การเมืองหลังเลือกตั้ง – จับกระแสการเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังประกาศผลเลือกตั้ง บรรยากาศการเมืองไทยก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง เสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การเจรจาระหว่างพรรคใหญ่และพรรครอง รวมถึงการวางหมากในสภา ต่างหมุนเวียนเข้ามาในกระแสสังคมอย่างไม่ขาดสาย ช่วงสองสัปดาห์แรกหลังเลือกตั้งนี้จึงเปรียบเหมือนเวทีลับคมทางการเมือง ที่แต่ละฝ่ายต่างงัดเอากลยุทธ์และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันอย่างเงียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยนัยสำคัญ
สองสัปดาห์แห่ง การลับ ลม คม นัย นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การรอคอยผลสุดท้ายของการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะการเมืองไทยที่ซับซ้อนและพลิกแพลงอยู่เสมอ เป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตาทุกความเคลื่อนไหว เพราะทุกฝีก้าวล้วนมีผลต่อทิศทางบ้านเมืองในอนาคตหลังจากนี้
การเมืองเรื่อง (ลับ)
ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินใจพิมพ์ QR Code และบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งทุกใบ เหตุผลคือต้องการแก้ปัญหา ‘ไพ่ไฟ’ หรือบัตรปลอมที่มีคนแอบนำไปหย่อนในหีบเลือกตั้ง เมื่อบัตรดีกับบัตรปลอมปะปนกัน ก็ไม่มีทางแยกออกจากกันได้ บาร์โค้ดจึงเป็นเครื่องมือที่ กกต. หวังจะใช้พิสูจน์ตัวบัตรได้
แต่คำถามที่ตามมาคือ การกระทำเช่นนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องใช้วิธี ‘ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ’ หรือไม่?
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 85 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใช้วิธีออกเสียงลงคะแนน ‘โดยตรงและลับ’ แต่สิ่งที่น้อยคนรู้คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำเอกสาร ‘ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560’ ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และในเอกสารนั้น ผู้ร่างได้อธิบายความหมายของ ‘การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ’ ว่า
‘ในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด ในเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย ที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 71ก 12 พฤษภาคม 2549) สรุปได้ว่า’หลักการเลือกตั้งโดยลับนั้นเป็นสาระสำคัญของการเลือกตั้งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้องโดยเสรี หากการเลือกตั้งไม่เป็นโดยลับ แล้ว การเลือกตั้งก็ไม่อาจที่จะเป็นการเลือกตั้งโดยเสรีได้การเลือกตั้งโดยลับให้ความคุ้มครองทั้งผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนและผลประโยชน์ส่วนรวมด้วยตามหลักการการเลือกตั้งโดยลับจะต้องดำเนินการเลือกตั้งโดยไม่ให้ผู้ใดทราบได้เลยว่า ผู้ลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนตัดสินใจเลือกใคร’
ขณะที่เรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นอีกเมื่อนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ความเห็นในการบรรยายที่นิด้าเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 เพราะมันทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครออกเสียงให้ใคร เพียงแค่เอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว แล้วนำต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อก็จะปรากฏออกมา
ทัศนะของนายวิษณุจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา เพราะเอกสารของผู้ร่างเองก็ระบุว่าการลงคะแนนต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่น ‘ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้’ การมีบาร์โค้ดก็คือการเปิดช่องให้การตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นได้โดยหลักการ ซึ่งขัดถ้อยคำนี้โดยตรง
‘คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่าต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือเป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วรู้กันว่าใคร ถือว่าเลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว’ นายวิษณุกล่าว
ประเด็นสำคัญที่ นายวิษณุยกขึ้นคือ ‘มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ’ หากผลสรุปเป็นว่าการลงคะแนนไม่ลับ เพราะบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดเหมือนกันทั้งประเทศ กกต. ก็ไม่อาจสั่งเลือกตั้งใหม่เพียงบางเขตได้ ต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ แม้จะย้ำว่านี่เป็น ‘ความเห็นส่วนตัวซึ่งอาจผิดก็ได้’
หลังจากนั้นไม่นานนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน ออกมาแสดงความเห็นเมื่อวันที่ 20-21 ก.พ. 69 โดยโต้แย้งการตีความที่ว่า ‘ลับ’ หมายถึงไม่มีใครรู้เลยทั้งโลกว่า สิ่งนี้คือการ ‘เหาะเกินลงกา’
นายบวรศักดิ์นิยามคำว่า ‘ลับ’ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ซึ่งให้ความหมายว่าสิ่งที่ ‘ปกปิดหรือควรปกปิด’ และ Cambridge Dictionary ที่นิยาม secret ว่าคือข้อมูลที่รู้กันในหมู่คนกลุ่มหนึ่งและไม่ควรบอกคนอื่น ซึ่งหมายความว่า ‘ลับ’ ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครรู้เลย แต่แปลว่าปกปิดจากผู้ที่ไม่มีสิทธิ์รู้
‘ลับที่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลก ไม่มีอยู่จริง ความหมายที่แท้จริงคือปกปิดไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ได้ล่วงรู้’
พร้อมทั้งยังยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ซึ่งวินิจฉัยว่าการที่กรรมการประจำหน่วยช่วยทำเครื่องหมายกากบาทแทนผู้พิการหรือผู้สูงอายุนั้นไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ ‘ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนต่อสาธารณะ ก็ถือได้ว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ’ และชี้ว่าออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของหลักการเลือกตั้งโดยลับ ต่างก็ใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีประเทศใดเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะด้วยเหตุนี้
สำหรับบทบาทของ กกต. นายบวรศักดิ์อธิบายว่า กกต. ทั้งคณะและศาลมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความสุจริตของการเลือกตั้ง จึงไม่อยู่ในคำว่า ‘ผู้อื่น’ ที่ห้ามรู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร ต่างจากเจ้าหน้าที่ทั่วไปที่หากแอบเปิดดูก็จะมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
เมื่อนำเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาวางเทียบกับสองแนวทาง จะเห็นได้ว่าข้อถกเถียงไม่ได้อยู่แค่ที่นิยามของคำว่า ‘ลับ’ แต่อยู่ที่คำถามว่า ‘ไม่อาจตรวจสอบได้’ นั้นหมายความว่าอย่างไรในทางปฏิบัติ
การเมืองเรื่อง (ลม): การเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ขับเคลื่อนด้วย ‘ลมของข่าว ลมของการส่งสัญญาณ และลมของความคาดหวังที่ถูกปล่อยออกมาอย่างมีจังหวะและมีเป้าหมาย
ทันทีที่สมการจัดตั้งรัฐบาลเริ่มมีรูปทรงชัดเจน ข่าวการจัดตั้งรัฐบาลก็เริ่มถูกประโคมออกมาอย่างต่อเนื่อง รายชื่อรัฐมนตรีในโผรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และแกนนำพรรคการเมืองในแนวร่วม เริ่มปรากฏในพื้นที่สาธารณะ ทั้งที่กระบวนการอย่างเป็นทางการยังไม่เกิดขึ้นครบถ้วน
การปล่อยข่าวลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางการเมือง หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง ‘ความรับรู้’ ว่ารัฐบาลใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วในทางปฏิบัติ แม้จะยังไม่เกิดขึ้นในทางกฎหมาย
ในทางรัฐศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Political signaling หรือการส่งสัญญาณทางการเมือง เพื่อสร้างความคาดหวังและปรับพฤติกรรมของผู้เล่นอื่นในระบบ เมื่อสังคมเริ่มเชื่อว่ารัฐบาลใหม่กำลังก่อตัว ความชอบธรรมก็เริ่มก่อตัวตามไปด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง ความฝันของพรรคฝ่ายค้าน (พรรคประชาชน) ที่จะก้าวขึ้นเป็นรัฐบาลกลับค่อย ๆ กลาย
เป็น ‘ลมเป็นแล้ง’
แม้ฝ่ายค้านจะมีความหวังจากกระแสทางการเมืองและการสนับสนุนในบางพื้นที่ แต่ผลการเลือกตั้งได้สะท้อนข้อจำกัดเชิงพื้นที่งอย่างชัดเจน และส่งผลต่อการไม่สามารถเอาชนะในระดับประเทศได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ฝ่ายค้านพ่ายในยุทธศาสตร์นี้
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่ง ‘ลม’ ที่เริ่มพัดเข้าสู่สมการการเมือง คือ ประเด็น Spectre C ของพรรคประชาชน หลังจาก ธิษะณา ชุณหะวัน อดีตสส. พรรคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ การใช้สื่อในทางการเมืองที่อาจมีผลกระทบทางกฎหมายต่อพรรคประชาชน
แม้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่การปรากฏของ Spectre C ได้สร้างเงาทางการเมืองที่มีนัยสำคัญ เพราะกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ประเด็นการยื่นยุบพรรคประชาชนในเวลานี้ ซึ่งข้อเท็จจริงต้องอาศัยเวลาสืบสาวราวเรื่องพอสมควร ขณะที่พรรคประชาชนเองก็ยังมีแผลประด็นจากกรณี 44 สส. เรื่องลงชื่อแก้ม.112 เป้นประเด็นขัดต่อจริยธรรมหรือไม่ยังคงเป็นประเด็นให้ต้องติดตามและมีผลต่อสมการตัวเลขในทางการเมือง
การเมืองเรื่อง (คม): คมที่ว่านี้คือการลูบคม หักชิงตั้งรัฐบาลของพรรคแกนนำสีน้ำเงินอย่างภูมิใจไทย ที่ยังไม่มีวี่แววเทียบเชิญพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ทั้งๆ ที่ทั้งสองพรรคอยู่สู้ศึกเคียงข้างกันโดยตลอดมาในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จนเรียกได้ว่าเป็นพันธมิตรทางการเมืองซึ่งกันและกัน
การยอมหักไม่ยอมงอเช่นนี้มาจากฝีไม้ลายมือของครูใหญ่ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ที่บีบให้พรรคกล้าธรรมแต่ก่อนเดิมต้องคายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น และรีบชิงอำนาจต่อรองโดยการต่อสานดึงพรรคเล็กเข้ามาเป็นพวกสนับสนุนก่อนจะพลัดหลงไปตกแก่คนเลี้ยงลิง ซึ่งทำเอาหลายฝ่ายงุนงงสงสัยถึงที่มาที่ไปในการลูบคมครั้งนี้
ข้อเท็จจริงเบื้องหลังเป็นอย่างไรมีนานาทัศนะที่จะคาดเดากันไป แต่ที่แน่ๆ การลูบคมในครั้งนี้มีสองมิติต้องคิด
มิติแรก คือ มิติของการจัดตั้งรัฐบาล การประกอบเสียงกว่า 300 เสียงโดยไม่ต้องพึ่งพาพรรคกล้าธรรม เป็นการสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในเชิงตัวเลข และลดความเสี่ยงจากการต่อรอง หักเหลี่ยมกันในอนาคต ไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิด เพราะดันไปคว้าพรรคเพื่อไทยที่เคยบาดหมาง ลูบคมกันในอดีตเข้าร่วมรัฐบาล แต่การกล้าตัดสินใจแบบนี้ ผู้ตัดสินใจคงมีของดี มนต์บุรีรัมย์อยู่ไม่น้อย อีกอย่างคนเป็นรัฐบาลพอได้เข้าไปเป็นแล้วเนื้อหอม ใครต่อใครก็อยากจะมาอยู่ด้วย การย้ายซบ สนับสนุน กลวิธีต่างๆ คงเป็นแผนสำรองในอนาคตสำหรับผู้ที่กำลังจะมีอำนาจไว้เผื่อเลือก
มิติที่สอง คือ มิติของความเป็นไปได้ในการจัดระเบียบอำนาจใหม่ การกันพรรคที่เคยมีบทบาทสำคัญออกจากวง เป็นความพยายามอย่างหนึ่งไม่ให้พรรคกล้าธรรมโตไปกว่านี้หรือไม่ เพราะวิธีการของกล้าธรรมและภูมิใจไทยในการเลือกตั้งนั้น เรียกได้ว่า ใช้ยุทธศาสตร์เดียวกันในการได้มาซึ่งเก้าอี้สส. เขตในสภาฯ ครั้งนี้
อย่างไรก็ดี การลูบคมครั้งนี้สำหรับผมอาศัยความกล้าลำพังคุณอนุทินฯ คนเดียว คงจะไม่สามารถใจแข็งหักหาญได้ขนาดนี้ อีกอย่างผมไม่มองว่าคุณสมบัติของคุณธรรมนัสฯ จะเป็นประเด็นทหลายคนข้อสังเกตว่าการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลอาจมีปัญหาทำให้นายกฯ ต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยประเด็นจริยธรรม เพราะถ้าเป็นประเด็นจริงๆ การใดที่เคยทำไปก่อนก็ย่อมกระทบไปถึงเช่นกัน
และจนถึงขณะนี้ ผมยังมีความหวังลึกๆ ว่า ภูมิใจไทยจะเทียบเชิญพรรคกล้าธรรมในจังหวะสุดท้าย เหมือนปราบพยศ ลดการต่อรอง ในช่วงแรก หากไม่เป็นเช่นนั้น คงได้เห็นบทบาทพรรคเพื่อไทยขี่คอพรรคภูมิใจไทย สลับกันแทน
การเมืองเรื่อง (นัย): เรื่องของการเมืองเป็นเรื่องของ ‘นัย’ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด สิ่งที่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ปรากฏผ่านการกระทำ ผ่านจังหวะเวลา และผ่านการเลือกที่จะ ‘ทำหรือไม่ทำ’
นัยแรก ปรากฏผ่านตัวเลข 300 เสียง ที่ประกอบขึ้นโดยพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย พลังประชารัฐ และพรรคขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ในทางการเมือง การมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือการมีอำนาจในการกำหนดทั้งรัฐบาล นโยบาย และจังหวะในการเคลื่อนเกมของรัฐสภา และเมื่อเสียงดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาพรรคอื่นเพิ่มเติม แสดงถึงเสถียรภาพในรัฐบาลใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
นัยที่สอง ปรากฏผ่าน ‘การไม่เชิญ’ พรรคกล้าธรรม ไม่ได้ประกาศว่าเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่ได้ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ความเงียบนี้มีความหมาย เพราะในทางการเมือง การไม่กล่าวถึงก็ไม่ได้หมายความว่าจะปิดโอกาสในอนาคตที่จะเกิดขึ้น
นัยที่สาม ข่าวที่ถูกปล่อย โผรัฐมนตรี ข่าวสูตรจัดตั้งรัฐบาลทางเลือก หรือแม้แต่ข่าวโคมลอยเกี่ยวกับสมการใหม่ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้ข้อมูล หากแต่มีหน้าที่สร้างพื้นที่ของความเป็นไปได้’ให้เกิดการต่อรองขึ้นให้เห็นเป็นระยะๆ
นัยที่สี่ ปรากฏผ่านการตีความเรื่อง ‘การเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย’ เป็นประเด็นที่จะนำสืบต่อไปในอนาคต ว่าข้อเท็จจริงเป็นประการใด แต่ตอนนี้กกต. ออกรับรองสส. 396 เขต ปล่อยผีก่อนสอยไปเป็นที่เรียบร้อยก็เป็นนัยว่าประเด็นนี้ ณ ขณะนี้ ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะหยุดการรับรองสส. และการจัดตั้งรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น
สุดท้ายนี้ ในทางการเมือง สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่ถูกพูดออกมา แต่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องพูดนี่คือการเมืองเรื่องลับลมคมนัยในสองสัปดาห์หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ต้องจับตามองกันต่อไป

