หน้าแรก บทความ เก้าอี้อำนาจ ...

เก้าอี้อำนาจ : เกมการต่อรองบนเส้นความชอบธรรม

27.02.26 | 12:30 น.

 

ประเด็นที่ร้อนที่สุดในเกมการเมืองขณะนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “จังหวะการใช้อำนาจก่อนรัฐบาลจะถือกำเนิด” สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนอาจดูเหมือนความขัดแย้งเชิงบุคคล การต่อรองตำแหน่ง หรือท่าทีที่คาดเดาไม่ได้ของผู้นำพรรคต่างๆ แต่หากมองให้ลึกในเชิงโครงสร้าง จะเห็นว่านี่คือการเปิดเกมอำนาจที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก โดยเฉพาะบทบาทของพรรคกล้าธรรม ซึ่งไม่ได้กำลังเล่นเกมลังเลหรือไร้ทิศทาง หากแต่กำลัง “สาธิตการเป็นฝ่ายค้าน” ให้ทุกฝ่ายเห็นตั้งแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารัฐบาลจะหน้าตาเป็นอย่างไร บทบาทนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อคว่ำกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือยกระดับต้นทุนของการเจรจา ส่งสัญญาณชัดว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลไม่ลงตัว เกมจะไม่จบแค่ในห้องต่อรองตำแหน่ง หากแต่อาจถูกย้ายไปสู่สนามที่อันตรายกว่า คือ สนามของความชอบธรรม กฎหมาย และการรับรู้ของสังคม ซึ่งเป็นสนามที่สามารถกดดันรัฐบาลได้ตั้งแต่วันแรกที่ยังไม่ทันเริ่มทำงานด้วยซ้ำ

การสาธิตการเป็นฝ่ายค้าน : เมื่ออำนาจถูกใช้ก่อนที่รัฐบาลจะเกิด

การหยิบประเด็นความชอบธรรมของการเลือกตั้ง การตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของความเป็นโมฆะ และการขยับถ้อยคำไปอยู่ในระดับโครงสร้าง ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้การเลือกตั้งล่มโดยตัวมันเอง หากแต่เป็นการยกต้นทุนการไม่ตกลงให้สูงขึ้น โดยส่งสัญญาณชัดว่า หากการเจรจาไม่ลงตัว ทางเลือกที่เหลืออยู่ไม่ได้จำกัดแค่การเป็นฝ่ายค้านเชิงสัญลักษณ์ แต่รวมถึงการเปิดเกมตรวจสอบเชิงหลักการ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลที่กำลังจะเกิดต้องเผชิญแรงกดดันตั้งแต่วันแรก

ในแง่นี้ การ “เป็นฝ่ายค้าน” ถูกนำมาใช้ไม่ใช่สถานะทางรัฐสภา แต่เป็นเครื่องมือเจรจา เพื่อบอกคู่สนทนาว่าหากคุยกันรู้เรื่อง เกมสามารถจบอย่างเรียบร้อย การเลือกตั้งย่อมไม่ถูกแตะต้อง และรัฐบาลสามารถเดินหน้าต่อได้โดยไม่ถูกตั้งคำถามเชิงความชอบธรรม แต่หากคุยกันไม่รู้เรื่อง เส้นแบ่งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านจะไม่ใช่เส้นสุดท้าย เพราะเส้นที่อันตรายกว่าคือเส้นแบ่งระหว่าง “รัฐบาลที่มีความชอบธรรม” กับ “รัฐบาลที่ถูกตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน”

Advertisement

การวัดใจที่ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่คือการทดสอบอำนาจต่อรอง

เกมที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เกมของการข่มขู่แบบฉับพลัน แต่เป็นการวัดใจเชิงโครงสร้าง ระหว่างผู้เล่นหลัก โดยเฉพาะกับฝั่งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในเชิงตัวเลขอาจอยู่ในสถานะที่ “พอใจได้” แต่ในเชิงกระบวนการกลับเป็นฝ่ายที่ไม่ต้องการความยุ่งยากมากที่สุดในจังหวะนี้ ไม่ใช่เพราะไม่พร้อมสู้การเลือกตั้งใหม่ แต่เพราะการเลือกตั้งใหม่ในเวลานี้คือ ต้นทุน มากกว่าผลประโยชน์ ตัวเลขทางการเมืองที่ได้มาแล้ว หากต้องนำกลับไปเสี่ยงใหม่ภายใต้บรรยากาศความขัดแย้ง ความไม่แน่นอน และแรงกดดันจากทุกทิศ ย่อมทำให้การบริหารจัดการทั้งในพรรคและในรัฐบาลซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลว่าทำไม การขยับเกมไปสู่ระดับ “ความชอบธรรมของการเลือกตั้ง” จึงเป็นแรงกดดันที่เฉียบคม ไม่ต้องพูดเสียงดัง แต่ทำให้ทุกฝ่ายต้องคิดหนัก

คนกลางในเกมอำนาจ : ผู้ไกล่เกลี่ยที่ทุกฝ่ายต้องการ

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากมีการปรากฏตัวของ “คนกลาง” จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลไกจำเป็นของระบบการเมืองไทย เมื่อผู้เล่นหลักต่างดันเกมจนถึงขอบ การถอยโดยตรงย่อมทำให้เสียหน้า คนกลางจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสามารถ “ถอยอย่างมีศักดิ์ศรี” โดยไม่ต้องยอมรับว่าตนเองแพ้ ทั้งสองฝ่ายต่างคาดหวังคนกลางในลักษณะเดียวกัน คือไม่ใช่ผู้ตัดสินถูกผิด แต่เป็นกรรมการที่ช่วยแปลภาษาอำนาจ ทำให้ข้อเสนอที่แข็งกระด้างกลายเป็นทางออกที่ดูสมเหตุสมผล คนกลางในเกมนี้จึงไม่ได้มีอำนาจเหนือกว่าใคร แต่มีคุณค่าเพราะสามารถทำให้เกมไม่ต้องไปถึงจุดแตกหัก

สัญญาณจากนอกกระดาน เมื่อกฎหมายถูกดึงเข้ามาเป็นเงาอำนาจ

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการเจรจาในห้องปิด คือการปรากฏของ “แหล่งข่าวระดับสูง” จากสถาบันที่อยู่นอกกระดานการเมืองโดยตรง ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณโจมตีการทำงานของ กกต.ในเชิงกฎหมาย ว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดขั้นตอนอย่างชัดเจน ในทางการเมือง สัญญาณเช่นนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การดำเนินคดีจริงในทันที แต่ทำหน้าที่เป็นเงาอำนาจ ที่ลอยอยู่เหนือโต๊ะเจรจา เพื่อเตือนทุกฝ่ายว่าหากเกมหลุดจากการควบคุม ทางเลือกทางกฎหมายยังเปิดอยู่เสมอ การปล่อยสัญญาณเช่นนี้ ก่อนการเดินทางต่างประเทศของผู้เล่นหลัก ยิ่งตอกย้ำว่า นี่ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามเชิงวิชาการ แต่คือการ “ขู่เชิงโครงสร้าง” ว่า หากไม่ดีลกันให้จบในทางการเมือง เกมอาจถูกย้ายสนามไปสู่พื้นที่ที่ควบคุมได้ยากกว่า และเจ็บตัวมากกว่าสำหรับทุกฝ่าย

ใครพร้อมเลือกตั้งใหม่ และใครไม่อยากที่สุด

ในเกมนี้ ความน่าสนใจอยู่ที่ความไม่สมดุลของความพร้อม บางพรรคอาจพร้อมเลือกตั้งใหม่มากกว่าที่สาธารณชนคาด เพราะโครงสร้างองค์กร เงินทุน และเครือข่ายยังอยู่ในสภาพพร้อมรบ ขณะที่บางพรรคกลับไม่ต้องการเปิดสนามใหม่ เพราะต้นทุนเชิงการจัดการสูงกว่าผลตอบแทนที่คาดหวัง ความพร้อมหรือไม่พร้อมนี้เอง ที่ทำให้ “การเลือกตั้งใหม่” กลายเป็นไพ่ตายที่มีน้ำหนักจริง ไม่ใช่เพราะทุกคนอยากใช้มัน แต่เพราะไม่ใช่ทุกคนที่รับต้นทุนของมันได้เท่ากัน

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดสะท้อนว่า การพูดถึงการเลือกตั้งโมฆะในห้วงเวลานี้ ไม่ใช่ความพยายามทำลายกระบวนการประชาธิปไตยโดยตรง หากแต่เป็นการใช้ “ความชอบธรรม” เป็นอาวุธต่อรองในเกมอำนาจที่การจัดตั้งรัฐบาลไม่ลงตัว การเลือกตั้งใหม่จึงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นแรงกดดันสูงสุด ที่ถูกนำมาใช้เพื่อบังคับให้ทุกฝ่ายต้องกลับมาคุยกันบนโต๊ะเดียวกันอย่างจริงจัง

และไม่ว่าฉากจบจะออกมาอย่างไร บทเรียนสำคัญคือ ในการเมืองไทยยุคปัจจุบัน การต่อสู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่วันเลือกตั้ง หากแต่ดำเนินต่อในสนามของความชอบธรรม กฎหมาย และการรับรู้ของสังคม ซึ่งเป็นสนามที่แพ้ชนะกันได้โดยไม่ต้องหย่อนบัตรเลือกตั้งเพิ่มแม้แต่ใบเดียว

รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)