พายุการเมืองสหรัฐ เกิดขึ้นพร้อมกับ “พายุหิมะ” เป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องทางด้านบริหารของรัฐบาล ซึ่งมีต้นตอมาจากความก้าวร้าวและการควบคุมอำนาจไร้ผล ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยึดตรรกะแห่งอำนาจภายใต้คำขวัญ “อเมริกามาก่อน” มีความทะเยอทะยานต่อกรีนแลนด์ แคนาดา และไอซ์แลนด์ ขณะที่ตำรวจสายลับก่อเหตุสังหารที่รัฐมินนิโซตา เป็นโศกนาฏกรรมสะท้อนการล่มสลายของระบบสถาบัน
ท่ามกลางพายุหิมะฤดูหนาวที่เกิดขึ้นปกคลุมสหรัฐ เป็นเหตุให้ 22 รัฐต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ประชากรจำนวนกว่า 200 ล้านคนตกอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ 1.4 แสนหมื่นหลังคาเรือนไม่มีไฟฟ้า คนไร้ที่อยู่ราว 7 แสนคนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางพายุหิมะ มีผู้หนาวตายตามถนนเรียงราย
อานุภาพการทำลายล้างของพายุเป็นเรื่องน่าตกตะลึง ทว่าเรื่องที่หนาวยิ่งกว่าพายุหิมะคือ “พายุการเมือง” อันเกิดจากนโยบายภายในและภายนอกของรัฐบาลทรัมป์ล้ำเส้นออกนอกลู่นอกทาง โดยมีลัทธิเอกภาคีเป็นศูนย์กลางของพายุ หมายความรวมทั้งปลุกกระแสประชานิยม ถือเป็นกลไกหลักที่ได้ฉุดรากฐานของระบบสถาบัน อันประกอบด้วยความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ของสหรัฐ จึงเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในที่สุด ผู้ที่ต้องรับเคราะห์กรรมก็คืออเมริกันชน เป็นจำนวนถึง 300 ล้านคน
พายุหิมะแห่งธรรมชาติที่โหมกระหน่ำเป็นการเปิดเผยถึงความเปราะบางของการบริหารจัดการ ขณะที่การแพร่ขยายของพายุการเมืองมีรากเหง้ามาจากการ “ลุแก่อำนาจ” และไร้ความสามารถในการควบคุม ส่วนนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ได้ละทิ้งประเพณีความร่วมมือพหุภาคีโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญคือกระทำละเมิดต่อดินแดนของรัฐอธิปไตย เป็นต้นว่า ทรัมป์ได้กล่าวที่ดาวอสว่า “การได้มาซึ่งเกาะกรีนแลนด์ เป็นผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ” และเรียกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กว่าคือ “น้ำแข็งก้อนหนึ่ง” (A Piece of Ice) ขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำไอซ์แลนด์ยังกล่าวในเชิงล้อเลียนว่า “ไอซ์แลนด์จะกลายเป็นรัฐที่ 52 ของสหรัฐ” สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวยุโรป
ท่าทีเพิกเฉยต่ออธิปไตยของประเทศอื่น ดูประหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของทรัมป์ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาในอัตราร้อยละ 100 โดยอ้างว่าแคนาดาได้ประโยชน์จากสหรัฐผ่านการหันไปค้าขายกับจีน แต่แคนาดาไม่ยอมอ่อนข้อ หากยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกชาตินิยมของคนแคนาดา ตั้งแต่ภาครัฐจนถึงภาคเอกชน จึงเกิดฉันทมติร่วมกันในการยืนหยัดเป็นปึกแผ่นร่วมกันปกป้องประเทศ
การที่ทรัมป์ปฏิเสธหลักการป้องกันร่วมกันของนาโต และดูแคลนการเสียสละของประเทศพันธมิตร เช่น สงครามอัฟกานิสถาน กองทัพอังกฤษทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีต้องหมดงบประมาณมาก แต่ทรัมป์กลับกล่าวว่า ทหารพันธมิตรนาโตหลบอยู่ด้านหลัง เลี่ยงเข้าสู่แนวหน้า ถ้อยแถลงก่อให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างของพันธมิตร ประเทศหลักในยุโรปจึงเริ่มตื่นตัวจากความฝัน และตระหนักว่า สายตาของทรัมป์เป็นเพียง “บริวารทางผลประโยชน์” ส่งผลให้ยุโรปเร่งผลักดันความเป็นอิสระด้านการป้องกันประเทศ และลดการพึ่งพาสหรัฐในด้านความมั่นคง ค่ายตะวันตกที่สหรัฐเป็นผู้นำจึงเริ่มสั่นคลอน
คณะกรรมการสันติภาพที่ทรัมป์จัดตั้งขึ้น ประชาคมระหว่างประเทศมองว่าเป็น “สหประชาชาติในเงา” โดยมีเป้าหมายหลีกเลี่ยงกรอบของสหประชาชาติ และสร้างระเบียบโลกที่มีสหรัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะประเทศหลักในยุโรปร่วมกันต่อต้าน
ในที่สุด ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของพายุการเมือง มิใช่ประเทศอื่นใดที่ถูกสหรัฐคุกคาม หากแต่เป็นสถาบันของสหรัฐเอง นักการเมืองอย่างทรัมป์นำลัทธิประชานิยมมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจอันไม่ชอบธรรม และใช้สถาบันเป็นตัวประกันเพื่อตอบสนองความใคร่ส่วนตน กร่อนเซาะบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยจนเสื่อมถอยกลายเป็น “ประชาธิปไตยเชิงการแสดง”
ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทรัมป์จึงตกต่ำ ความแตกแยกทางสังคมทวีความรุนแรง ความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ การเผชิญหน้าระหว่างชนชั้น ความไม่พอใจของอเมริกันชนปะทุขึ้นในวงกว้าง “ความฝันแบบอเมริกัน” ที่เคยภาคภูมิใจเลือนรางริบหรี่ ส่วนเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งพันธมิตรต่างพากันตีตัวออกห่าง ความน่าเชื่อถือของสหรัฐสิ้นสุดลงแล้ว

