ระหว่างที่รอ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และแถลงนโยบาย ซึ่งก็คงสับสนพอสมควรเพราะเป็นรัฐบาลผสมที่มีนโยบายไปคนละทิศละทาง ผู้เขียนขออนุญาตฝากข้อสังเกตนโยบายแรงงานที่น่าห่วงให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารจัดการให้ดีขึ้น
เอาแค่ 3 นโยบายอย่างย่อๆ ก่อนครับ คือ
1) การประกันสังคม
2) ค่าจ้างขั้นต่ำ
3) แรงงานต่างด้าว
เรื่องแรกคือการประกันสังคม ซึ่งท่านผู้อ่านคงทราบดีว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใสและไม่ค่อยมีประสิทธิภาพที่นายกฯอนุทินเองยังเคยเอ่ยปากชมว่า “เฮงซวย” แต่ในแง่ของความโปร่งใส เช่น การบริหารจัดการเงินกองทุนประกันสังคมมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้าน มีการเดินทางไปดูงานของคณะผู้บริหาร หรือ การลงทุนเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคาร TU Dome หรือการซื้อตึก SKYY9 Centre ราคาแพงผิดปรกติ 7,000 ล้านบาท จากราคาจริงประมาณ 3,000-3,800 ล้านบาท และการซื้อที่ดิน ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอยู่
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การปฏิรูปการประกันสังคมมีการเคลื่อนไหวไปในทางที่ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมจากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนและนายจ้างเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ทำให้มีการเข้าถึงข้อมูล (ที่ผิดปกติ) ของ สปส.ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการเปิดเผยความไม่โปร่งใสและความไม่มีประสิทธิภาพของระบบประกันสังคมไทยมากขึ้น
รวมทั้งมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูป สปส.เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา พร้อมกับกำชับว่าต้องดำเนินการแล้วเสร็จใน 60 วัน ซึ่งคณะทำงานดังกล่าวได้ประชุมครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ และมีข้อสรุปใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ระบบความเป็นราชการ ที่ทำให้การดำเนินงานของ สปส.ติดขัดล่าช้า การแก้ไขปัญหาไม่ทันต่อความต้องการและความเดือดร้อน ไม่ทันต่อสิ่งที่ผู้มีสิทธิควรได้รับ 2) ความโปร่งใส ที่ทุกคนเห็นว่าสิ่งต่างๆ ควรได้รับรู้ รับทราบอย่างครบถ้วน แล้วข้อมูลต่างๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ในโลกปัจจุบัน ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูป และ 3) การบริหารจัดการในระดับองค์กรจนถึงระดับบุคคล ตลอดจนรูปแบบของการบริหารจัดการ และได้ประชุมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยโจทย์หลักๆ คือการร่างขอบเขตของงาน หรือ TOR ระบบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้โปร่งใส และแนวทางปฏิรูปรูปแบบ สปส. องค์ประกอบ และการบริหารงาน รวมทั้งการเสนอหน่วยงานที่จะเข้ามาศึกษาการปฏิรูปประกันสังคม
อนึ่ง คณะกรรมการประกันสังคมมีครบอายุ 2 ปีตามกำหนดและจะเลือกตั้งใหม่กำลังมีปัญหาการปรับแก้ระเบียบวิธีการเลือกตั้งที่มีปัญหาสำคัญในหลักเกณฑ์ข้อ 1 คือ สิทธิเลือกตั้งจากเดิมที่ผู้มีสิทธิแต่ละคนจะเลือกผู้แทนฝ่ายของตนได้ 7 คนเป็นให้เลือกได้เพียง 1 คน (ทำให้ไม่สามารถเลือกกรรมการเป็นทีมได้) และหลักเกณฑ์ข้อ 5 ที่ผู้สมัครต้องเป็นผู้มีความเป็นกลางทางการเมือง ทำให้ผู้สมัครที่มาเป็นทีมและมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองอาจขาดคุณสมบัตินั้น เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เลขาธิการ สปส.ได้แถลงผลการประชาพิจารณ์ต่อ (ร่าง) ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการประกันสังคม พ.ศ. … ระหว่างวันที่ 15 ม.ค.-14 ก.พ.2569 มีผู้แสดงความคิดเห็น 1.2 ล้านราย ซึ่ง สปส.จะสรุปผลเสนอคณะอนุกรรมการศึกษาระเบียบเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการประกันสังคมและเสนอ รมต.แรงงานในที่สุด
สำหรับนโยบายสำคัญที่สองคือค่าจ้างขั้นต่ำนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลเพื่อไทยทั้งสมัยนายเศรษฐาและ น.ส.แพทองธารไม่ประสบความสำเร็จในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามที่คุยไว้ โดยนายเศรษฐาได้ประกาศในการแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 12 ก.ย.2566 ว่า เป้าหมายของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำคือการให้เป็น 400 บาทต่อวันโดยเร็วที่สุด (อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตอนนั้นวันละ 328-354 บาท ตามจังหวัด กรุงเทพฯและปริมณฑลได้รับสูงสุดที่วันละ 353 บาท และจังหวัดได้รับขั้นต่ำสุดวันละ 328 บาท) แต่ก็ทำไม่ได้
จนกระทั่งวันที่ 24 ธ.ค.2567 รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร คณะกรรมการค่าจ้างจึงปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 337-400 บาท โดยมีเพียง 4 จังหวัด 1 อำเภอได้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 400 บาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2568
ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา พรรคเพื่อไทยนั้นมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ พรรคภูมิใจไทย เป็น รมต.แรงงาน ซึ่งก็ผัดวันประกันพรุ่งกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายนายจ้างไม่เอาด้วยและรัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งนายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้นที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงานแค่บอกว่า “…ถ้าหากคณะกรรมการไตรภาคีว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ซึ่งหากไม่เห็นด้วยก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันเป็นกติกาและระเบียบอยู่แล้ว” มายุคนี้ พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล แต่พรรคเพื่อไทยอาจกลับไปดูแลกระทรวงแรงงานจึงไม่แน่ใจว่าทิศทางค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นอย่างไร
ถ้าดูจากการหาเสียงครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยไม่มีใครกล้าพูดเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะพูดแล้วทำไม่ได้
การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำครั้งที่แล้วแม้จะมีการใช้สูตรมาคำนวณแต่ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการไตรภาคีในการตัดสินใจ ซึ่งกลไกไตรภาคีตรงนี้ไม่ค่อยสมดุลเพราะฝ่ายนายจ้างมีน้ำหนักกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม รวมทั้งกรรมการฝ่ายลูกจ้างบางคนก็ยังช่วยเถียงแทนฝ่ายนายจ้าง รัฐบาลจึงควรพิจารณานโยบายในเรื่องนี้ให้ชัดเจนในสองประเด็น ประเด็นแรก จะให้มีค่าจ้างขั้นต่ำต่อไปหรือจะยกเลิก (จะได้ยุบคณะกรรมการค่าจ้างไป) หรือถ้าจะให้มีค่าจ้างขั้นต่ำต่อไปจะใช้วิธีการกำหนดอย่างไร ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจกับความหมายของค่าจ้างขั้นต่ำให้ชัดเจนไม่ใช่เอาไปปนกับค่าจ้างตามฝีมือหรือทักษะเพราะเป็นคนละแนวความคิดกัน
ประเด็นที่สอง ในแง่ของความไม่สมดุลในพลังต่อรองของกรรมการไตรภาคีนั้น อาจไปดูโมเดลการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่โปร่งใสขึ้นและกรรมการฝ่ายลูกจ้างสามารถผนึกกำลังกันได้แข็งแรงขึ้น
แต่ก็อาจมีปัญหาการแทรกแซงจากการเมืองระดับประเทศ
สำหรับนโยบายแรงงานประการที่สามที่ไม่ค่อยมีใครสนใจคือนโยบายแรงงานต่างด้าวทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในยุคสังคมสูงวัย การมีแรงงานราคาถูก และมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และผลกระทบที่สำคัญที่คนอาจจะมองข้ามไป คือผลกระทบต่อค่าจ้างขั้นต่ำ และการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางของประเทศ เนื่องจากทำให้แรงงานไทยระดับล่างเสียโอกาสได้งานทำและอัตราค่าจ้างที่แรงงานไทยได้รับต่ำกว่าที่ควร รวมทั้งเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการติดกับดักแรงงานราคาถูกและไม่ขวนขวายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรใหม่ๆ ทั้งนี้ยังไม่นับผลกระทบด้านสังคมและอาชญากรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ขณะที่ปัจจุบัน แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชาและเมียนมายังมีผลกระทบด้านความมั่นคงของประเทศรวมทั้งปัญหาสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์
นอกจากนั้น ปัญหาแรงงานต่างด้าวอีกประการหนึ่งที่มีเสียงสะท้อนจากนายจ้างและแรงงานต่างด้าวคือการหย่อนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการเข้าเมืองและการอนุญาตให้ทำงานที่ล่าช้า ทำให้แรงงานต่างด้าวและผู้ว่าจ้างเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้แรงงานต่างด้าวต้องพึ่งนายหน้าหรือเสี่ยงต่อการถูกโกงหรือการรีดไถ รวมทั้งปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย
โดยสรุป นโยบายแรงงานต่างด้าวที่ควรยกเครื่อง คือ ประการแรก การกำหนดนโยบายแรงงานต่างด้าวที่ชัดเจนในการควบคุมทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งอาจมีการทบทวนบทบาทของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ประการที่สอง การเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานสนับสนุนเช่นสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าวให้มีกำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณอย่างพอเพียง ประการที่สาม การจัดให้มีงานวิจัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับปัญหาในข้อ 1 และ 2 และสำหรับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมแผนสำรอง เช่น กรณีปัญหาชายแดนกัมพูชา การปรับปรุงประเภทงานที่อนุญาตให้ทำและการควบคุมอย่างจริงจัง รวมทั้งการวิจัยผลกระทบของแรงงานต่างด้าวต่อความมั่นคงและแนวทางแก้ไข เป็นต้น
ครับ ไม่ต้องรีบก็ได้ การตั้งรัฐบาลไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากลิง ผู้รู้บอกว่าถ้าเลือกตั้งไม่โมฆะกว่าจะตั้งรัฐบาลและแถลงนโยบายก็ประมาณเดือนมิถุนายน ที่ผู้เขียนรีบเตือนก็เพราะเกรงว่าจะลืมแค่นั้นเอง
สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์

