ถอดรหัส‘รัฐบาลอนุทิน 2’ สมดุลอำนาจใหม่ เสถียรภาพการเมือง
ท่ามกลางบรรยากาศการเมือง ที่จากการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ฉากใหม่ของอำนาจรัฐได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อการจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นความจริงทางการเมืองที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
การรวมเสียงพรรคร่วมเกินกึ่งหนึ่งของสภา ไม่เพียงเป็นการปิดเกมเชิงตัวเลข หากยังสะท้อนการต่อรอง จัดสรร และประนีประนอมของกลุ่มอำนาจหลากหลายขั้ว โดยมีพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างสมดุลใหม่ ขณะที่บางพรรคเลือกยืนอยู่นอกวงอำนาจ เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มรูปแบบในเวลาเดียวกัน
กระแสวิพากษ์ต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังคงร้อนแรง ท่ามกลางคำถามเรื่องความโปร่งใส ความถูกต้อง และความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง และความเป็นไปได้ของแรงกระเพื่อมทางกฎหมายที่อาจส่งผลต่อทิศทางประเทศในระยะต่อไป
มุมมองเชิงลึกต่อสถานการณ์การเมืองไทย โดยสะท้อนภาพรวมทั้งในมิติการจัดสรรโควต้ารัฐมนตรี เสถียรภาพรัฐบาล บทบาทฝ่ายค้าน ตลอดจนประเด็นร้อนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำลังเป็นข้อถกเถียงในสังคม โดยในเชิงหลักการของระบอบรัฐสภา รัฐบาลที่จะมีเสถียรภาพจำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อยมากกว่า 250 เสียงอย่างชัดเจน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและกฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่น
การรวมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ถือว่า “มากพอสมควร” และมีส่วนเกินที่สร้างความมั่นคงในระดับหนึ่ง แม้โควต้ากระทรวงเกรดเอจำนวนมากจะยังคงอยู่ในมือพรรคแกนนำอย่าง พรรคภูมิใจไทย แต่ก็เห็นได้ชัดว่า พรรคเพื่อไทย ได้รับการจัดสรรตำแหน่งในสัดส่วนที่เหมาะสม สะท้อนการเจรจาต่อรองที่ไม่ถึงขั้นเผชิญหน้า หากแต่เป็นการ “ประนีประนอม” เพื่อสร้างความสมดุลทางการเมือง
ทางพรรคเพื่อไทย ซึ่งผ่านช่วงเวลาทางการเมืองที่บอบช้ำมาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะเลือกยุทธศาสตร์ “ประคับประคองสถานการณ์” มากกว่าการเปิดเกมต่อรองเต็มรูปแบบ การได้รับกระทรวงสำคัญบางส่วน จึงเพียงพอที่จะรักษาฐานทางการเมืองของพรรค และฟื้นภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่ไม่ใช่การจัดตั้งรัฐบาลแบบช่วงชิงชัยชนะ หากแต่เป็นการจัดสรรอำนาจเพื่อรักษาเสถียรภาพระยะกลาง
อีกประเด็นที่ถูกจับตามอง คือ การนำแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะกรณีของอาจารย์ ดร.เชน ซึ่งเคยเป็นผู้สมัครในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค
ด้วยประวัติและคุณสมบัติที่เคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล มีประสบการณ์ด้านวิชาการและงานวิจัย การได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือกระทรวงที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเชิงนโยบาย ถือว่า “เหมาะสม” และสอดคล้องกับแนวคิดการวางคนให้ตรงกับงาน มิติที่น่าสนใจคือ การจัดวางเช่นนี้ไม่เพียงตอบโจทย์โควต้าพรรค แต่ยังสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้รัฐบาล ว่ามีความพยายามดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่เพียงนักการเมืองสายอำนาจ
ในส่วนของ พรรคกล้าธรรม แนวโน้มการไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลถือว่าค่อนข้างชัดเจนแล้ว หากจะมีการทาบทาม คงเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของการเจรจา แต่เมื่อพรรคแกนนำเลือกจับมือกับเพื่อไทยและพรรคขนาดเล็กอื่นๆ จนเสียงเกิน 250 ไปมาก การดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาจึงไม่ใช่ความจำเป็นเชิงตัวเลขอีกต่อไป
เหตุผลสำคัญอีกประการ คือ ความต้องการของพรรคกล้าธรรมในการดูแลกระทรวงเดิม โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับฐานเสียงสำคัญในพื้นที่ชนบทและภาคเกษตรกรรม การต่อรองตำแหน่งลักษณะนี้ทำให้การ “แบ่งเค้ก” มีความซับซ้อน และอาจสร้างแรงกระเพื่อมในหมู่พรรคร่วมเดิม ดังนั้น ทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงคือ การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว
หากพรรคกล้าธรรมต้องทำงานร่วมกับพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน จะสามารถประสานจุดยืนได้มากน้อยเพียงใด แม้อุดมการณ์หรือความใกล้ชิดทางการเมืองอาจแตกต่างกัน แต่เมื่อบทบาทในสภาถูกกำหนดโดย “สมการตัวเลข” พรรคฝ่ายค้านย่อมต้องปรับตัวและอะลุ่มอล่วย เพื่อให้การตรวจสอบรัฐบาลมีพลังเพียงพอ ฝ่ายค้านที่แตกแยกย่อมอ่อนแอ ตรงกันข้าม หากสามารถสร้างแนวร่วมเชิงประเด็นได้ ก็จะเป็นกลไกถ่วงดุลที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย ส่วนจะมีการพลิกโผ หรือเซอร์ไพรส์ในนาทีสุดท้ายหรือไม่ความเป็นไปได้นั้นค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสัญญาณจากสื่อกระแสหลักและกระบวนการเจรจาในทางปฏิบัติสะท้อนความชัดเจนระดับหนึ่งแล้ว
ประเด็นร้อนที่สุดในห้วงเวลานี้คือ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเฉพาะข้อบกพร่องด้านเทคนิค เช่น ระบบ QR code การนับคะแนนในบางเขต และความล่าช้าในการประกาศผล กระแสภาคประชาชนบางส่วนเรียกร้องให้มีการรับผิดชอบถึงขั้นเลือกตั้งใหม่ แต่โอกาสที่จะเป็นโมฆะทั้งประเทศนั้น “ยากมาก” เพราะขณะนี้มีการทยอยรับรองผลในหลายเขตที่ไม่มีข้อครหา
ในเชิงกฎหมาย การจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งประเทศต้องมีพยานหลักฐานหนักแน่น และพิสูจน์ได้ว่าความบกพร่องส่งผลกระทบต่อผลรวมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังไม่อาจยืนยันได้ถึงขั้นนั้น แม้มีการร้องเรียนหรือเตรียมดำเนินคดีต่อ กกต. แต่กระบวนการทางกฎหมายย่อมต้องใช้เวลา และต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ไม่ใช่การเหมารวมทั้งระบบ
เมื่อประเมินเสถียรภาพ “รัฐบาลอนุทิน 2” มีแนวโน้มค่อนข้างสูง ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ 1.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ต่างจากบางช่วงเวลาทางการเมืองที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้เกิดจากผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จึงมีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง 2.การคุมกระทรวงเกรดเอ การที่พรรคแกนนำถือครองกระทรวงเศรษฐกิจและความมั่นคงสำคัญ ทำให้สามารถกำหนดทิศทางนโยบายได้อย่างมีเอกภาพ 3.การวางตัวบุคคลตามความเชี่ยวชาญ การดึงบุคคลที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านเข้ามาดูแลงาน เช่น ด้านเศรษฐกิจ ชายแดน หรือการต่างประเทศ ช่วยลดแรงเสียดทานเชิงนโยบาย
การมีรัฐมนตรีอายุน้อย หรือทายาทนักการเมืองจำนวนหนึ่ง อาจทำให้เกิดคำถามเรื่องประสบการณ์ แต่ในทางปฏิบัติมักมี “นักการเมืองรุ่นใหญ่” ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้กำกับทิศทางอยู่เบื้องหลัง ซึ่งในบางกรณีก็เป็นเครือข่ายทางการเมืองที่มีอิทธิพลสูง
จากมุมมอง “รัฐบาลอนุทิน 2” ไม่ได้เกิดจากแรงปะทะทางการเมือง หากแต่เกิดจากการคำนวณสมดุลอำนาจอย่างรอบคอบ และหากไม่มีปัจจัยภายนอกมากระทบแรง เสถียรภาพในระยะกลางมีแนวโน้มไปต่อได้พอสมควร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติชัย ขันทอง
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

