หน้าแรก บทความ อรรถสิทธิ์ พา...

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | ตั้งรัฐบาลอย่างไร ให้มีเสถียรภาพและโลกไม่ยี้

13.02.26 | 20:15 น.

นับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 เริ่มขึ้นแล้ว หลังพรรคภูมิใจไทยครองเสียงข้างมากอันดับหนึ่งในสภาเรียกได้ว่า เกือบแลนด์สไลด์ แต่กระนั้นบททดสอบที่รุนแรงที่สุดของระบบการเมืองไทยในห้วงเวลานี้ไม่ใช่ความซับซ้อนของการรวมเสียง จับขั้วเพื่อครองเสถียรภาพในสภาเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกบีบให้ต้องพิสูจน์ตนเองพร้อมกันคือเสถียรภาพทางการเมืองภายในและความชอบธรรมในสายตาของสังคมไทยและนานาชาติ

หากนำกรอบทฤษฎีรัฐบาลผสมของ เลเวอร์ และ สโคลฟิลด์ (Laver & Schofield) มาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ไทย เราจะพบว่า โจทย์ของภูมิใจไทยในฐานะพรรคที่ถือไพ่เหนือสภาด้วย 193 ที่นั่ง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างรัฐบาลผสมแบบชนะขั้นต่ำ (Minimal Winning Coalition) หรือแม้แต่รัฐบาลผสมแบบเสียงข้างมากเกินจำเป็น (Surplus Majority) เพื่อความมั่นคงในสภาเท่านั้น แต่ยังต้องตอบโจทย์ที่ลึกซึ้งกว่า นั่นคือ การสร้างรัฐบาลที่สามารถต้านทานแรงกดดันจากวิกฤตความเชื่อมั่นสองอย่างที่กำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

อย่างแรกคือ วิกฤตความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง ข้อสงสัยเรื่องความคลาดเคลื่อนของตัวเลข ความไม่สอดคล้องของข้อมูล และรูปแบบการรวมคะแนน ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนกระแสเรียกร้องขยายตัวจากการนับใหม่บางเขต ไปสู่การเรียกร้องให้นับใหม่ทั้งประเทศ และบางวงสนทนาเลยเถิดไปถึงความเป็นไปได้ของการเลือกตั้งที่จะโมฆะ ด้วยเหตุผลนานาประการ

อย่างที่สองคือวิกฤตคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยที่ตกต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยได้เพียง 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ที่สำคัญคือ ตัวชี้วัดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญกลับเป็นดัชนีที่สะท้อนมุมมองของนักลงทุนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในมิติการแข่งขัน การผูกขาด และการจ่ายสินบน ขณะที่ในมิติการเมืองและโครงสร้างทางกฎหมาย สิ่งที่ยังถดถอยคือหลักนิติธรรมและความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวิกฤตสองชั้นนี้ซ้อนทับกัน การตั้งรัฐบาลครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการตั้งรัฐบาลให้อยู่รอด แต่เป็นการตั้งรัฐบาลเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยทั้งระบบ

Advertisement

ผลการเลือกตั้งซึ่งกกต. ประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการนับแล้ว 94% ออกมาเห็นหน้าเห็นหลัง และจัดวางโครงสร้างอำนาจในสภาอย่างชัดเจน โดยมีพรรคภูมิใจไทยครองเสียงข้างหลาก 193 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคอันดับสองอย่างพรรคประชาชนซึ่งได้ 118 ที่นั่งถึง 75 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง ซึ่งเพียงห้าพรรคนี้ก็ครอบครองแกนหลักของสภาแทบทั้งหมดแล้ว

อย่างไรก็ดี สภาชุดนี้ยังมีโครงสร้างอีกชั้นที่กำลังกลายเป็นทุนทางเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ นั่นคือกลุ่มพรรคขนาดเล็กรวมกันราว 35 ที่นั่ง ประกอบด้วยพรรคไทรวมพลัง 6 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 5 ที่นั่ง พรรคประชาชาติ 5 ที่นั่ง พรรคเศรษฐกิจ 3 ที่นั่ง รวมถึงพรรคที่มีพรรคละ 2 ที่นั่ง อาทิ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อชาติไทย และยังมีพรรคที่ได้ 1 ที่นั่งอีกหลายพรรค เช่น พรรคเสรีรวมไทย พรรคโอกาสใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคประชาธิปไตยใหม่

ด้วยเสียงในสภาที่แบ่งออกเป็นสองก้อนเช่นนี้ทำให้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางครั้งรัฐบาลอาจจะต้องใช้บริการการพึ่งพาเครือข่ายพรรคขนาดเล็กจำนวนมากเพื่ออุดช่องว่างเชิงเสถียรภาพในทางตัวเลข สูตรรัฐบาลของภูมิใจไทยตอนนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจับมือกับพรรคใหญ่เท่านั้น แต่ยังสามารถเสริมด้วยพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก เพื่อสร้างเสียงข้างมากที่มั่นคงในสภา

ฉากทัศน์การจัดตั้งรัฐบาลผสม สูตรที่เล็กที่สุดคือ ลักษณะของรัฐบาลผสมแบบชนะขั้นต่ำ (minimal winning coalition) ที่การรวมตัวระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับกล้าธรรม ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ความใกล้ชิดนี้เองที่ทำให้ทั้งสองพรรคได้รับชัยชนะในครั้งนี้ ขณะเดียวกันความใกล้ชิดนี้เองก็กลายเป็นภาระทางความชอบธรรมที่รัฐบาลใหม่ต้องแบกรับเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุจากข้อกังขาทั้งก่อนและหลังของสังคมที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ซึ่งแม้จะมีเหตุผลเชิงตัวเลขอย่างชัดเจน เพราะรวมกันแล้วได้ 251 ที่นั่ง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาเพียงเล็กน้อย แต่ในเชิงการเมืองจริง การรวมตัวนี้กลับดูเหมือนเป็นการรวมตัวของผู้ที่กำลังถูกตั้งคำถามเข้าด้วยกัน มากกว่าการรวมตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคม

นี่คือกับดักที่รัฐบาลภูมิใจไทย-กล้าธรรมต้องเผชิญตั้งแต่วันแรก และในทางทฤษฎีรัฐบาลผสม สถานการณ์เช่นนี้เรียกว่า negative coalition externality คือ เมื่อพันธมิตรแต่ละฝ่ายมีปัญหาทางความชอบธรรม การรวมตัวกันจะไม่ได้ทำให้ปัญหาลดลง แต่กลับทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ดี สูตรนี้สะท้อนแรงจูงใจแบบแสวงหาตำแหน่งอย่างชัดเจน (Office-Seeking) เพราะเป็นรัฐบาลที่มีจำนวนพรรคร่วมน้อย สามารถต่อรองและแบ่งสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางทางเสถียรภาพโดยหากพรรคกล้าธรรมถอนตัว รัฐบาลจะล่มทันที และอาจมีความเสี่ยงต่อการต่อรองสูงมากในการเรียกร้องตำแหน่ง

เมื่อขยายภาพออกไป ยังมีข้อจำกัดเชิงพันธมิตรระหว่างพรรค กรณีสำคัญคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับ พรรคกล้าธรรม ส่งผลให้สูตรรัฐบาลที่อาศัยประชาธิปัตย์เป็นพรรคเสริมเสถียรภาพร่วมกับกล้าธรรมถูกตัดออกจากสารบบทางการเมืองโดยอัตโนมัติ แม้จะดูเป็นไปได้ในทางตัวเลขก็ตาม

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว สูตรรัฐบาลที่ถูกพูดถึงในทางปฏิบัติจึงต้องปรับมาอยู่ในรูปแบบพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อไทย ซึ่งในเชิงจำนวนที่นั่ง จะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่างมั่นคง และในเชิงทฤษฎีจัดอยู่ในกลุ่มรัฐบาลผสมแบบเสียงข้างมากเกินจำเป็น (Surplus Majority) มากกว่ารัฐบาลผสมแบบชนะขั้นต่ำ โดยสูตรนี้เป็นการป้องกันการเอารัฐบาลเป็นตัวประกันเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ได้และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงที่หากพรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัว รัฐบาลยังมีเสียงพอที่จะอยู่รอด อย่างไรก็ตาม สูตรนี้ยังมีจุดอ่อนคือ ความซับซ้อนในการเจรจาทางนโนบาย กล่าวคือ แต่ละพรรคที่เข้าร่วมมีวาระทางนโยบายของตัวเอง และต้องทำให้สำเร็จเพื่อเป็นโอกาสในการทำผลงานให้ประชาชนเห็นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งการเจรจาทางนโนบายอาจส่งให้การจัดตั้งรัฐบาลมีอายุยาวออกไปได้

ซึ่งการการชักชวนเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลผมมองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเพื่อไทยเองก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนทางการเลือกตั้งในอนาคต การเข้าร่วมรัฐบาลที่กำลังถูกตั้งคำถามอาจทำให้เพื่อไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของฐานเสียงของตนเอง โดยเฉพาะหากรัฐบาลนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันหรือไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ ดังนั้น การชักชวนเพื่อไทยจะต้องมาพร้อมกับการรับประกันที่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะมีนโยบายและการกระทำที่สอดคล้องกับค่านิยมของเพื่อไทย และจะไม่ทำให้เพื่อไทยต้องแบกรับภาระทางความชอบธรรมจากปัญหาของภูมิใจไทยและกล้าธรรม

และนอกจากเพื่อไทยแล้ว การเลือกพรรคขนาดเล็กเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อเสียงแกนรองในสภาฯ ในฐานะ Buffer ที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับรัฐบาล ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น  ด้วยเหตุที่แต่ละพรรคมีภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันมาก บางพรรคมีภาพว่าเป็นพรรคที่มีจุดยืนทางนโยบายที่ชัดเจน

ขณะที่บางพรรคมีภาพว่าเป็นพรรคที่พร้อมจะร่วมงานกับใครก็ได้เพื่อแลกกับตำแหน่ง การเลือกว่าจะชักชวนพรรคเล็กพรรคใดเข้าร่วมรัฐบาล จึงไม่ใช่เรื่องตัวเลข แต่เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลใหม่มีมาตรฐานในการคัดเลือกพันธมิตรอย่างไร และหากการมีพรรคเล็กจำนวนมากเกินไปในรัฐบาลจะสร้างภาพของรัฐบาลต่อรองมากกว่าและถูกมองว่าเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์มากกว่าการร่วมมือทางนโยบาย ดังนั้น การคัดเลือกพรรคเล็กเข้าร่วมรัฐบาลจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีภาพลักษณ์ที่ดีและมีจุดยืนทางนโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาล

พูดถึงโครงสร้างรัฐบาลไปแล้ว การคัดเลือกบุคลเข้าร่วมในคณะรัฐมนตรีก็สำคัญ เพราะจะเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาลโดยรวมจากวิกฤติความเชื่อมั่นข้างต้น ที่ผ่านมารัฐบาลอนุทิน 1 มีโอกาสได้เทคโนแครตสามคนสำคัญ อย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลและปรับภาพลักษณ์พรรคจากพรรคต่ำร้อยสู่พรรคอันดับหนึ่งในสภาได้เพียงไม่กี่ปี ทั้งนี้การได้เทคโนแครตเข้ามาร่วมงานจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและนักลงทุนในการตอบสนองเชิงนโยบาย และดำเนินการทางนโยบายให้เกิดความไว้วางใจขึ้นได้

ขณะเดียวกันการมีนักการเมืองในคณะรัฐมนตรีก็สำคัญ เพราะจะยึดโยงและเข้าใจกับประชาชนได้ สำหรับผมรัฐมนตรีอาจไม่จำเป็นต้องเก่งมากแต่มีความสามารถในการนำและรันระบบราชการให้สามารถทำงานภายใต้นโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลได้

ทั้งหมดนี้ คือ การจัดตั้งรัฐบาลทอดยาวไปถึงคณะรัฐมนตรี รัฐบาลใหม่นี้ ต้องทำให้อำนาจได้ดุลโดยใช้สิ่งที่เรียกว่า Legitimacy-Weighted Portfolio Allocation โดยแทนที่จะแบ่งสรรตามจำนวนที่นั่งเพียงอย่างเดียว การแบ่งสรรตำแหน่งต้องคำนึงถึงการดำเนินการทางนโยบาย ภาพลักษณ์และการฟื้นความเชื่อมั่นเพื่อแก้ไขวิกฤติปัญหาที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น