ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลและการสื่อสารไร้ขอบเขตเด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญกับความรุนแรงในหลายรูปแบบมากขึ้น ความรุนแรงเหล่านี้อาจจะไม่ได้ทิ้งรอยแผลไว้ให้เห็นภายนอกแต่สะสมเป็นแบบแผลทางใจที่ซึมลึก มีผลต่อคุณภาพชีวิตและความสัมพันธ์ทางสังคมของคนรุ่นใหม่
ความรุนแรงในครอบครัว: เมื่อบ้านไม่ใช่โฮมสวีตโฮม
ไม่ใช่ว่าเยาวชนทุกคนในครัวเรือนไทยจะได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัยความรุนแรงในบ้านอาจจะอยู่ในรูปของการใช้คำพูดรุนแรง การละเลยทางอารมณ์หรือจนกระทั่งการทำร้ายร่างกาย ผลกระทบต่อเยาวชนก็คือกลายเป็นคนที่ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ ขาดความไว้ใจต่อผู้อื่น มีความเสี่ยงสูงต่อสภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย เยาวชนที่มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมักมีคะแนนด้านทักษะอารมณ์ต่ำกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ข้อมูลของกรมกิจการเด็กและเยาวชนในปี 2567 ระบุว่ามีเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวกว่า 4,500 รายต่อปี โดยกว่าร้อยละ 60 เป็นการทำร้ายร่างกาย และร้อยละ 30 เป็นความรุนแรงทางจิตใจ ส่วนใหญ่ ผู้ทำร้ายก็คือบุคคลในครอบครัวของตนเอง เช่น บิดา มารดา หรือเพื่อนน้อง การเลี้ยงดูที่ใช้ความรุนแรงไม่เพียงแต่สร้างความกลัวในระยะสั้นแต่ยังบ่มเพาะความสัมพันธ์ที่ก้าวร้าวและรุนแรงในอนาคตเด็กที่เติบโตในสภาพเหล่านี้มักจะเรียนรู้ว่าความรุนแรงเป็นวิธีการแก้ปัญหาและส่งผลให้เด็กส่งต่อพฤติกรรมนี้ไปยังผู้อื่นในอนาคต
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลการฆ่าตัวตายในหนังสือพิมพ์ในรอบ 10 ปีของ ดร.อรุณี อินทรไพโรจน์ และคณะ ปี 2563 พบว่า ครอบครัวเป็นสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย บ้านเป็นที่ที่มีการฆ่าตัวตายมากขึ้น และบ้านที่ควรเป็นสถานที่อบอุ่นและปลอดภัยมากที่สุด กลายเป็นสถานที่ที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดและบุคคลที่เป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากที่สุดคือพ่อและแม่
โรงเรียน: เมื่อพื้นที่แห่งการเรียนรู้กลายเป็นพื้นที่แห่งความเปราะบาง
โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กจำนวนมากต้องเผชิญกับความรุนแรงทั้งร่างกาย วาจา และใจ ข้อมูลของการสำรวจการติดตามสภาวการณ์ของเด็กในสถานศึกษา ของกรมสุขภาพจิตในปี 2561 พบว่าในปีๆ หนึ่งมีเด็กได้รับการกระทำที่รุนแรงถึง 600,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก และมีรายงานวิจัยว่า อัตราการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนของประเทศไทยสูงถึงร้อยละ 40 (Tapanya 2007) นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับงานวิจัยในต่างประเทศที่พบว่าอัตราการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรจะอยู่ในระหว่างร้อยละ 20-25 และเทียบกับญี่ปุ่นที่ร้อยละ 60 อัตราการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนของไทยจึงมักถูกอ้างว่าสูงเป็นลำดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ไม่มีองค์กรใดได้ลุกขึ้นมาจัดลำดับอย่างแท้จริง
การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนมีทั้งการด่าทอโดยใช้วาจาที่หยาบคาย การใส่ร้ายป้ายสี การล้อเลียนเรื่องเกี่ยวกับความพิการ หน้าตารูปร่างหรือฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว หรือการต่อต้านทางสังคม เช่น รวมหัวกันไม่พูดด้วย ไม่คบหาสมาคมด้วย จนกระทั่งถึงการใช้กำลังทำร้ายกัน การกลั่นแกล้งในโรงเรียนนี้ในหลายประเทศ ทำให้เด็กตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าและอาจเกิดการฆ่าตัวตายของเด็กๆ ด้วย (Songsiri and Musikaphan 2011)
ความรุนแรงในโลกไซเบอร์: บูลลี่ไร้ขอบเขต
ในปัจจุบันโลกออนไลน์เป็นพื้นที่เด็กและเยาวชนใช้เวลามากที่สุด แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ความรุนแรงได้แพร่ขยายเข้ามาในหลายรูปแบบ เช่น การใช้ข้อความดูถูก ดูหมิ่น มีการเผยแพร่ภาพคลิปส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต การแบล๊กเมล์หรือกดดันให้แสดงตัวตนที่ไม่ใช่ตัวเอง การศึกษาของเยาวชนวัย 12-17 ปี ของมหาวิทยาลัยมหิดลในปี 2568 พบว่าเด็กถูกบูลลี่ออนไลน์ถึงร้อยละ 70-80 การศึกษาอื่นๆ ก็พบว่า กว่าครึ่งของนักเรียนและนักศึกษามหาวิทยาลัยเคยตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การคุกคามทางไซเบอร์นี้จะเกิดขึ้นกับเยาวชนหญิงมากกว่าเยาวชนชายและมักจะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษหรือเป็นเด็กที่เป็นเพศทางเลือก
การเผชิญความรุนแรงในบ้าน โรงเรียน และโลกไซเบอร์ ไม่ได้เป็นเหตุการณ์แยกส่วน แต่เป็น “รอยแผลที่ถูกกรีดซ้ำ” ที่เพิ่มความเปราะบางให้เยาวชนไทย เมื่อความปลอดภัยในบ้านหายไป โรงเรียนไม่ใช่ที่พักใจ และโลกออนไลน์กลายเป็นสนามต่อสู้กับความหวาดกลัว ขาดความเชื่อมั่น และมีสังคมที่ลดทอนกับการเจริญเติบโตของสุขภาพจิตที่มั่นคงของเยาวชน
รัฐ โรงเรียน ครอบครัว และสังคมต้องร่วมมือโดยตั้งเป้าหมายว่า เยาวชนทุกคนต้องมี “พื้นที่ปลอดภัย” ทุกที่ ทุกวัน มีโอกาสเรียนรู้ มีทักษะและได้รับการปกป้องทั้งโลกจริงและโลกออนไลน์ เยาวชนไทยจะต้องไม่ถูกทอดทิ้งไว้ให้เป็นรอยแผลของสังคม แต่จะกลายเป็นพลังสร้างสังคมใหม่ที่พร้อมเดินหน้าสืบทอดอนาคตของประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้สนับสนุนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกันศึกษาอนาคตของเด็กไทย
นโยบายในเบื้องต้นจากข้อมูลที่กล่าวมานั้น ในระดับครอบครัวและชุมชน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของพ่อแม่ให้เข้าใจการเลี้ยงดูเชิงบวกเพื่อให้บ้านกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอีกครั้ง ในระดับสถานศึกษา ควรประกาศนโยบายโรงเรียนปลอดความรุนแรง พร้อมระบบรายงานเหตุออนไลน์ และจัดตั้งทีมครูที่มีวุฒิที่เหมาะสมกับการเป็นปรึกษาด้านสุขภาพจิต โรงเรียนควรมีนโยบาย “เราจะไม่ทน” ต่อการกลั่นแกล้ง จัดให้มีระบบเพื่อนช่วยเพื่อน และติวเตอร์ด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน พร้อมมาตรการฟื้นฟูภาพลักษณ์ “โรงเรียนปลอดภัย” และการสร้างวัฒนธรรม “ไม่ยอมเห็นเป็นเรื่องปกติ” ของความรุนแรง
ในระดับชาติและนโยบายดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการควรจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังความรุนแรงทางไซเบอร์ เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ ทางแก้คือการเสริมสร้างพลเมืองดิจิทัลในกลุ่มเยาวชนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา รวมทั้งการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และช่องทางรายงานการคุกคามแบบง่าย เช่น รายงานด้วยปลายนิ้ว และให้มีการลงโทษโดยให้ผู้คุกคามให้ต้องไปทำความดี
ให้สังคม
เด็กเป็นสมบัติอันมีค่าที่สุดของชาติ เราต้องไม่ปล่อยให้พวกเขาเติบโตเป็นพลเมืองชายขอบของสังคมไทย

