‘ตะวันตกใหม่’ล้มล้างความเป็น‘เจ้าโลกของสหรัฐ’
การที่พันธมิตรยุโรปก่อตัวขึ้นเป็นตะวันตกใหม่ ก็เพื่อต่อต้านความเป็นเจ้าโลกของสหรัฐ และพฤติกรรมของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการทะเยอทะยานต่อกรีนแลนด์และแคนาดา เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน อันเป็นการธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของตะวันตก และรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่หลากหลายและทรงคุณค่า
ตั้งแต่แคนาดาถึงสหราชอาณาจักร ตั้งแต่เยอรมนีถึงฝรั่งเศส ถือกันว่าสหรัฐมิใช่เป็นตะวันตกอีกต่อไป พฤติกรรมของทรัมป์กร่อนเซาะทำลายระบอบประชาธิปไตยอันเป็นประจักษ์ สหรัฐถดถอยลงสู่ระดับรัฐป่าเถื่อน บัดนี้ แกนกลางของอารยะตะวันตกมิได้อยู่ที่วอชิงตัน หากย้ายไปอยู่ออตตาวา ลอนดอน เบอร์ลิน ปารีส
การก่อตัวของตะวันตกใหม่เพื่อสู้กับสหรัฐ เริ่มต้นจากสุนทรพจน์ของ “คาร์นี” นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่เมืองดาวอส โดยการเปิดเผย “รอยร้าว” ของระเบียบโลกในปัจจุบัน โดยอ้างอิง “พลังที่ไร้อำนาจ” ของอดีตประธานาธิบดีเช็ก วาคลาฟ ฮาเวล เป็นอุปมา ชี้ให้เห็นว่าในยุคสหภาพโซเวียต ร้านค้าทุกแห่งในยุโรปตะวันออกจำต้องแขวนป้ายคำขวัญว่า “ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน” ไว้หน้าร้าน ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นเรื่องโกหก แต่ก็ต้องแสดงบทบาทเช่นนั้น เพื่อเอาตัวรอด ภาพดังกล่าวสะท้อนสถานการณ์ของหลายประเทศในยุโรปปัจจุบัน เมื่อเผชิญอำนาจของทรัมป์ ก็หลงเชื่อว่าการยอมจำนนต่อการข่มขู่ด้วยภาษีศุลกากรสูง หรือการยอมรับการผนวกกรีนแลนด์ จะแลกมาซึ่งการคุ้มครอง แต่แท้จริงแล้วคือการดำรงอยู่ท่ามกลางคำโกหก “คาร์นี” ประกาศว่า “แคนาดาจะไม่ประนีประนอมอีกต่อไป จะไม่แขวนป้ายคำขวัญที่หน้าต่างอีกต่อไป”
หัวใจสุนทรพจน์ของ “คาร์นี” คือแนวคิด “สัจนิยมบนฐานคุณค่า” (value-based realism) แคนาดาจะยืนหยัดบนพื้นฐานคุณค่าของตะวันตกคือ เคารพอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน คุ้มครองสิทธิมนุษยชน การสนทนาอย่างมีเหตุผล พร้อมกันนั้น ก็ได้ยืนยันความเป็นจริงว่า ลัทธิเอกภาคีของสหรัฐได้เปลี่ยนระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา ให้กลายเป็นเครื่องมือของอำนาจอันแข็งกร้าว ภัยคุกคามด้านภาษีศุลกากร รวมทั้งความทะเยอทะยานของทรัมป์ที่มีต่ออธิปไตยของเดนมาร์กและประชาชนกรีนแลนด์โดยตรง “คาร์นี” แสดงจุดยืนในนามแคนาดาคัดค้านพฤติกรรมของทรัมป์อย่างแข็งขันและเข้มข้น อีกทั้งเรียกร้องให้มุ่งเน้นการเจรจาด้านความมั่นคงและมั่งคั่ง โดยจะไม่ยอมให้อำนาจของทรัมป์อยู่เหนืออธิปไตยในภูมิภาคอาร์กติกอย่างเด็ดขาด
ในทำนองเดียวกัน แคนาดาก็เผชิญกับปัญหาหลายด้าน เป็นต้นว่า พลังงาน แร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ และห่วงโซ่อุปทานทางการค้า รัฐบาลคาร์นีก็ได้พยายามหาทางแก้วิกฤต โดยการลงทุนในด้านอุตสาหกรรม เร่งการลงทุนด้านพลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้างความเป็นอิสระ
เรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้นำตะวันตกคือแคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และไอร์แลนด์ ต่างเดินทางไปปักกิ่งเพื่อพบ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อแสวงหาดุลยภาพใหม่ ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน แคนาดาได้ลงนามข้อตกลงด้านการค้าและความมั่นคงจำนวน 12 ฉบับ ครอบคลุม 4 ทวีป เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับสหภาพยุโรป การค้าเสรีกับอินเดีย อาเซียน ไทย ฟิลิปปินส์ และกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้
“คาร์นี” ย้ำว่า จีนเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือยุทธศาสตร์ที่สำคัญ แคนาดาจะไม่พึ่งพาตลาดสหรัฐมากเช่นเดิม ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของสหรัฐ และไม่ยอมถูกบีบคคั้นด้วยภาษีศุลกากรสูงของทรัมป์อีกต่อไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือการสร้างระบบพหุภาคีแบบ “โลกที่ลดการพึ่งพาสหรัฐ” (Global minus America) ได้แก่ การจัดตั้งชมรมผู้ซื้อแร่ธาติสำคัญโดยยึด G7 เป็นแกนกลาง ร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์กับประเทศประชาธิปไตย บนพื้นฐานเครือข่ายพันธมิตร บนพื้นฐานของคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน ก่อให้เกิดเครือข่ายการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย
การผงาดขึ้นของตะวันตกใหม่เป็นประจักษ์ถึงความล้มเหลวของลัทธิเอกภาคีของสหรัฐ และความสำเร็จของพหุภาคีของจีน สัจธรรม 1 คือ ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน แรงกดมาก แรงต้านก็ยิ่งมาก
อำนาจนำย่อมมีขีดจำกัด ก่อนการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ผู้คนใช้คำโกหกค้ำจุนระบบเอาไว้ ส่วนอำนาจแบบทรัมป์ที่พึ่งพาการแสดงความยอมตามของพันธมิตรก็ไม่ต่างกัน
เมื่อแคนาดาเริ่มปลดป้ายคำขวัญเหล่านั้นลง ภาพลวงตาก็เริ่มปรากฏ การผงาดขึ้นของ “ตะวันตกใหม่” จึงถือเป็นจุดสุดยอดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในการหลุดพ้นจากพันธนาการของอำนาจนำฝ่ายเดียว และเป็นเครื่องเตือนใจแก่ชาวโลกว่า ระเบียบที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาคแห่งอธิปไตย และความร่วมมือที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

