หน้าแรก บทความ ฟ้องหมิ่นประม...

ฟ้องหมิ่นประมาท ไม่ใช่ SLAPP เสมอไป

18.02.26 | 15:19 น.

ฟ้องหมิ่นประมาท ไม่ใช่ SLAPP เสมอไป

ในแวดวงกฎหมายสิทธิมนุษยชนช่วงปี 2569 นี้ มีการพุดถึงการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “กฎหมาย Anti-SLAPP” กันบ่อยครั้ง ล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อขัดเกลากฎหมายฉบับนี้อีกครั้ง

เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้คือการปกป้อง “นักปกป้องสิทธิ” ไม่ให้ถูกกลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพลใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธ (Judicial Harassment) เพื่อสร้างภาระทางคดีจนต้องปิดปากเงียบไปเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เรายังต้องพิเคราะห์เหรียญอีกด้านด้วย เพื่อไม่ให้กฎหมายที่ตั้งใจมาสร้างความเป็นธรรม กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการละเมิดสิทธิผู้อื่นเสียเอง

SLAPP คืออะไร และอะไรที่ไม่ใช่ SLAPP?

หัวใจสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือการนิยามคำว่า “ประโยชน์สาธารณะ” และ “การฟ้องปิดปาก” ให้ชัดเจน เพราะหากนิยามกว้างจนเกินไปสังคมอาจตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งที่ว่า ไม่ใช่ทุกการฟ้องหมิ่นประมาทจะเป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPP) สิทธิในการปกป้องชื่อเสียงเกียรติยศเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นกัน หากใครคนหนึ่งกุเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อทำลายชื่อเสียงผู้อื่นโดยปราศจากข้อเท็จจริง แล้วอ้างว่าตนเองทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แบบลอย ๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากการถูกฟ้อง โดยใช้กฎหมาย Anti-SLAPP เป็นเกราะกำบัง นึกภาพตามแล้วเห็นชัดเลยว่าสังคมจะวุ่นวายขนาดไหน? เมื่อใครก็สามารถด่าทอหรือใส่ร้ายใครก็ได้ โดยที่ผู้เสียหายไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้อง เพียงเพราะกลัวจะถูกตีตราว่าเป็นการฟ้องปิดปาก ซึ่งไม่ใช่หลักการของนิติรัฐที่ถูกต้อง

จุดที่น่าสนใจในร่างกฎหมายฉบับนี้คือการเสนอให้ “พนักงานอัยการ” เข้ามามีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยก่อนส่งฟ้อง ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะอัยการคือทนายของแผ่นดินที่มีความเป็นกลางและสามารถกลั่นกรองได้ว่า คดีใดเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และคดีใดเป็นการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง ยกตัวอย่างเช่นกรณีปลาหมอคางดำที่เป็นมหากาพย์ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์และนำไปสู่การฟ้องร้องหมิ่นประมาท อัยการได้พิจารณาสั่งฟ้องในคดีนี้ แสดงให้เห็นว่าคดีมี “พยานหลักฐาน” และ “มูลเหตุแห่งความจริง” ที่เพียงพอ ไม่ใช่การฟ้องลอย ๆ เพื่อข่มขู่

นี่คือตัวอย่างว่าแม้จะเป็นประเด็นสาธารณะ แต่ถ้ามีการล่วงละเมิดที่เกินขอบเขตของความจริง ผู้เสียหายก็ยังคงมีสิทธิได้รับความยุติธรรม การที่อัยการเข้ามา “สกรีน” ตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยแยกนักปกป้องสิทธิที่แท้จริง ออกจากผู้ที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตเพื่อใส่ร้ายผู้อื่น

Advertisement

การเสนอให้ปรับปรุงนิยามให้ครอบคลุมถึงการตรวจสอบทุจริตทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นเรื่องดี แต่ต้องมาพร้อมกับกลไก การตรวจสอบความสุจริตของผู้แสดงความคิดเห็นด้วย กฎหมาย Anti-SLAPP ต้องไม่กลายเป็น “ใบอนุญาตด่าฟรี” แต่ต้องเป็น “โล่ป้องกันคนทำดี”

หากสามารถทำให้นิยามของ SLAPP ชัดเจน โดยมีอัยการเป็นด่านหน้าในการกลั่นกรอง และมีศาลเป็นผู้ใช้อำนาจสั่งยกฟ้องพร้อมลงโทษผู้ฟ้องโดยไม่สุจริต (Bad Faith) เราจะได้สังคมที่กล้าพูดความจริง ในขณะเดียวกันก็ยังเคารพเกียรติยศของกันและกัน เพราะกฎหมายต้องปกป้องปากเสียงของประชาชนแต่ต้องไม่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของความจริง