จับหนูตัวเดียว
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เกิดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 127 บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง
กฎหมายเลือกตั้งใช้คำว่า “นับแต่” วันเลือกตั้ง ไม่ใช้คำว่า “นับจาก” คำไหนเหมาะกว่ากันก็แล้วแต่ ครบกำหนด 60 วัน ก็เป็นวันที่ 8 เมษายน 2569
นั่นหมายความว่า เส้นตายที่คณะกรรมการเลือกตั้งจะต้องประกาศรายชื่อและรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่เกินวันที่ 8 เมษายน 2569
ความเป็นไป การเลือกตั้งผ่านไปไม่ถึง 10 วันมีผู้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ให้เอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากบัตรเลือกตั้งมีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ทำให้ย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ เป็นการละเมิดหลักการ “การลงคะแนนลับ” ตามรัฐธรรมนูญ
ต่อมาปรากฏว่ามีบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร จนถึงสมาชิกวุฒิสภา ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทยอยกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำสั่ง ให้ กกต.ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว ยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประเด็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยื่นฟ้องศาลอาญากล่าวหาว่า กกต.กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เฉพาะที่ยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินมีทั้งหมด 28 เรื่อง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินสั่งให้ กกต.ทำคำชี้แจงภายใน 7 วัน จะครบกำหนดวันที่ 4 มีนาคมนี้ เพื่อผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณาว่าจะส่งเรื่องต่อถึงศาลรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน ก็ตกราววันที่ 4 พฤษภาคม 2569
ครับ พิจารณาเฉพาะตารางเวลาที่ลำดับมานี้ไม่ได้ลงลึกถึงเนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญของการฟ้องร้อง จะพบว่าถึงแม้มีการฟ้องต่อศาลมากมายหลายศาล
แต่กว่าจะถึงวันที่ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เลยวันสุดท้ายที่ กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายในไม่เกินวันที่ 8 เมษายน 2569 ไปแล้ว
ยกเว้นแต่ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งระงับการประกาศผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว
ความยุ่งเหยิง ยุ่งยากจากการจัดการเลือกตั้ง ที่ กกต.ต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่รู้ว่าจะจบลงตรงจุดไหน ที่ศาลไหน เมื่อไหร่
ข้อถกเถียงว่าด้วยนิยามของคำว่า “ความลับ” “การลงคะแนนลับ” “ลับอย่างไร” “ลับแค่ไหน” “ลับเมื่อไหร่ ตอนไหน” ของนักกฎหมายหลายสำนัก หลายกูรู จะจบลงอย่างไร
ระหว่างเหาะเหินเกินลงกา กับ ไม่เหาะเหินเกินลงกา จะยึดแนวทางของฝ่ายใดเป็นหลัก
ศาลจะตัดสินตามตัวอักษรในบทบัญญัติที่เขียนไว้อย่างเคร่งครัด หรือพิจารณาถึง “เจตนา” ของ กกต.ผู้จัดการเลือกตั้ง ประกอบด้วย
ไม่ว่าจะยึดหลักนิติศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ เป็นหลัก หรือผสมผสานตามสัดส่วนที่เห็นเหมาะสมก็ตาม กว่าผลการตัดสินจะออกมา เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนาน จนยากที่จะคาดการณ์ได้แน่นอน
ความเป็นไปตั้งแต่การฟ้องร้อง การชี้แจง แสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดี จนถึงการตัดสิน ส่งผลต่อการรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต.
กระทบถึงจัดตั้งและการปฏิบัติงานของรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร ส่วนราชการประจำทั้งหมด ทั้งองคาพยพ ตกอยู่ในสภาาวะอึมครึม หาความแน่นอน ชัดเจนไม่ได้
การขับเคลื่อนเดินหน้าประเทศท่ามกลางสภาพการณ์ดังกล่าวนี้ มีแต่ความเสียหาย ย่อยยับของสังคมชาติและประชาชนทั้งมวล
ถามว่าใครต้องรับผิดชอบ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ตัวบุคคล องค์กร รวมถึงสังคมด้วยหรือไม่
องค์กรอำนาจและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีแนวทางหาข้อยุติ เยียวยาให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดได้อย่างไร
จากเสียงเรียกร้องกดดันให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ทั้งประเทศ
ประเทศต้องเสียเงินหลายพันล้าน ทั้งสูญเสียเครดิตความน่าเชื่อถือไปทั่วโลก สิ่งที่ได้รับกลับมาคืออะไร
หากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาด บกพร่อง บทกำหนดโทษควรจำกัดกับบุคคล คณะบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เท่านั้น
ไม่ใช่ให้สังคมทั้งหมด ต้องแบกรับผลกระทบ รับกรรม ความย่อยยับเสียหาย โดยไม่เป็นธรรมไปด้วย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและกำลังดำเนินไป ทำให้นึกถึงข้อคิดเตือนใจที่ว่า จับหนูตัวเดียว พังบ้านทั้งหลัง คุ้มกันหรือไม่
ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่า การเลือกตั้งสกปรก ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ทั่วทั้งประเทศ
ใครจะบอกว่า “ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” กับ “จับหนูตัวเดียวพังบ้านทั้งหลัง” คนละเรื่องกัน ก็ว่ามา

