โรคความจำเสื่อม หรือที่เรียกกันในทางการแพทย์ว่า ภาวะสมองเสื่อม ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในทางการแพทย์ประเมินเอาไว้ว่า เมื่อถึงปี ค.ศ.2050 จำนวนผู้ป่วยเป็นโรคชนิดนี้บนโลกจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นสามเท่าตัวหรือมากกว่า 150 ล้านคน จนในแวดวงการแพทย์ยึดถือว่านี่คือภัยคุกคามใหญ่โตและขยายตัวรวดเร็วที่สุดต่อระบบสาธารณสุขและระบบดูแลด้านสุขภาพของสังคมในทุกๆ ประเทศในอนาคต
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ งานวิจัยใหม่ล่าสุดภายใต้การนำทีมของ แอนเดรีย แซมมิท นักวิชาการจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช ในนครชิคาโก สหรัฐอเมริกา พบว่าสภาวะดังกล่าวเป็นผลของอิทธิพลอย่างแรงกล้าจากสิ่งที่่เรียกว่า “กิจกรรมกระตุ้นเชิงปัญญา” ที่บุคคลนั้นๆ ได้รับมาตลอดทั้งชีวิต
แซมมิทกล่าวว่า การค้นพบข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมกระตุ้นความคิดตลอดทั้งชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อาจเป็นตัวการก่อให้เกิดความแตกต่างต่อขีดความสามารถทางกระบวนการคิด ความทรงจำและความเข้าใจในบั้นปลายชีวิตของบุคคลนั้นๆ
ทีมวิจัยของแซมมิท ใช้วิธีการเฝ้าสังเกตกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,939 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 80 ปี ที่ไม่ปรากฏวี่แววของโรคจิตเสื่อมเมื่อเริ่มต้นการทดลอง ทีมวิจัยเฝ้าติดตามสังเกตกลุ่มตัวอย่างนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน 8 ปี โดยผู้ที่เข้าร่วมต้องทำแบบสำรวจเชิงกิจกรรมทางความคิด ความจำ ความเข้าใจในทุกๆ ขั้นตอน 3 ขั้นตอนของการวิจัย
ขั้นตอนแรกสุดก็คือการสำรวจย้อนหลังกลับไปเมื่อตอนที่กลุ่มตัวอย่างอายุยังไม่ถึง 18 ปี ว่าเคยมีผู้อ่านหนังสือให้ฟัง หรือมีโอกาสอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ แผนที่ทางภูมิศาสตร์ที่บ้านบ้างหรือไม่ รวมทั้งมีโอกาสได้เรียนรู้ภาษาต่างประเทศต่อเนื่องกันนานกว่า 5 ปี หรือไม่
ลำดับถัดมา เป็นการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับรายได้เมื่อกลุ่มตัวอย่างอายุถึง 40 ปี ว่าในครัวเรือนมีการเป็นสมาชิกนิตยสารหรือไม่ มีดิกชันนารี มีบัตรห้องสมุดหรือมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำเป็นประจำ อาทิ การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ หรือห้องสมุดหรือไม่ ชั้นสุดท้ายเป็นการสำรวจข้อมูลเมื่อกลุ่มตัวอย่างอายุ 80 ปี รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการอ่าน เขียน เล่นเกม ว่าถี่แค่ไหน รวมไปถึงรายได้ทั้งหมดที่ได้รับจากการเกษียณและอื่นๆ
ผลการวิจัยด้วยการสำรวจครั้งนี้ พบว่าผู้เข้าร่วม 551 ราย ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ในช่วงบั้นปลาย และมี 719 ราย ที่มีอาการจัดอยู่ในกลุ่มอาการ ความบกพร่องทางกระบวนการคิดแรกเริ่ม (mild cognitive impairment หรือเอ็มซีไอ) อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการจัดกลุ่มผู้เข้าร่วมในการวิจัยโดยอาศัยข้อมูลความถี่ของกิจกรรมกระตุ้นเชิงปัญญาที่บุคคลได้รับ พบว่าผู้ที่มีการกระตุ้นดังกล่าวตลอดชีวิตเป็นกลุ่มที่มีอัตราส่วนเป็นโรคต่ำสุด ส่วนผู้ที่มีกิจกรรมน้อยที่สุดกลับเป็นผู้ที่มีอัตราส่วนป่วยเป็นโรคสูงสุด ทีมวิจัยสรุปผลเอาไว้ว่า ผู้ที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกิจกรรมกระตุ้นทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การเขียน หรือการเรียนรู้ภาษาต่างชาติ สามารถลดโอกาสการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ในเวลาต่อมาได้ถึง 38 เปอร์เซ็นต์ ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการเอ็มซีไอ ลงได้ 36 เปอร์เซ็นต์
ทีมวิจัยยังพบด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการกระตุ้นสูงสุด กว่าจะเกิดอาการเอ็มซีไอ ก็ต่อเมื่อมีอายุเฉลี่ย 85 ปี ส่วนกลุ่มที่มีการกระตุ้นต่ำสุดกลับเกิดอาการเมื่ออายุ 78 ปี แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมกระตุ้นเชิงปัญญาสามารถชะลออาการดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นได้นานถึง 7 ปี ในขณะที่กิจกรรมกระตุ้นเชิงปัญญาดังกล่าว สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความจำเสื่อมลงได้เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว
นพ.ไอโซลด์ เรดฟอร์ด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอัลไซเมอร์ประจำศูนย์วิจัยอัลไซเมอร์แห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า นัยสำคัญที่งานวิจัยใหม่ชิ้นนี้แสดงไว้ให้เห็นก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่าภาวะสมองเสื่อม หรือภาวะความทรงจำเสื่อม ไม่ใช่โรคที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อคนเราชราภาพลง ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าการมีกิจกรรมทางความคิดอยู่ตลอดเวลาสามารถลดโอกาสเสี่ยงที่จะล้มป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ ลงได้ถึงเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นการสนับสนุนแนวคิดที่ในวงการแพทย์รู้กันดีแล้วว่า โรคเหล่านี้ล้วนมีวิธีและขั้นตอนต่างๆ ที่สามารถป้องกันได้
เพราะการอ่านก็ดี การเขียน หรือการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ช่วยลดทอนโอกาสเสี่ยงลงได้เป็นอย่างดี
รู้อย่างนี้แล้ว เรามาเริ่มอ่านหนังสือกันเถอะ

