หน้าแรก บทความ เมื่อการเลือก...

เมื่อการเลือกตั้งไม่สะท้อนทั้งความลับของผู้เลือก และความโปร่งใสของผู้จัด

15.02.26 | 09:11 น.

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มิได้เป็นเพียงกระบวนการตามครรลองรัฐธรรมนูญในการคัดเลือกผู้แทนเข้าสู่สภา หากแต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของโครงสร้างการจัดการเลือกตั้งทั้งระบบ เพราะในระบอบประชาธิปไตย ความชอบธรรมของผลการเลือกตั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนตัวเลขคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว หากตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบบัตรเลือกตั้ง ความลับของการลงคะแนน ความโปร่งใสของกระบวนการ ต้องไม่มีบัตรเขย่ง การส่งบัตรเลือกตั้งต้องถูกต้อง รวมถึงการบริหารจัดการหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนน การรายงานผล ตลอดจนการสื่อสารและการรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด ปี 2569 จึงมิใช่เพียงปีแห่งการแข่งขันทางการเมือง หากคือปีแห่งการทดสอบศรัทธาสาธารณะต่อ กกต. ในฐานเครื่องมือทางประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครชนะหรือใครแพ้

หากแต่คือใครกำกับกติกา และกติกานั้นน่าเชื่อถือเพียงใด เพราะในทางการเมือง ความชอบธรรมมิได้ถือกำเนิดจากชัยชนะโดยลำพัง หากถือกำเนิดจากการยอมรับของผู้แพ้ และสร้างความไว้วางใจของสาธารณะต่อกระบวนการที่นำไปสู่ผลลัพธ์นั้น และอำนาจที่ตรวจสอบได้เท่านั้น จึงจะได้รับความไว้วางใจ เมื่อใดที่อำนาจหลบเลี่ยงสายตาของสาธารณะ เมื่อนั้นศรัทธาจะเริ่มสั่นคลอน และเมื่อศรัทธาสั่นคลอน ต่อให้กฎหมายครบถ้วนเพียงใด ความชอบธรรมก็อาจยืนอยู่บนพื้นทรายที่ขาดหลักยึด

การเลือกตั้งในฐานะพันธสัญญาทางการเมืองที่ต้องมากกว่าผลคะแนน มิได้เป็นเพียงกลไกตามครรลองรัฐธรรมนูญในการคัดเลือกผู้แทนเข้าสู่สภา หากแต่เป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบ “ความชอบธรรม” ของระบบการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบบัตรเลือกตั้ง การบริหารจัดการหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนน การรายงานผล ตลอดจนการสื่อสารและการรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

ในบริบทการเลือกตั้งในประเทศไทยปีนี้ดูเสมือนว่าเสียงที่ดังกล่าวผลการเลือกตั้ง คือเสียงแห่งความศรัทธาสาธารณะต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะองค์กรผู้จัดการเลือกตั้งว่าจะสามารถธำรงรักษาหรือฟื้นฟูความไว้วางใจที่สอบตกจากการเลือกตั้งล่วงหน้า และอีกหลายประเด็นที่ถูกสั่งสมมาได้เพียงใด

Advertisement

หนึ่งในเหตุการณ์ที่กลายเป็นภาพจำของการเลือกตั้งครั้งนี้คือภาวะอัมพาตของระบบรายงานผลคะแนนในคืนประกาศผล และชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีซึ่งซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา แต่เมื่อมาอยู่ในมือ กกต. กลับไม่อาจทดแทนความไว้วางใจได้อย่างแนบสนิท การล่มของระบบมิใช่เรื่องใหม่ในโลกเทคโนโลยี แต่ในบริบทของการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทางการเมืองสูงสุด ความล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงสามารถขยายผลทางจิตวิทยาอย่างมหาศาล ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีระดับโลกดำเนินไปในเสี้ยววินาที ความคาดหวังของสังคมต่อการรายงานผลคะแนนย่อมสูงตามไปด้วย แต่เมื่อหน้าจอรายงานผลหยุดนิ่งท่ามกลางกระแสข่าวบัตรเขย่งและข้อร้องเรียนจากหลายพื้นที่ ความล่าช้าจึงไม่ถูกตีความว่าเป็นเพียงปัญหาทางเทคนิค หากถูกมองในกรอบของความคลุมเครือ ในแง่ความโปร่งใส ข้อมูลที่สร้างความเชื่อมั่นต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยสามประการ ได้แก่ ความถูกต้อง ความทันเวลา และความสามารถในการเข้าถึง หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ความไว้วางใจก็เริ่มสั่นคลอน เพราะในทางการเมืองความรู้สึกของประชาชนมีน้ำหนักไม่แพ้ข้อเท็จจริงทางเทคนิค

แน่นอนว่าเมื่อภาพของ กกต. ที่สื่อสารเชิงรับ การชี้แจงล่าช้า หรือการปล่อยให้เกิดภาวะข้อมูลขาดช่วง ล้วนเป็นปัจจัยที่กัดกร่อนบ่อนเซาะศรัทธาโดยตรงจากประชาชน และเมื่อใดก็ตามที่ความจริงเดินช้ากว่าความสงสัย ช่องว่างนั้นจะถูกเติมเต็มด้วยข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากปัญหาระบบรายงานผลแล้ว ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการตีความบัตรเสีย บัตรเขย่ง และความแตกต่างของตัวเลขระหว่างระดับหน่วยกับระบบส่วนกลาง ยังทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอของมาตรฐานการปฏิบัติว่ามาตรฐานการวินิจฉัยหรือปัญหาการใช้ดุลพินิจต้องอยู่บนหลักการใดระหว่างตัวบทกฎหมายกับความยุติธรรม ภาพที่เห็นได้ชัดและมีคำถามเชิงรูปธรรม

ในทางนิติศาสตร์ หลักนิติธรรมมิได้หมายถึงเพียงการยึดตัวบทเป็นนิติศาสตร์แบบศรีธนญชัย หากหมายถึงการใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและคำนึงถึงเจตนารมณ์แห่งความยุติธรรม เมื่อมาตรฐานการวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสียแตกต่างกันในแต่ละหน่วย ภาพที่สะท้อนออกมาคือความไม่แน่นอนของเกณฑ์เดียวกัน ในบางเขตที่มีส่วนต่างคะแนนเพียงหลักสิบ ข้อเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ถูกปฏิเสธโดยอ้างเงื่อนไขทางระเบียบ แม้จะถูกต้องตามขั้นตอน บางหน่วยมีการนับใหม่ได้ทันที แต่ในขณะที่บางหน่วยถูกตีความว่าเป็นอำนาจ กกต.ใหญ่ ทั้งๆ ที่อำนาจการปกป้องเลือกตั้งที่ถูกต้องและสุจริตควรเป็นของเจ้าหน้าที่ทุกคน ความถูกต้องไม่ต้องรวมศูนย์กลับมาที่ส่วนกลาง

ในเชิงความรู้สึกของประชาชน ย่อมเกิดคำถามว่ากฎหมายกำลังทำหน้าที่ปกป้องกระบวนการ หรือปิดพื้นที่การตรวจสอบกันแน่ ในแง่มุมนี้กฎหมายควรเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจและเรียกศรัทธาหรือเป็นเครื่องมือนำแสงสว่างโปร่งใสมาสู่ระบบการเลือกตั้ง มิใช่กำแพงป้องกันความรับผิด ยิ่งในระบอบประชาธิปไตย ภาระการสร้างความเชื่อมั่นย่อมตกอยู่ที่ผู้ใช้อำนาจ ไม่ใช่ประชาชนผู้ตั้งคำถาม และถ้าตราบใดที่คำถามถูกสะสม นั่นคือต้นทุนที่สำคัญด้านความศรัทธา ซึ่งความโปร่งใสสามารถแบ่งได้อย่างน้อยสามระดับ ได้แก่ ความโปร่งใสของข้อมูล ความโปร่งใสของกระบวนการ และความโปร่งใสของความรับผิดชอบ

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีข้อมูล หากแต่อยู่ที่การจัดการทั้งสามระดับนี้ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ระบบรายงานผลที่ล่าช้ากระทบต่อความโปร่งใสของข้อมูล ข้อจำกัดในการเข้าถึงการนับคะแนนสะท้อนช่องว่างด้านกระบวนการ ขณะที่การสื่อสารเชิงรับต่อข้อกังวลของประชาชนชี้ให้เห็นความอ่อนแรงในมิติความรับผิดชอบ

เมื่อความโปร่งใสทั้งสามมิติอ่อนแรงพร้อมกัน ความคลางแคลงใจย่อมขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะในยุคดิจิทัลข้อมูลที่ถูกต้องแต่ไม่ทันเวลาอาจสร้างความรู้สึกไม่แตกต่างจากความคลาดเคลื่อน ข่าวลือสามารถแพร่กระจายได้เร็วกว่าการชี้แจงหลายเท่า หากการสื่อสารไม่ทันท่วงที พื้นที่ว่างของข้อมูลจะถูกแทนที่ด้วยสมมุติฐานจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในมือ ความจริงต้องไม่เดินช้ากว่าความสงสัยของประชาชน และความจริงที่เดินช้ามักทำให้พยานหลักฐานชำรุด

ในมิติของกระบวนการว่าการเข้าถึงการนับคะแนนของผู้สังเกตการณ์ที่ไม่สม่ำเสมอในบางพื้นที่ ย่อมกระทบต่อหลักการตรวจสอบได้ เพราะมนุษย์จำนวนมากยอมรับผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้น หากเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมและเปิดเผย ดังนั้น แม้ผลคะแนนจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากขั้นตอนมองไม่เห็น ความรู้สึกคลางแคลงย่อมยังคงอยู่ ในเชิงรูปธรรมอาจนำหลักการติดกล้องทุกกระบวนการเหมือนกฎหมายซ้อมทรมานเพื่อให้ทุกขั้นตอนอยู่ในสายตาสาธารณะ

หันกลับไปมองเรื่องงบประมาณการเลือกตั้งระดับชาติที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ความคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความรวดเร็วบนต้นทุนสูงจะสวนทางกับความเชื่อมั่นไม่ได้ เพราะมันคือสมการที่อันตรายทางการเมือง ประชาชนประเมินรัฐจากความสามารถในการบริหารทรัพยากร ไม่ใช่จากถ้อยแถลง หากการลงทุนด้านเทคโนโลยีไม่สามารถป้องกันข้อผิดพลาดพื้นฐานได้ คำถามเรื่องความคุ้มค่าจะตามมาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

และประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางความรู้สึกอย่างชัดเจนคือกรณีบัตรเลือกตั้งที่มีหมายเลขรหัสกำกับ ทั้งในรูปแบบตัวอักษรและบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ซึ่งเมื่อสแกนแล้วปรากฏเป็นรหัสเฉพาะบนบัตร ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ในสื่อออนไลน์อย่างกว้างขวาง และจุดกระแสคำถามว่า โครงสร้างการออกแบบบัตรเลือกตั้งมีระบบติดตามหรือระบุตัวตนแฝงอยู่หรือไม่

ประเด็นสำคัญอยู่ที่รหัสดังกล่าวสามารถระบุตัวบุคคลได้จริงหรือไม่ และคำถามว่าการออกแบบระบบเปิดช่องให้เกิดความเป็นไปได้ทางเทคนิคหรือไม่ โดย 2 คำถามใหญ่ในยุคดิจิทัล การมีรหัสเฉพาะที่สามารถสแกนและอ่านค่าได้บนเอกสารสำคัญ ย่อมถูกตีความในบริบทของการติดตามข้อมูลโดยอัตโนมัติ ซึ่งความยุติธรรมต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ทุกคนยอมรับได้ภายใต้สถานะที่เท่าเทียม หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจของตนปลอดภัยจากการตรวจสอบ ความเท่าเทียมเชิงสถานะย่อมสั่นคลอน เพราะการเลือกตั้งอยู่ในสายตาที่มองไม่เห็น

ในทางหลักการเลือกตั้งโดยลับ มาตรฐานทั้งทางกฎหมายการเลือกตั้งและประชาธิปไตยสมัยใหม่กำหนดชัดว่า การลงคะแนนต้องเป็นไปโดยตรงและลับ กล่าวคือ ต้องไม่มีองค์ประกอบใดที่ทำให้สามารถเชื่อมโยงบัตรเลือกตั้งกับตัวผู้ใช้สิทธิได้ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ความลับก็อาจไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งในสายตาสาธารณะ นี่คือจุดที่น่าสังเกตในแง่มุมหน้าที่ขององค์กรผู้จัดการเลือกตั้งมิได้มีเพียงจัดกระบวนการให้เสร็จสิ้น หากต้องจัดการเลือกตั้งให้เป็น “การออกเสียงโดยตรงและลับ” อย่างเคร่งครัด ตามที่เขียนไว้ใน 84 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 84 ที่ว่าการออกเสียงลงคะแนนให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง และคณะกรรมการอาจกำหนดวิธีอื่นได้ หากสามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกกว่า คุ้มค่า และที่สำคัญต้องเป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ คำว่า “โดยตรงและลับ” เป็นเงื่อนไขเชิงบังคับ มิใช่เพียงถ้อยคำประกอบ หากวิธีการใดทำให้ความลับถูกตั้งคำถาม ก็อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้โดยตรง

ในความเป็นจริงและในระดับการรับรู้ของประชาชน ความลับของการลงคะแนนมิใช่เพียงเงื่อนไขทางเทคนิคที่กฎหมายกำกับเชิงตัวอักษร หากเป็นรากฐานของเสรีภาพทางการเมือง และการจัดการเลือกตั้งโดยลับยังเป็นเกราะกำบังไม่ให้ผู้จัดการเลือกตั้งต้องเผชิญกับความรับผิดทางกฎหมายที่จะตามมา แน่นอนว่าหากการเลือกตั้งไม่เป็นความลับจะเกิดอะไรขึ้น ย่อมนำไปสู่คำตอบที่น่ากังวลและคำถามต่างๆ ก็จะดังขึ้นอย่างน้อย 3 ประการ คือ

ประการแรก การซื้อเสียงและการข่มขู่จะกลับมามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผู้มีอำนาจสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้รับผลประโยชน์ลงคะแนนตามที่ตกลงหรือไม่

ประการที่สอง การลงคะแนนจะกลายเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้แรงกดดัน มิใช่การแสดงออกอย่างเสรี

ประการที่สาม ความชอบธรรมของผลเลือกตั้งจะถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง เพราะการซื้อเสียงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเช็กย้อนหลังได้

ดังนั้น หลักการเลือกตั้งโดยลับจึงเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของประชาธิปไตย มิใช่รายละเอียดปลีกย่อย และหน้าที่ขององค์กรผู้จัดการเลือกตั้งย่อมต้องทำให้หลักการนี้ปรากฏอย่างชัดแจ้ง ปราศจากข้อคลุมเครือ

จึงเห็นได้ว่าอำนาจอาจได้มาด้วยคะแนนเสียง แต่จะยืนยาวได้ด้วยความไว้วางใจ และความไว้วางใจนั้นเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกขั้นตอนเปิดให้ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง และการออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับอย่างปราศจากข้อกังขา ความลับมิใช่แนวคิดที่ขัดแย้งกัน หากเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน กระบวนการต้องโปร่งใส ขณะที่การตัดสินใจของประชาชนต้องเป็นความลับอย่างเด็ดขาด

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี