ชั่วระยะเวลาไม่ช้าไม่นาน ศาสตร์ทางด้านวิศวะพันธุกรรมของเราก้าวรุดหน้าไปรวดเร็วเหลือหลาย ถึงขนาดที่ในเวลานี้เราไม่เพียงเลือกเพศลูกกันได้แล้วเท่านั้น ยังมีบริษัทบางบริษัทถึงกับเสนอทางเลือกให้เราด้วยว่า เราจะเลือกให้พวกเขาถือกำเนิดมาอย่างไร เฉลียวฉลาดมากน้อยเพียงใดได้อีกด้วย
มีรายงานข่าวล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่า มีบริษัทเอกชนอย่างน้อย 4 บริษัท ที่นำเสนอทางเลือกทำนองดังกล่าวแก่ชาวอเมริกัน อาทิ บริษัท เจโนมิค พรีดิคชัน บริษัท ออร์คิด บริษัท เฮราไซท์ และบริษัท นิวเคลียส ถึงขนาดที่ สตีฟ ซู่ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกน ผู้ก่อตั้ง เจโนมิค พรีดิคชัน สามารถนำเสนออย่างเต็มปากเต็มคำว่า ทุกคนคงสนใจมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าหากว่าเรามีเครื่องมือที่ทำให้สามารถวิเคราะห์ออกมาได้ว่า ลูกของคุณจะมีโอกาสเข้าเรียนต่อที่เอ็มไอทีได้มากกว่าลูกคนอื่นๆ ถึง 3 เท่าตัว
สิ่งที่ สตีฟ ซู่ พูดถึงคือ การคัดสรรคุณสมบัติของทารกด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า โพลีเจนิค เอ็มบริโอ ซีเลคชัน (polygenic embryo selection) ที่ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ยังคงปรากฏอยู่แต่เฉพาะในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น บัดนี้กลับกลายเป็นความจริงในทางวิทยาศาสตร์ไปแล้ว
เทคโนโลยีใหม่นี้เป็นวิธีการคัดสรรตัวอ่อนของมนุษย์ โดยอาศัยลักษณะทางพันธุกรรมสำหรับทำนายอุปนิสัยในที่สุดของตัวอ่อนมนุษย์ที่ว่านั้นในอนาคต โดยอาศัยหลักการเดียวกันกับเทคโนโลยีเดิม ที่ใช้การตรวจสอบตัวอ่อนมนุษย์เพื่อหาข้อบกพร่องเชิงพันธุกรรม อาทิ หายีนที่ก่อให้เกิดโรค หรือหาโครโมโซม ที่จะทำให้เกิดความบกพร่องผิดปกติ แต่เป็นการมองหาหน่วยพันธุกรรมของตัวอ่อนมนุษย์โดยรวม อาทิ ส่วนที่บ่งชี้ถึงสติปัญญา เรื่อยไปจนถึงลักษณะอุปนิสัยต่างๆ ในอนาคต และคัดสรรเฉพาะส่วนที่ต้องการให้คงไว้เท่านั้นเอง
สตีฟ ซู่ เชื่อว่าหากบริษัทของตนนำเสนอทางเลือกในลักษณะนี้คงได้รับความสนใจและดีต่อกิจการของบริษัทอย่างแน่นอน ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด มีพ่อแม่ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้
กระบวนการคัดสรรตัวอ่อนเชิงพันธุกรรมที่ว่านี้ใช้สิ่งที่เรียกกันว่า คะแนนโพลีเจนิค (polygenic scores) ซึ่งก็คือคะแนนรวมที่ได้จากการตรวจสอบพันธุกรรมของตัวอ่อนมนุษย์ แล้วนำเอาคะแนนที่ได้มาคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ถึงอุปนิสัยในอนาคต ซึ่งหมายความว่า เราสามารถทำความเข้าใจต่อบทบาทที่หน่วยพันธุกรรมแต่ละหน่วยจะส่งผลในอนาคตจนสามารถ “คัดสรร” เอาเฉพาะส่วนที่ต้องการได้นั่นเอง แม้ว่าในเวลานี้ บทสรุปที่ว่านี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะเป็นไปตามคำทำนายนั้นก็ตามที
คำถามที่ใหญ่โตกว่าในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องความแม่นยำหรือไม่ แต่ก็คือคำถามที่ว่า การคัดสรรดังกล่าวนี้เหมาะสมแล้วหรือ เป็นผลประโยชน์ที่สร้างสรรค์ต่อสังคมโดยรวมแน่แล้วหรือ ในเมื่อไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีเงินถุงเงินถังมากพอที่จะเข้าไปใช้บริการที่ว่านี้เหมือนหรือเท่าเทียมกันทุกคนเสียเมื่อไหร่
แน่นอน เด็กๆ ที่ผ่านกระบวนการคัดสรรเชิงพันธุกรรมที่ว่านี้ย่อมได้รับความคาดหวังสูง อยู่ในสถานะที่เหนือกว่า อย่างน้อยก็เหนือกว่าเด็กๆ ที่ไม่ผ่านกระบวนการ และกลายเป็นพันธุกรรมกลุ่มย่อยไปในที่สุด และมีโอกาสที่จะลุกลามไปถึงการคัดสรรสีผิว สีตา สีผม ซึ่งในที่สุดก็จะกลายเป็นความแตกแยกในสังคม มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ในอนาคต
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ บริษัทที่นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ในทำนองนี้กระจุกตัวอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกา เหตุผลสำคัญก็คือ สหรัฐอเมริกาเองยังไม่ขยับตัวพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาทั้งสิ้น ตรงกันข้ามกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร, เยอรมนี, หรือแม้แต่ประเทศฝรั่งเศส ต่างออกกฎห้ามใช้เทคโนโลยี โพลีเจนิค เอ็มบริโอ ซีเลคชันนี้โดยเด็ดขาดกันแล้วทั้งสิ้น เพราะเล็งเห็นตรงกันว่า หากปล่อยให้มีการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อการตลาดในเชิงธุรกิจ รังแต่จะก่อให้เกิดผลเสียหายมากมายต่อสังคมโดยรวม แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้างในแง่ของการป้องกันโรคทางพันธุกรรมร้ายแรง อาทิ โรคโครห์น หรือโรคสคิซโซฟรีเนีย เป็นต้น
แต่หากปล่อยให้ใช้กันโดยเสรี ปราศจากข้อกำหนดกฎเกณฑ์ใดๆ ย่อมไม่แตกต่างกับการยินยอมให้มนุษย์เข้ามาทำหน้าที่เป็นพระเจ้า คัดสรรผู้คนตามอำเภอใจ ซึ่งไม่เป็นผลดีในอนาคตอย่างแน่นอน
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

