หน้าแรก บทความ โคทม อารียา |...

โคทม อารียา | เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อเผชิญวิกฤตอนาคต

23.02.26 | 14:10 น.

การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปในปีนี้ไม่สู้ราบรื่นนัก เมื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง ส.ส. จะพบว่ามีการทำให้ป่วน (disruption) สองครั้ง จนศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ครั้งแรกเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ครั้งที่สองเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557

บริบททางการเมืองเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2548 คือ พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีแนวคิดนำการเคลื่อนไหวว่ารัฐบาลทักษิณฉ้อฉล และเป็นภัยต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อแก้ปัญหาการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ นายกรัฐมนตรีจึงประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 อย่างไรก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ เพราะมีการหันคูหาเข้าหาผนังห้อง และผู้ลงคะแนนหันหลังให้คนที่อยู่ในที่เลือกตั้ง ซึ่งอาจแอบสังเกตว่าโดยมองลอดเฉียง ๆ ไปที่คูหา และสามารถรู้หรือเดาได้ว่า ผู้ลงคะแนนกาบัตรให้ผู้ใด การลงคะแนนจึงไม่เป็นความลับ แต่ยังไม่ทันจัดการเลือกตั้งใหม่แทนการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็นำทหารเข้ายึดอำนาจ โดยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ในการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร พรรคพลังประชาชนซึ่งมาแทนที่พรรคไทยรักไทยเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวในเฟสที่สองเพื่อต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชน และนำมวลชนเข้ายึดสถานที่หลายแห่ง เช่น ทำเนียบรัฐบาล สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย อดีต ส.ส. พรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย แต่มีส่วนหนึ่งย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ที่แยกไปรวมกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อก่อตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลประชาธิปัตย์ – ภูมิใจไทย โดยมีแนวคิดนำว่า พรรคพลังประชาชนได้รับอาณัติจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศผ่านการเลือกตั้ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ช่วงชิงอาณัตินี้ไป โดยถือโอกาสจากการที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบเพื่อดึงอดีต ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนจำนวนหนึ่งมาจัดตั้งรัฐบาล ต่อมา นายกฯอภิสิทธิ์ยุบสภาฯ ผลก็คือพรรคเพื่อไทยที่มาแทนที่พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งในปี 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องเผชิญการต่อต้านจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) เมื่อเผชิญการต่อต้านที่รุนแรง นายกฯยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภาฯให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ปรากฏว่า กปปส. ขัดขวางมิให้มีการเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งต้องจัดให้มีขึ้นในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่ยังไม่ทันจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งให้นายกฯยิ่งลักษณ์พ้นหน้าที่ เหตุจากการย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติพ้นจากตำแหน่ง ขณะเดียวกัน กปปส. ยังประท้วงต่อไป จนพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

บทความนี้ได้ข้อมูลส่วนหนึ่งจากอินเทอร์เน็ตซึ่งผู้อ่านสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้เอง โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ “กาลครั้งหนึ่งเพื่อวันข้างหน้า : บทเรียนจากอดีตเพื่ออนาคตของเรา” เขียนโดย โรมัน คริสนาร์อิก แปลโดย อัครวัฒน์ พรหมินทร์ โดยเฉพาะจะขออ้างอิงบทที่ 6 “ฟื้นคืนศรัทธาในประชาธิปไตย” และบทที่ 10 “หลีกเลี่ยงการเสื่อมสลายของอารยธรรม”

Advertisement

ในบทที่ 10 คริสนาร์อิกอธิบายว่าวิกฤติสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ในการแสดงสุนทรพจน์ครั้งหนึ่ง จอห์น เอฟ เคนเนดี กล่าวว่า วิกฤตในภาษาจีนประกอบด้วยอักษรสองตัว คือ “อันตราย” และ “โอกาส” แต่คริสนาร์อิกแย้งว่า อักษรจีนตัวที่สองน่าจะหมายถึง “จุดเปลี่ยน” หรือ “ช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ” มากกว่า ดูตามประวัติศาสตร์แล้ว การตอบสนองต่อวิกฤตที่มีประสิทธิภาพมักเกิดขึ้นใน 4 บริบท คือ สงคราม ภัยพิบัติ การปฏิวัติ และการทำให้ป่วน (disruption)

ตัวอย่างบริบทที่ต้องตัดสินใจที่พบบ่อยที่สุดคือสงคราม หลังการทิ้งระเบิดที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ สหรัฐฯได้ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อเข้าร่วมสงคราม เช่น การจำกัดการใช้น้ำมันเพียงสัปดาห์ละสามแกลลอน โรงงานรถยนต์ถูกสั่งให้ผลิตรถถังและเครื่องบินแทน รัฐบาลกลางออกกฎหมายเก็บภาษีเงินได้เป็นครั้งแรก และกู้เงินมากมาย

มีตัวอย่างการเผชิญวิกฤตหลังภัยพิบัติ เช่น หลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1953 ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจทำโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายกว่า 20% ของ GDP ต่อมาเมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด – 19 รัฐบาลอังกฤษสั่งปิดพรมแดน ปิดโรงเรียนและธุรกิจ ห้ามจัดแข่งขันกีฬาและการเดินทางทางอากาศ และจัดให้ประชากรกว่า 50 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนสองโดส

มีตัวอย่างการเผชิญวิกฤตหลังการปฏิวัติ เช่น หลังการปฏิวัติโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี ค.ศ. 1949 จีนเผชิญวิกฤตการถือครองที่ดินทำกิน พรรคจึงดำเนินการปฏิรูปที่ดินอย่างสุดโต่ง คือ แจกจ่ายที่ดินจากเจ้าที่ดินผู้ร่ำรวยไปยังชาวไร่ชาวนายากจน หลังการปฏิวัติที่นำโดยฟีเดล คาสโตร ในปี ค.ศ. 1959 คิวบาเผชิญวิกฤตการไม่รู้หนังสือซึ่งมีอัตราสูง 24% สองปีหลังการปฏิวัติ รัฐบาลได้จัดหาอาสาสมัครคนหนุ่มสาวจากเมืองกว่า 250,000 คน ให้ไปอยู่กับครอบครัวยากจนในชนบท ให้ไปทำงานร่วมกันในทุ่งนาตอนกลางวัน และสอนหนังสือให้ชาวคิวบากว่า 700,000 คน ในตอนกลางคืน โครงการนี้ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน และส่งผลให้อัตราการไม่รู้หนังสือลดลงเหลือ 4%

ในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตทางนิเวศวิทยาที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา และไม่เข้ากับสามประเภทดังกล่าว คริสนาร์อิกวิเคราะห์ภาวการณ์เช่นนี้ว่า มีเหตุปัจจัยสามประการ คือ 1) เกิดวิกฤตบางประเภทที่ไม่รุนแรงฉับพลัน (เช่น ไม่ใช่สงคราม ภัยพิบัติ ปฏิวัติ) 2) วิกฤตเอื้อให้เกิดแนวคิดใหม่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม 3) แนวคิดใหม่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดขบวนการทางสังคมที่ท้าทายผู้มีอำนาจและมาขยายวิกฤตให้ไปถึงจุดเปลี่ยนแปลง คริสนาร์อิกเรียกโมเดลของเขาว่า “จุดเชื่อมต่อการทำให้ป่วน” (Disruption Nexus)

โมเดลจุดเชื่อมต่อการทำให้ป่วนมีปัจจัย 3 ประการคือ วิกฤต – แนวคิดใหม่ – ขบวนการที่เกื้อหนุนการเคลื่อนตัวของวิกฤตสู่การเปลี่ยนแปลง ปัจจัยทั้งสามเชื่อมต่อกันเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือเป็นวงจร ผมขอนำโมเดลนี้มาใช้กับการเมืองบ้านเราที่เป็นวงจร ดังนี้ (1) การเมืองขาดเสถียรภาพ ที่มักเชื่อมต่อถึงรัฐธรรมนูญที่บกพร่อง และเรียกว่าเกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญก็ว่าได้ (2) เกิดแนวคิดการปฏิรูปการเมืองให้สุจริต (3) เกิดขบวนการทำให้ป่วนที่มาขยายวิกฤตจนเกิดการเปลี่ยนแปลง การเมืองบ้านเรามีวิกฤตหลายครั้ง บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ตามมามีลักษณะถดถอย ซึ่งมักเรียกว่าเกิดเป็น “วงจรอุบาทว์” (vicious cycle) ที่ไม่เสถียรและนำไปสู่วิกฤตใหม่ บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ตามมามีลักษณะก้าวหน้าในเชิงประชาธิปไตย ซึ่งขอเรียกว่า “วงจรมงคล” (virtuous cycle) ซึ่งไม่วายที่จะเผชิญกับวงจรอุบาทว์ครั้งใหม่

ตัวอย่างวงจรอุบาทว์กับวงจรมงคลที่เป็นไปตามโมเดลข้างต้น มีปัจจัยข้อที่ (1) ว่าด้วยวิกฤต และข้อที่ (2) ว่าด้วยแนวคิดการแก้วิกฤต เหมือน ๆ กัน มาต่างกันตรงขบวนการทำให้ป่วน (disruptive movement) และผลพวงที่ตามมา มีตัวอย่างของวงจรอุบาทว์ เช่น

1) ในช่วงวิกฤตปี 2519 มีขบวนการ เช่น ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง ที่จัดตั้งโดยข้าราชการอนุรักษ์นิยม ที่มาเผชิญหน้ากับขบวนการจัดตั้งโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผลพวงคือการสังหารหมู่นักศึกษาและการรัฐประหาร และการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2521

2) ในช่วงวิกฤตปี 2549 ขบวนการที่เกิดขึ้นฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มพันธมิตรฯ อีกฝ่ายหนึ่งคือ นปช. ผลพวงคือการรัฐประหาร และการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2550

3) ในช่วงวิกฤตปี 2557 ขบวนการที่เกิดขึ้นฝ่ายหนึ่งคือกลุ่ม กปปส. อีกฝ่ายหนึ่งคือ นปช. ผลพวงคือการรัฐประหาร และการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2560

มีตัวอย่างของวงจรที่เป็นมงคลต่อประชาธิปไตย เช่น

1) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นเพื่อสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรในสงคราม ผลพวงที่ตามมาคือประเทศสยามไม่ตกเป็นผู้แพ้สงคราม แม้จะต้องรับภาระหนักทางเศรษฐกิจในด้านการจ่ายปฏิกรรมสงครามแก่อังกฤษและฝรั่งเศส ผลพวงที่ตามมาคือการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2489 ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ก็ถูกฉีกโดยการรัฐประหารเมื่อปลายปีนั้นเอง

2) เมื่อรัฐบาลทหารทำการรัฐประหารตนเองในปี 2514 เพราะควบคุมสภาผู้แทนราษฎร (ที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2511 ที่ใช้เวลายกร่างถึง 11 ปี) ไม่ได้ รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายทหารร่างมาเองก็ถูกฉีก และรัฐบาลทหารให้สัญญาว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในไม่ช้า เวลาผ่านไปสองปี ไม่มีวี่แววรัฐธรรมนูญใหม่ จึงเกิดขบวนการนิสิตนักศึกษาเรียกร้องรัฐธรรมนูญขึ้น เมื่อขบวนการถูกปราบปรามอย่างรุนแรงในปี 2516 ผลพวงที่ตามมาคือ รัฐบาลได้ลาออกและมีการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2517 ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

3) หลังการรัฐประหารปี 2534 โดยอ้างเหตุผลเรื่องการคอร์รัปชันและการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ขบวนการที่เกิดขึ้นคือคณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตย (ครป.) ที่เคลื่อนไหวให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปลายปี 2534 และรัฐบาลที่มีนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง หรือที่เรียกกันว่าองค์กรกลางการเลือกตั้ง โดยมีตัวแทนจาก ครป. เข้าร่วมเป็นกรรมการ เมื่อผู้นำรัฐประหารเปลี่ยนใจเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นได้เคยปฏิเสธมาแล้ว ยังความไม่พอใจมาสู่ชนชั้นกลางที่ก่อตัวขึ้น และเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง ซึ่งในระยะแรก มี ครป. และพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วมกันจัดขึ้น ผลพวงที่ตามมาคือการปราบปรามที่รุนแรง และการลาออกของรัฐบาล ต่อมามีการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม

จะเห็นได้ว่า วงจรอุบาทว์ไม่เสถียร คือมีวงจรมงคลมาสับเปลี่ยน แต่วงจรมงคลก็ไม่เสถียร เพราะมีนายทหารการเมืองอยากลองวิธีการปฏิรูปการเมืองในสไตล์ของตน แต่ยิ่งทำก็ยิ่งประสบปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังเช่นปัจจุบัน กงกรรมกงเกวียนก็หมุนนำให้การลงประชามติ มีผลเป็นการ “เห็นชอบ” การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยคะแนนเสียงประมาณ 20 ล้านเสียง ซึ่งมากกว่าคะแนนของฝ่าย “ไม่เห็นชอบ” เกือบเท่าตัว อีกทั้ง กกต. กำลังตกเป็นจำเลยสังคม ที่ขาดความไว้วางใจว่า กกต. จัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยและสุจริตเพียงใด เราก็กลับมาที่วิกฤตรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง

แล้วจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างไร? อย่างอุบาทว์หรืออย่างเป็นมงคล?

คริสนาร์อิก ให้แนวทางออกจากวิกฤตไว้ 3 – 4 แนว แนวทางแรกมาจากนักปราชญ์ชาวอาหรับชื่อ อิบน์ ค็อลดูน (Ibn Khaldun) เมื่อปี ค.ศ. 1377 เขาเขียนหนังสือที่ครอบคลุมศาสตร์หลากหลายสาขา และเป็นผลงานชิ้นเอกระดับโลก ชื่อ “มุกัดดิมะห์” (Muqaddimah) ในการศึกษาประวัติศาสตร์ เขาพบว่ารัฐที่ประสบความสำเร็จและมีอายุยืนยาวคือรัฐที่มี อาซาบียะ (asabiya) หมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวในสังคม เขายกตัวอย่างเช่น อาณาจักรของชนเผ่าแบร์แบร์ในแอฟริกาเหนือ ซึ่งชีวิตที่โหดร้ายในทะเลทรายทำให้ต้องร่วมมือกัน หรือตัวอย่างของกองทัพมุสลิมในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ที่สามารถเอาชนะศัตรูที่มีทหารมากกว่าได้ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อศาสนา ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาณาจักรล่มสลายคือ ความไม่เท่าเทียมที่บ่อนทำลายความสามัคคีของกลุ่ม คริสนาร์อิกสรุปว่า คำตอบแรกจากประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้ออกจากวิกฤตคือ อาซาบียะ

วิกฤตที่ท้าทายมนุษยชาติมากที่สุดในปัจจุบัน คือวิกฤตทางภูมิอากาศและนิเวศวิทยา แต่เนื่องจากไม่มีศัตรูภายนอกที่จะมาช่วยสร้าง อาซาบิยะ ในระดับโลก (การรุกรานโดยมนุษย์ต่างดาวคงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน) เราจึงต้องหันมาดูปัจจัยภายใน เพื่อที่จะมาประนีประนอมกับชีวิตที่หลากหลายบนโลกใบนี้ คริสนาร์อิกเสนอให้เราศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง เช่น ชนเผ่าอะบอริจินในออสเตรเลีย พวกเขาอยู่รอดมาได้นับหมื่นปี โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง ดังนั้น เพื่อสร้างความหยุ่นตัว (resilience) ให้แก่อารยธรรม คริสนาร์อิกเสนอให้บ่มเพาะ อาซาบียะ ไม่เพียงแต่ในหมู่มนุษยชาติเท่านั้น หากควรขยายให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตทั้งปวงด้วย เอดเวิร์ด วิลสันเรียกชื่อแนวคิดนี้ว่า ความรักธรรมชาติ (biophilia) อย่างน้อยก็เพื่อลดความโลภ ทำการขูดรีดและกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติให้น้อยลง

เราต้องช่วยกันบ่มเพาะทั้ง อาซาบียะ และ ความรักธรรมชาติ เพื่อเป็นทางออกจากวิกฤตต่าง ๆ ที่เราเผชิญ คราวนี้ลองหันมาพิจารณาวิกฤตประชาธิปไตยที่เป็นปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้ จากดัชนีเสรีประชาธิปไตยที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยกูเทนเบิร์ก ประเทศเยอรมนี มีเพียง 34 ประเทศจาก 134 ประเทศที่ยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเสรี ประวัติศาสตร์สอนเราว่า มนุษย์เป็นนวัตกรทางสังคม และฉากทัศน์อื่น ๆ หลายฉากทัศน์เป็นไปได้ ในที่นี้ มิได้หมายความว่า ทางเลือกอื่นนอกจากระบบทุนนิยมคอยเราอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่เป็นไปได้ที่เราจะเปลี่ยนแปลงระบบทุนนิยมให้เอื้อต่อมนุษย์และธรรมชาติมากยิ่งขึ้น มิได้หมายความว่าเราจะทิ้งระบอบเสรีประชาธิปไตยไปเสียเลย แต่เราสามารถปรับปรุงระบอบนี้ ด้วยแนวคิดใหม่ ที่ขอยืมมาจากประวัติศาสตร์นั่นเอง

ทางเลือกประชาธิปไตยในโลกตะวันตก คงต้องเริ่มต้นที่กรุงเอเธนส์ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 และ 4 ก่อนคริสตกาล การเมืองอยู่ในมือของชายราว 30,000 – 50,000 คน พวกเขาบริหารจัดการโดยอาศัยสมัชชาประชาชนที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายและพลเมืองชายทุกคนเข้าร่วมได้ โดยมีพลเมืองมากถึง 5,000 คน เข้าร่วมแทบทุกสัปดาห์ แต่ศูนย์การปกครองอยู่ที่ สภา 500 (Boule) ที่เตรียมวาระการประชุมของสมัชชา บริหารการเงิน การทูต และคอยปกป้องมิให้มีใครครอบงำทางการเมือง สมาชิกของสภา 500 ได้มาจากการจับสลากสาธารณะ และมีวาระ 1 ปี โดยได้รับค่าตอบแทน วิธีสุ่มเลือกเช่นนี้ทำให้ชายชาวเอเธนส์ราว 50 – 70% เคยเป็นสมาชิกของสภา 500 ในช่วงชีวิตของเขา วิธีจับสลากได้ลดช่องว่างระหว่างพลเมืองกับนักการเมือง อริสโตเติลชื่นชมวิธีการจับสลากและเคยเขียนว่า “หลักการหนึ่งของเสรีภาพคือการปกครองและถูกปกครองสลับกันไป” อันที่จริง รัฐฟลอเรนซ์ที่รุ่งเรืองในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 และ 15 ก็ใช้วิธีจับสลากเพื่อเลือกประมุขแห่งรัฐ สภานิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ก่อนที่ตระกูลเมดิซีจะเข้ามามีอำนาจ

การปกครองแบบกระจายศูนย์และอาศัยการลงประชามติซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรงนั้น มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานเกือบสามศตวรรษ (ตั้งแต่ ค.ศ. 1534 จนถึงการรุกรานของนโปเลียนในปี 1799) นั่นคือดินแดนภูเขาแอลป์สามแห่งที่เป็นพันธมิตรและมารวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ เพื่อปกป้องตนเองจากจักรวรรดิฮับส์บวร์ก สมาพันธ์มีพื้นฐานจากสมัชชาชุมชนและการตัดสินใจร่วมกัน สมาพันธ์นี้มีชื่อว่ารัฐอิสระเรเชียน (Rhaetian) ฐานล่างสุดของการปกครองคือสมัชชาย่อย 227 แห่ง ที่ปรึกษาหารือกันในเรื่องภาษีท้องถิ่น การเข้าถึงที่ดินสาธารณะ การซ่อมแซมถนนหนทาง ฯลฯ สมัชชาย่อยจะมีตัวแทนไปส่งสารให้แก่ชุมชนที่ใหญ่ขึ้นแห่งใดแห่งหนึ่ง ในบรรดาที่มีอยู่ 49 แห่ง และรับสารจากชุมชนที่ใหญ่กว่านั้นกลับมายังชุมชนย่อยของตน ลำดับที่อยู่เหนือขึ้นไปคือสภาแห่งสมาพันธรัฐที่ประชุมกันปีละครั้งหรือสองครั้ง และฝ่ายบริหารที่ประกอบด้วยตัวแทนจากพันธมิตรทั้งสาม ปัจจุบัน รัฐอิสระเรเชียนได้เปลี่ยนมาเป็นประเทศสวิตเซอร์แลนด์และมีชื่อเป็นทางการว่า “สมาพันธรัฐสวิส”

ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่คริสนาร์อิกยกมากล่าวได้แก่กรณีของภูมิภาคโรจาวา ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศเดนมาร์กและมีประชากรชาวคูรด์ (คนไทยออกเสียงตามคนอังกฤษว่า เคิร์ด) อาศัยอยู่กว่า 4 ล้านคน ชาวคูรด์เป็นชาติพันธุ์อาภัพที่ไม่มีประเทศเป็นของตน หากกระจัดกระจายอยู่ในประเทศตุรกี อิหร่าน อิรัก และซีเรีย หลังการปะทุขึ้นของสงครากลางเมืองซีเรียในปี ค.ศ. 2011 ชาวคูรด์ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคโรจาวาทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ได้ก่อตั้งรัฐบาลปกครองตนเองขึ้น โดยมีสภาชุมชนหลายร้อยแห่งเป็นฐานราก สภาชุมชนเหล่านี้จัดประชุมอย่างเรียบง่ายเพื่อตัดสินใจในทุกเรื่องของชุมชน ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับชุมชนอื่น ๆ ด้วย ก็จะส่งเรื่องไปให้สภาระดับเขต และระดับภูมิภาคตัดสินใจ

คลื่นสุดท้ายของประชาธิปไตยคือประชาธิปไตยแบบถกแถลง (deliberative democracy) ที่มีสภาพลเมือง (Citizen’s Assembly) เป็นกลไกหลัก จัดขึ้นเพื่อรวบรวมความเห็นจากภาคประชาชน ในเรื่องที่ภาคการเมืองอาจตัดสินใจเองไม่ได้ และต้องการสร้างความเห็นพ้องในสังคม สภาพลเมืองประกอบด้วยประชาชนที่ได้รับการสุ่มเลือก ให้มีความหลากหลายทางประชากรศาสตร์ (อายุ, เพศ, ถิ่นที่อยู่ ฯลฯ) ประมาณ 99 คน ร่วมกับประธานที่ได้รับการแต่งตั้ง สมาชิกสภาจะรับฟังข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และรับทราบพยานหลักฐานต่าง ๆ ก่อนที่จะทำการถกแถลงกันเอง และลงมติข้อเสนอแนะที่จะส่งให้รัฐสภา สภาพลเมืองของประเทศไอร์แลนด์ประสบความสำเร็จที่ปูทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่นการสมรสเท่าเทียม ในปี ค.ศ. 2015 และเรื่องการยกเลิกการห้ามทำแท้ง ในปี ค.ศ. 2018

ประเทศไทยมาถึงจุดเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอีกครั้งหรือไม่ จะเกิดขบวนการทำให้ป่วน (disruptive movement) ที่มาขยายวิกฤตเพื่อปูทางสู่ “วงจรอุบาทว์” หรือ “วงจรมงคล” อีกครั้งหรือไม่ หรือเราจะมีวิธีอื่นที่จะขยายความเห็นพ้องกัน เช่น การจัดประชุมชุมชน การจัดให้มีสภาพลเมืองตามแนวคิดใหม่ของประชาธิปไตยถกแถลง (deliberative democracy) เรามาสู่ทางหลายแพร่งที่นำไปสู่เส้นทางที่ต่างกัน โดยต้องไม่ลืมว่า โลกก็เผชิญวิกฤตอยู่เช่นกัน เราจะใช้หลัก อาซาบียะ และ ความรักธรรมชาติ (รวมทั้งเพื่อนมนุษย์) กันสักครั้งเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปข้างหน้า จะดีไหม หมายความว่าให้ประวัติศาสตร์ช่วยชี้ทางการเผชิญวิกฤตปัจจุบันและอนาคต

โคทม อารียา