หน้าแรก บทความ นโยบายไม้ประด...

นโยบายไม้ประดับ

19.02.26 | 12:49 น.
นโยบายไม้ประดับ

นโยบายไม้ประดับ

สูตรผสมรัฐบาลใหม่นำโดยพรรคภูมิใจไทยจะปรากฏโฉมออกมาอย่างไรก็ตาม คณิตศาสตร์การเมืองที่นักการเมืองใช้เป็นแนวทางต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีมาตลอด คือ เอาจำนวน ส.ส.ในสังกัดทั้งหมดของพรรคร่วมรัฐบาลรวมกันแล้วหารด้วยจำนวนรัฐมนตรี 36 คน
ได้ผลออกมาเป็นสัดส่วน จำนวน ส.ส.กี่คนต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี จากนั้นก็แบ่งกันไปตามโควต้าที่ได้ ระดับรัฐมนตรีว่าการกี่กระทรวง ช่วยว่าการกี่กระทรวง จนครบตามที่ตกลงกัน
ไม่ใช่แค่เก้าอี้รัฐมนตรีเท่านั้น ยังรวมถึงตำแหน่งตอบแทน ปลอบใจ ตั้งแต่ผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขาธิการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษานายกฯ จนถึงรัฐมนตรี
อีกทั้งเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ประธานสภา รองประธาน ประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการคณะต่างๆ อีกมากมาย
วิธีคิดคำนวณสัดส่วน ส.ส.ต่อรัฐมนตรีเช่นนี้ แน่นอนว่าพรรคใหญ่ มีจำนวน ส.ส.มาก มีอำนาจต่อรองสูง ย่อมได้ตำแหน่งมากเป็นธรรมดา
ขณะที่พรรคเล็ก กลุ่มต่ำสิบ มี ส.ส.คนเดียว ไม่ถึงสิบ ไม่เพียงพอที่จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี ก็ยินยอมรับตำแหน่งอื่นๆ เมื่อต้องการเป็นฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน
เหตุนี้เองทำให้พรรคภูมิใจไทยแกนนำซึ่งได้ ส.ส.จำนวนมาก เลือกเดินเกมส่งเทียบเชิญพรรคเล็กมาพูดคุยก่อน เพราะอำนาจต่อรองต่ำ คุยง่าย ไม่ยุ่งยาก มากเรื่อง
การเมืองเชิงนโยบายจึงยังคงเป็นเพียงตัวประกอบหรือวาทกรรม พ่ายการเมืองคณิตศาสตร์วันยังค่ำ
การประชุมปรึกษาหารืออย่างจริงจัง เพื่อปรับแต่งนโยบายของแต่ละพรรค หลอมรวมเป็นนโยบายรัฐบาล เลยไม่เคยเป็นจริงในสังคมการเมืองไทย
ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากเย็นที่จะเห็นนโยบายของพรรคเล็กปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาล

ตัวอย่าง นโยบายพรรคเศรษฐกิจ ตั้งนิคมการเกษตรและให้ใบอนุญาตส่งออกและทำรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ
ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะตำรวจ โดยตั้งกรมพิสูจน์หลักฐานต่างหากเพื่อไม่ให้ล้มคดีได้
นโยบายพรรคใหม่ ล้างบางทุจริต ประเทศไทยโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุจริตเท่ากับประหาร
ปฏิรูปราชการตรวจสอบหน่วยราชการ ข้าราชการต้องพร้อมดูแลและบริการประชาชนเป็นอย่างดี
ยกเลิกเครดิตบูโร เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้น ลดปัญหาหนี้สิน ประชาชนมีวินัยทางการเงิน
คืนความเป็นธรรมให้สังคม สวัสดิการประชาชน สวัสดิการโรงพยาบาลสัตว์ ท่องเที่ยวยั่งยืนตลอดทั้งปี
กองทุนวัยรุ่นสร้างตัว จัดสรรที่ดินทำกิน เด็กจบใหม่มีงานทำ เกษตรกร แรงงานยืนได้ เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ
ยกระดับการศึกษา เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ ลดภาระงานเอกสาร เพิ่มเงินเดือนครู
นโยบายพรรคประชาธิปไตยใหม่ กองทุนบำนาญประชาชน 60 ปี มีเงินเดือน เดือนละ 3,000 บาท
ส่งแรงงานฟรีไม่มีค่าหัว เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ออกกฎหมายคุ้มครองคนเป็นหนี้กองทุนบำนาญ 100% รักษาฟรีทุกโรค ทุกที่
ถามว่า การประสานดึงพรรคเล็กเข้ามาร่วมหรือเดินเข้ามาหาเอง ได้พูดคุยถึงนโยบายกันหรือไม่ ให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
พรรคเล็กจึงตกอยู่ในสภาพ จำใจจำยอม นโยบายค่อยว่ากันทีหลัง
ทำให้โหวตเตอร์ที่ลงคะแนนมีความหมายแค่ประชาธิปไตย 4 นาทีในคูหาต่อไปเหมือนเดิม
ขณะที่พรรคแกนนำ ไม่ต้องเสียเก้าอี้รัฐมนตรี เมื่อได้พรรคเล็กเข้ามามาก อำนาจต่อรองยิ่งเพิ่มขึ้น ทางเลือกจะตัดพรรคอันดับสอง อันดับสามออกก็ทำได้ง่ายขึ้น
สถานการณ์ของพรรคเล็กเป็นเช่นนี้ เข้าใจและเห็นใจครับ
ลำพังแค่พาตัวเองให้รอด ได้เข้าสภาก็หนักหนาสาหัสมากอยู่แล้ว การผลักดันนโยบายให้พรรคใหญ่ยอมรับบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลยิ่งยากไปใหญ่
ไหนๆ ก็ยอมรับสภาพเป็นตัวประกอบแล้วก็ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ให้มีคุณค่า พี่น้องประชาชนได้ชื่นชมบ้าง ไม่ใช่มีแต่เสียงยี้อย่างเดียว

ความคืบหน้าการฟอร์มคณะรัฐมนตรี ทั้งพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม ยังไม่นิ่ง
พรรคภูมิใจไทยมีพรรคเล็กเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ รวม ส.ส. 295 ที่นั่งแล้ว จำนวนนี้หารด้วยรัฐมนตรี 36 คน จะได้ตัวเลข 8.19 ส.ส. ต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี
พรรคเล็กมี ส.ส.ไม่ถึง 9 คน ก็ไม่ได้โควต้ารัฐมนตรี ให้รับตำแหน่งอื่นๆ ไป
เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นของพรรคแกนนำและพรรคลำดับถัดไป จัดสรรปันส่วนกัน
เฉพาะพรรคภูมิใจไทย จัดเก้าอี้ให้กับมุ้งต่างๆ ที่ดึงเข้ามาร่วมชายคาจนพอใจ ก็ใช่ว่าจะราบรื่น ลงตัวง่ายๆ
มีกล้าธรรม หรือประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นตัวหาร เพิ่มความยุ่งยาก มากเรื่องขึ้นไปอีก
ต้องตกลงเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีและตัวบุคคลให้ได้ นโยบายจึงมาภายหลัง ค่อยว่ากันต่อไป
ติดตามกันนะครับ นโยบายของพรรคเล็กทั้งหลายจะปรากฏอยู่ในนโยบายรัฐบาล สักแค่ไหน
ที่สำคัญ ทำอย่างไร และเมื่อไหร่ กระบวนการหลอมรวมนโยบายพรรคเพื่อเป็นนโยบายของรัฐบาล จะเป็นเรื่องนโยบายสาธารณะ เปิดเผย โปร่งใส ให้สังคมได้มีโอกาสรับรู้ ติดตามอย่างเท่าทัน
ป้องกันฝ่ายการเมืองนำพาไปในทางประชานิยม ลดแลกแจกแถม ขณะเดียวกันไม่ให้ฝ่ายประจำครอบงำ เพราะฝ่ายการเมือง ไม่มีกลไก กระบวนการที่เข้มแข็ง ในการคิดค้นนโยบายระยะยาว
จึงจำเป็นต้องพึ่งบริการราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังเป็นหน่วยงานหลักชี้นำนโยบายรัฐบาลจนถึงวันนี้
สะท้อนว่าข้าราชการ ระบบราชการ และพรรคราชการ ยังแข็งแกร่งอยู่เช่นเดิม