่งกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 4 ในเดือนหน้า รวมถึงความขัดแย้งที่ยังดำเนินต่อไปในตะวันออกกลางและทั่วทวีปแอฟริกา”
สุนทรพจน์ที่น่าสนใจอีกสุนทรพจน์หนึ่ง เป็นของนายมาร์ก คารนีย์ นายกรัฐมนตรีคานาดา เขากล่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคมว่า ระเบียบระหว่างประเทศที่อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายได้สิ้นสุดลง คานาดาจึงกำลังปรับตัวโดยการสร้างความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งการคงรักษาคุณค่าของสิทธิมนุษยชนและอธิปไตยไว้ เขาเชิญชวนประเทศขนาดกลางอย่างเช่นคานาดาให้ผนึกกำลังกันเพื่อถ่วงดุลอำนาจที่แข็งกร้าวและการช่วงชิงอำนาจของประเทศมหาอำนาจ ทั้งนี้เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ร่วมมือกันและมีความหยุ่นตัว (resilience) มากขึ้น
คานาดากำลังเข้าพัวพันในเชิงยุทธศาสตร์และในวงกว้างอย่างตระหนักรู้ คาร์นีย์กล่าวว่า เราเดินหน้าสู่โลกใบนี้อย่างแข็งขัน โดยไม่รีรอให้โลกเป็นอย่างที่เราปรารถนาให้เป็น เขาอ้างถึงบทความฉบับหนึ่งที่เขียนเมื่อปี ค.ศ. 1978 โดยวาตส์ลัฟ ฮาแว็ลเมื่อครั้งที่ยังเป็นผู้คัดค้านรัฐบาลเช็ค บทความนั้นมีชื่อว่า “อำนาจของผู้ไร้อำนาจ” เป็นเรื่องถึงคนขายผักผลไม้คนหนึ่ง ที่ทุกเช้าจะเอาป้ายมาปิดที่กระจกร้านว่า “กรรมาชนทั้งผอง จงสามัคคีกัน” เขาไม่เชื่อคำขวัญนี้ และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ทำไปเพื่อไม่ให้มีปัญหา และร้านทุกร้านก็ปิดป้ายเดียวกัน ระบบคอมมิวนิสต์ก็ดำรงอยู่ต่อไป ไม่ใช่ด้วยการใช้ความรุนแรงเพียงเท่านั้น แต่อาศัยการเข้าร่วมในพิธีกรรมที่คนธรรมดารู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องโกหก แต่เมื่อใดที่แม้คนคนเดียวหยุดร่วมพิธีกรรม เมื่อคนขายผักผลไม้คนหนึ่งเริ่มเอาป้ายออก เพื่อน ๆ ตลอดจนบริษัท และประเทศก็ปลดป้ายลง
เรารู้มาก่อนนี้แล้วว่า ระเบียบที่วางอยู่บนพื้นฐานแห่งกฎกติการะหว่างประเทศนั้นมีความฉ้อฉลในบางส่วน เรารู้มาก่อนนี้แล้วว่า ผู้ที่เข้มแข็งที่สุดย่อมยกเว้นกฎกติกาเพื่อประโยชน์ตน กฎการค้าถูกปฏิบัติโดยไม่สมมาตรการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศจะเข้มงวดต่างกันขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้ถูกกล่าวหา กระนั้น นิยายชวนเชื่อเกี่ยวกับระเบียบโลกเคยเป็นประโยชน์ ที่ผ่านมา การครองความเป็นใหญ่ของอเมริกาช่วยจัดหาบริการสาธารณะ ช่วยเปิดช่องทางเดินเรือ วางระบบการเงินที่มีเสถียรภาพ จัดให้มีความมั่นคงร่วมกัน และสนับสนุนให้มีกรอบการแก้ไขความขัดแย้ง ดังนั้น เราได้ปิดป้ายไว้ที่หน้าร้าน เราได้เข้าร่วมในพิธีกรรม และเราหลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์ช่องว่างระหว่างสำนวนโวหารกับความเป็นจริง
ข้อตกลงเช่นนี้ใช้ไม่ได้อีกแล้ว เราอยู่ท่ามกลางการแตกหัก นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน วิกฤตด้านการเงิน สุขภาพ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ ได้เผยให้เห็นถึงความเสี่ยงอย่างยิ่งของบูรณาการระดับโลก ประเทศมหาอำนาจเริ่มใช้บูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้กำแพงภาษีเป็นคานงัด ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อบีบบังคับ ใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นความเปราะบางที่เอื้อให้เอารัดเอาเปรียบ สถาบันพหุภาคีซึ่งประเทศที่มีอำนาจปานกลางเคยพึ่งพา เช่น องค์กรการค้าโลก (WTO) องค์การสหประชาชาติ (UN) การประชุมภาคีสมาชิกเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ล้วนถูกคุกคาม หลายประเทศได้ข้อสรุปแล้วว่า พวกเขาจะต้องพัฒนาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะในด้านพลังงาน อาหาร แร่ที่จำเป็นยิ่ง รวมทั้งเรื่องการเงินและห่วงโซ่อุปทาน ประเทศที่มีอาหารไม่เพียงพอ มีแหล่งพลังงานไม่เพียงพอ ป้องกันตนเองไม่ได้ จะไม่มีทางเลือกมาก เมื่อกฎหติการปกป้องคุณไม่ได้ และคุณต้องคิดหาทางปกป้องตนเอง
คานาดาเป็นประเทศแรก ๆ ที่ได้ตั้งสติ เรากำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของเราในขั้นหลักมูล เราจะยึดทั้งหลักการและหลักปฏิบัติ หลักการของเรายังคงเป็นหลักของอธิปไตย บูรณภาพของดินแดน การไม่ใช้กำลังยกเว้นตามกฎบัตรสหประชาชาติ และการเคารพสิทธิมนุษยชน ส่วนหลักปฏิบัติหมายถึงการยอมรับว่าความก้าวหน้ามักค่อยเป็นค่อยไป ว่าผลประโยชน์จะผิดแผกกันออกไป และใช่ว่าพันธมิตรทุกประเทศจะมีคุณค่าทั้งหมดร่วมกันกับเรา เรากำลังสร้างบ้านเราให้เข้มแข็ง ในด้านการต่างประเทศ เรากำลังเร่งสร้างพันธมิตรที่หลากหลาย โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป เราได้ลงนามในสัญญาการค้าและข้อตกลงความมั่นคง 12 ฉบับในทวีปทั้งสี่ภายใน 6 เดือน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เราได้ตกลงเป็นพันธมิตรกับจีนและกาตาร์ เรากำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับอินเดีย อาเซียน ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และเมร์โกซูร์ คานาดาอยู่เคียงข้างกรีนแลนด์และเดนมาร์กในกรณีอธิปไตยในอาร์กติก และสนับสนุนการตัดสินใจของพวกเขาในการกำหนดอนาคตของกรีนแลนด์
สิ่งที่คานาดากำลังทำคือการสร้างโยงใยที่หนาแน่นในด้านการค้า การลงทุน และวัฒนธรรม เราขอเชิญชวนประเทศที่มีอำนาจปานกลางให้มาดำเนินการร่วมกัน “เพราะว่าถ้าเราไม่อยู่ที่โต๊ะ (เจรจา) เราจะอยู่ในรายการอาหาร” ผู้ทรงอำนาจก็มีอำนาจของเขา แต่เราก็มีบางอย่างเหมือนกัน นั่นคือความสามารถในการหยุดเสแสร้ง ในการระบุความเป็นจริง และในการสร้างความเข้มแข็งของเรา ทั้งในประเทศและในการดำเนินการร่วมกัน
สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม กินเวลายาวนานกว่าหนึ่งชั่วโมง นโยบายต่างประเทศแบบสุดโต่งของเขาได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการประชุมดาวอส จากเวทีที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของพหุภาคีและการสร้างฉันทามติ กลายเป็นเวทีที่ทั้งวงพยายามตอบคำถามว่า แล้วโลกควรรับมืออย่างไรกับผู้นำที่พร้อมจะกดดันทุกฝ่ายเพื่อความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ทรัมป์พยายามเฉลิมฉลองผลงานในรอบปีของเขา โดยอ้างว่าเขาได้ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา เงินเฟ้อถูก “ปราบเรียบร้อยแล้ว” ชายแดนกลายเป็นพื้นที่ที่แทบจะไม่อาจเจาะผ่านได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังมุ่งสู่ระดับที่ไม่เคยมีประเทศใดทำได้มาก่อน
ในด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์อวดว่า GDP โตถึง 5.4% ในขณะที่เงินเฟ้อเหลือแค่ 1.6% คนอเมริกันมีเงินออมเพิ่มขึ้นรวม 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คนเลิกพึ่งรัฐ เขาสามารถดึงคนออกจากระบบสวัสดิการคูปองอาหารได้กว่าล้านคน เขาดึงเงินลงทุนจากทั่วโลกได้เกือบ 20 ล้านล้านดอลลาร์
ในด้านพลังงาน เขายืนยันว่ากังหันลม คือตัวทำลายเศรษฐกิจ ทัศนียภาพ และฆ่านก ขณะเดียวกัน สหรัฐฯกลับมาเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ การผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีก 730,000 บาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันเฉลี่ยในหลายมลรัฐลดลงต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา 50 ล้านบาร์เรล เขายืนยันว่าทะเลเหนือยังมีน้ำมันและก๊าซมหาศาลพอใช้ไปอีก500ปี
ในด้านเทคโนโลยี เขาอนุญาตให้ Google, Microsoft ฯลฯ สร้างโรงไฟฟ้าส่วนตัวเพื่อใช้กับ AI โดยการอนุมัติไวภายในไม่กี่สัปดาห์ เขาตั้งเป้าให้อเมริกาเป็นเมืองหลวงคริปโตของโลก เขาให้เสรีภาพแก่บริษัททางเทคโนโลยีตราบใดที่สร้างงานและทำให้คนอเมริกันรวยขึ้น
ในด้านความมั่นคง เขาจะเจรจาเพื่อขอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กอีกครั้ง โดยบอกว่าเดนมาร์กไม่มีงบพอจะป้องกันกรีนแลนด์ เขาสั่งสร้างเรือรบที่แข็งแรงกว่าสมัยสงครามโลก 100 เท่า สหรัฐฯเตรียมสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธที่ครอบคลุมอเมริกาและแคนาดา เขาพูดถึงเครื่องบิน F-47 รุ่นใหม่ที่ศัตรูจะมองไม่เห็นแม้แต่เงา
ในด้านการทูตและสงคราม ทรัมป์สัญญาว่าจะยุติสงครามยูเครน-รัสเซียให้เร็วที่สุด ยูเครนเป็นเรื่องของยุโรป และยุโรปต้องออกเงินมากกว่านี้ เขาอ้างว่าคุมการขนยาเสพติดได้เกือบ 100% และสั่งยิงเรือโจรสลัดทิ้งทันที เขาจะไม่ใช้กำลังถ้าไม่จำเป็น เพราะสหรัฐฯแข็งแกร่งจนไม่ต้องยิงใครก็ชนะได้ ความมั่นคงต้องมาก่อน ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อความปลอดภัยของชาวโลก
ในด้านระบบราชการและกฎระเบียบ เขาได้ลดค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองของรัฐบาลไปแล้วแสนล้านดอลลาร์ ปลดคนว่างงานในรัฐบาลไปแล้วกว่า 2 แสนตำแหน่ง ยกเลิกกฎหมายเก่า 129 ฉบับ และแทนด้วยกฎหมายใหม่เพียงฉบับเดียว รัฐบาลต้องทำงานเหมือนบริษัทที่ต้องการกำไร เขาได้ตรวจสอบเงินที่ถูกขโมยไปจากระบบสวัสดิการ
ในด้านสาธารณสุข ราคายาในอเมริกาต้องลดลงให้เท่ากับต่างประเทศ เขาได้ขู่ไปไม่กี่นาที ทุกประเทศก็ยอมลดราคายาให้ สุขภาพที่จับต้องได้ไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่ต้องเป็นราคาที่จ่ายไหว
ในด้านที่อยู่อาศัยและปัญหาปากท้อง เขาได้ตั้งเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% เพื่อช่วยคนที่เป็นหนี้ รายได้จากการทำงานล่วงเวลาและเงินบำนาญไม่ต้องเสียภาษี รัฐบาลช่วยซื้อหนี้คนที่ผ่อนบ้านเพื่อกดดอกเบี้ยให้ต่ำลง
ในด้านพรมแดนและความปลอดภัย พรมแดนของสหรัฐฯปิดสนิท 100% เขาได้ปราบอาชญากรรมโดยส่งทหารเข้าจัดการเมืองที่อันตราย เมืองไหนคุ้มครองผู้อพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจะไม่ได้รับเงินจากรัฐบาล เมืองวอชิงตัน ดี.ซี. กลับมาคึกคักอีกครั้งเพราะไม่มีโจร เขาได้ส่งคนที่ทำผิดกลับไปติดคุกที่บ้านเกิด
ในด้านวัฒนธรรมตะวันตก เขาปกป้องวัฒนธรรมสหรัฐฯ และยุโรปต้องรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ เลิกรับผู้อพยพจากประเทศที่ระบบสังคมล่มสลาย เน้นให้คนรวยขึ้นด้วยตัวเอง ไม่ใช่พึ่งรัฐ คนอเมริกันต้องภูมิใจในความเป็นอเมริกัน เขาประกาศว่าสิทธิประโยชน์ทางการค้าต้องแลกมาด้วยความร่วมมือกับสหรัฐฯ แผนการ 10 ปีของเขาจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกไปตลอดกาล
เขาสรุปว่า “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้… ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในอเมริกา”
สำหรับผม สุนทรพจน์ที่ฟังแล้วน่าตระหนกที่สุดมาจากอีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทเทสลา เขากล่าวเมื่อวันที่ 22 มกราคมว่า เศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อหุ่นยนต์และ AI เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด พวกมันจะสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ทั้งหมด คาดว่าในอนาคตจะมีหุ่นยนต์มากกว่าคน หุ่นยนต์ที่ทำงานได้ดีจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง เทสลาได้เปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับในบางเมืองแล้ว และจะขยายไปทั่วสหรัฐอเมริกาภายในสิ้นปีนี้ ระบบขับขี่อัตโนมัติของเทสลาอาจจะได้รับการอนุมัติในยุโรปและในจีนภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ด้วยอัตราความก้าวหน้าของ AI เราอาจจะมี AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ทุกคนภายในสิ้นปีนี้ หรืออย่างช้าที่สุดก็ไม่เกินสิ้นปีหน้า เขาอยากให้ทุกคนมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ แล้วก็ตื่นตาตื่นใจรออนาคตที่ดีขึ้น
ฟังคนอื่นมาบ้างแล้ว คราวนี้มาฟังทีมไทยที่นำโดยรัฐมนตรีคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ทีมนี้เป็นการผนึกกำลังกันอย่างดีระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจเอกชนในเวทีดาวอส ความเห็นของทีมไทยพอสรุปได้ ดังนี้
1) เมื่อโลกแบ่งขั้วรุนแรงกว่าที่คิด อาเซียนคือทางรอด ผู้นำโลกไม่ได้แค่เจรจาเรื่องกำแพงภาษี แต่ยกระดับสู่การกีดกัน (Sanction) และบีบให้เลือกข้างชัดเจนระหว่างสหรัฐฯ กับ จีน
2) ไทยหวังว่านักลงทุนที่มองหาหลุมหลบภัยจะมาลงเอยที่อาเซียน ซึ่งมีจุดขายคือความเป็นกลาง แต่จะไม่ง่ายเหมือนเมื่อเกิดวิกฤตครั้งก่อน ๆ
3) นักลงทุนมองว่ามีจุดแข็งของไทยได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร (ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์เลี้ยง), ระบบสุขภาวะ, และเทคโนโลยีชีวภาพ
4) ประวัติศาสตร์มักหมุนวนกลับมา แต่จะไม่ซ้ำรอยเดิม เพียงแต่มีบางอย่างที่คล้องจองกัน เราจึงต้องระวังกับดักความสำเร็จในอดีต คราวนี้นักลงทุนต้องการภาคธุรกิจที่เฉพาะเจาะจงกว่าเดิม และต้องการพลังงานสะอาด เราต้องพัฒนาการพาณิชย์-อิเล็กทรอนิกส์และการใช้ AI แต่อย่าลืมว่า ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center นั้น “กินไฟเท่าเมืองเมืองหนึ่ง แต่จ้างคนแค่ 20 คน”
5) เราควรมุ่งที่คน และพิสูจน์ว่า ทักษะ = กระแสเงินสด
เราควรดึงศักยภาพผู้สูงวัยมาทำงานในจุดที่ AI ทำไม่ได้ โดยเฉพาะในภาคบริการที่ต้องการความใจเย็นและความละเอียด รวมทั้งการมีจิตใจให้บริการ (Service Mind)
6) วินัยการคลัง “คือปราการด่านสุดท้าย ห้ามพังเด็ดขาด”
รัฐบาลควรดึงหนี้เสีย (NPL) ออกจากธนาคาร โดยใช้เงินเหลือจาก “โครงการคุณสู้เราช่วย” มาบริหาร
7) องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีเงินสะสมกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ไม่กล้าใช้ หรือใช้ไปสร้างถนนลูกรัง รัฐบาลควรทำโครงการ “คนละครึ่งกับท้องถิ่น” โดยรัฐบาลช่วยวางระบบมาตรฐาน ส่วนท้องถิ่นลงเงิน เพื่อเปลี่ยนเงินที่นอนนิ่งให้เป็นสินทรัพย์ในชุมชน
8) ต้องปราบคอร์รัปชันด้วยแสงสว่าง แต่ไม่ต้องตั้งหน่วยงานปราบโกงเพิ่ม หากต้องจัดทำระบบข้อมูลเปิด (Open Data) ทำงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นข้อมูลที่อ่านได้ด้วยคอมพิวเตอร์ อ่านได้ด้วย AI โดยภาคประชาชน ทำให้คนไม่กล้าโกงเพราะความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทน
9) ข้อความทิ้งท้ายคือ “เริ่มจากทัศนคติที่ว่าไม่มีอะไรถูก 100% แต่ถ้าผิดทาง ก็แค่ล้มแล้วลุกใหม่ (Fail Fast, Learn Faster)”
ผมขอออกความเห็นสักเล็กน้อย คนไทยส่วนใหญ่กำลังห่วงกังวลกับปัญหาเฉพาะหน้า กำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับความโกลาหลและความรุ่มร้อนรอบด้าน อุปมาดังกบที่อยู่ในกระทะน้ำร้อน รู้สึกว่าร้อนแต่คิดว่าจะเอาตัวรอดได้ แต่สำหรับวิกฤตคราวนี้ “กบ” ควรกระโดดออกมาจากกระทะได้แล้ว
คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธที่สอนในเรื่องไตรสิกขา หมายถึงการศึกษาและฝึกฝนสามประการ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ปัญญาหมายถึงการฝึกให้รู้แจ้ง ให้มองสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง (ซึ่งยากมาก เพียงทำได้บางส่วนก็ยังดี) ผมมองว่าความเป็นจริงคือเราเป็นไม้ซีก ลำพังตัวเราคงไปงัดไม้ซุงไม่ไหว ผมชอบแนวคิดของนายกรัฐมนตรีคานาดา เขาประกาศหลักการความเป็นอิสระ และเริ่มนำคำประกาศไปปฏิบัติจริงตั้งแต่ 6 เดือนที่แล้ว เขานำพาประเทศให้ออกจากความหลงเชื่อที่ว่า ภาพอนาคตจะเป็นภาพที่เราปรารถนา และเราจะสร้างอนาคตที่เราปรารถนาให้เป็นจริง (taking our desire as reality) อันที่จริง ระเบียบโลกแบบพหุภาคีที่มีกฎกติกาได้พังทลายลง เขาเสนอให้พิจารณาหลักการสองข้อ นั่นคือ เราจำต้องพึ่งตนเองก่อน แล้วจึงพึ่งพันธมิตรในการสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน สำหรับประเทศไทย ขอแถมอีกข้อหนึ่งคือ การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เรามีความแตกแยกทางการเมือง เมื่อไม้ซีกที่เราเป็นยังแบ่งเป็นซีกเล็กซีกน้อย แล้วเอาความปรารถนาที่จะดึงดูดนักลงทุน ความปรารถนาที่จะเป็น “เสือ” ตัวใหม่ทางเศรษฐกิจ ปรารถนาจะเป็น Hub โน่น Hub นี่ เราประกาศวาระแห่งชาติในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรามี “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่กฎหมายบังคับให้ราชการต้องทำตาม เราปรารถนาเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อย ฯลฯ แต่เรายังไม่ตื่นรู้สักที ยังอยากให้คนเชื่อ เชื่อ เชื่อ ในความฝันโดยไม่จัดระเบียบภายในที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นจริงที่เข้าใกล้ความปรารถนาของเรา เราใช้วิธีเก่า ๆ เมื่อไม่เป็นผลก็ยังยึดมั่นในวิธีเดิม ๆ ที่ไม่ได้ผล ส่วนหนึ่งของพลังของเราหมดไปกับการปราบ กดดัน และด้อยค่าคนที่เห็นต่าง โดยหวังให้พวกเขาที่ถูกปราบจะกลับใจ
ขอเสนอว่าการสร้างความเข้มแข็งภายในหมายถึงการนำไม้ซีกย่อย ๆ ให้รวมกันเป็นไม้ซีกที่แข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะในบางด้านที่เรามีข้อได้เปรียบ อย่างไรก็ดี เรายังขาดการศึกษาวิจัยอีกมากกว่าจะรู้ว่าตนมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบอะไร โดยเฉพาะเราขาดการศึกษาให้มองการณ์ไกล และการวิจัยระยะยาวที่ประยุกต์ได้จริง
ในความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ เราต้องเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งให้แก่อาเซียน ขณะนี้เราใช้ความรู้สึกชาตินิยมนำความสัมพันธ์ภายในอาเซียน ซึ่งแต่ละประเทศก็เป็นไม้ซีกคล้าย ๆ เรา เมื่ออาเซียนแข็งแรงขึ้น แต่ละประเทศอาเซียนจะได้มุ่งหาพันธมิตรรอบทิศ พันธมิตรภายใต้ระเบียบที่มีกฎกติกาคอยคุ้มครอง มีค่านิยมร่วมกันบางส่วน
เราควรใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นค่านิยมในปฏิรูปประเทศและในการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ อันที่จริง รัฐธรรมนูญมาตรา 257 ระบุให้ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผมถามอินเทอร์เน็ตเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และได้คำตอบว่า
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางดำรงอยู่และปฏิบัติตนบนหลักทางสายกลางและความไม่ประมาท ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เน้นความสมดุลและความยั่งยืน โดยมีหลักสำคัญดังนี้
1.ความพอประมาณ: ความพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
2.ความมีเหตุผล: การตัดสินใจอย่างรอบคอบ พิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
3.การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี
4.การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอนาคต
สรุปว่า สุนทรพจน์ต่าง ๆ ที่ดาวอส ควรปลุกให้เราตื่น แล้วกระโดดออกมาจากกระทะร้อน เราจะทำอย่างที่เคยไม่ได้อีกแล้ว ต้องเร่งสร้างความรักสามัคคีภายใน และสร้างสายโยงใยกับภายนอกที่หนาแน่น พร้อมทั้งสร้างกฎกติกาการคุ้มครองซึ่งกันและกันจากการคุกคามใหม่ ๆ ทั้งนี้ ประเทศไทยควรมีข้อเสนอให้พันธมิตรพิจารณาในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่อาจเป็นคุณค่าร่วมกันคุณค่าหนึ่งได้
โคทม อารียา

