ประวัติศาสตร์จีนที่แสนจะเจ็บปวด …ประดุจกึ่งอาณานิคม
กว่า 5,000 ปีที่ผ่านมา แผ่นดินจีนที่กว้างใหญ่ไพศาล สุดหล้าฟ้าเขียว มีชนเผ่ากระจายตัวกัน มี “เจ้าผู้ปกครอง” มีอาณาจักรของตนเอง แต่ละกลุ่มมีเอกลักษณ์โดดเด่น พูดกันคนละภาษาล้วนเป็นนักสู้ชีวิต
ชาวจีนแต่ละเผ่าล้ำลึกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ มีปรัชญาการใช้ชีวิต มีปราชญ์ในทุกกลุ่ม มากบ้าง น้อยบ้าง
“ผู้ปกครอง” แต่ละกลุ่มล้วนตั้งตัวเป็นเทพ ที่อยู่เหนือราษฎรทั้งหลายนับร้อยล้านคน ใช้ชีวิตบนความสุขสบาย มีกองกำลังติดอาวุธ ชนชั้นนำร่ำรวย มีอำนาจแฝงล้นเหลือ
กลุ่ม-ก๊ก บ้างก็ทำมาค้าขาย แฝงแย่งชิงความเป็นใหญ่ อำนาจ ความร่ำรวยล้วนต้องมาจากการแย่งชิง ต้องใช้ชีวิตประชาชนนับแสน นับล้าน เข้าประหัตประหารกันเอง
เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ล้วนมุ่งแสวงหาอำนาจเพิ่ม โดยเหตุผลที่บอกกล่าวกับราษฎรคือ ต้องการให้แผ่นดินจีนที่แตกแยกกันรวมเป็นหนึ่ง และเจ้าผู้ปกครองสูงสุดต้องมีคนเดียว
สงครามระหว่างก๊ก ต่างเผ่าพันธุ์ในแผ่นดินจีนที่ล้างผลาญชีวิตผู้คนกันเองนับร้อยล้านคน ฆ่ากันเอง ยาวนานหลายร้อยปี คือประวัติศาสตร์ที่แสนจะขมขื่น เจ็บปวด…
แถมยังมีศัตรูจากนอกประเทศมาข่มเหง เข่นฆ่า อีกต่างหาก
ไม่มีมิตรแท้-ไม่มีศัตรูถาวร… ตำนานสามก๊กคือเครื่องเตือนใจ
ขอก้าวข้ามเวลามาถึงยุคชาติตะวันตกใช้เรือปืนออกตระเวนล่าอาณานิคมในเอเชีย (ตรงกับช่วงต้นรัชสมัยในหลวง ร.3)
แผ่นดินจีนมีชายฝั่งทะเลยาวเหยียด มีเกาะต่างๆ ภายใต้การปกครองของจีน เหมาะที่จะเป็นสถานีการค้าทางทะเล จีนมีจุดอ่อนที่ยืดเยื้อยาวนาน คือความแตกแยก-แย่งชิงอำนาจกันเองไม่หยุดหย่อน ไร้กำลังทหาร ขาดแคลนอาวุธที่จะต่อสู้กับปืนเรือ
แผ่นดินจีน…ตกเป็นเป้าหมาย …โดยมหาอำนาจอังกฤษขอแสดงบทนำเป็นหัวหอกทะลุทะลวง เพื่อพิชิตแผ่นดินจีน
ชาวจีนขยัน อดทน ค้าขายเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ชาติตะวันตกทั้งหลายโดยเฉพาะอังกฤษขาดดุลการค้ากับจีนหนัก จีนขาย “ใบชาชั้นดี” ให้พ่อค้าอังกฤษนำไปขายต่อในยุโรป…จีนแสนจะร่ำรวย
เมื่อจะยึดบ้านเมืองเขา มหาอำนาจต้องสร้างสตอรี่ ต้องมีเหตุร้าย
สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 (First Opium War) 18 มีนาคม 2382-29 สิงหาคม 2385 (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.3)
อังกฤษเสียเปรียบดุลการค้าจีนอย่างมากจากการซื้อใบชา จึงลักลอบนำฝิ่นจากอินเดียมาขายให้จีน ทำให้คนจีนติดฝิ่นงอมแงมและเงินไหลออกราชวงศ์ชิงจึงส่งหลิน เจ๋อสู (Lin Zexu) ไปทำลายฝิ่นและจำกัดการค้า ทำให้อังกฤษไม่พอใจและส่งกองเรือรบมาโจมตีจีน
จีนรบแพ้อังกฤษ
อังกฤษผู้ชนะบังคับให้จีนลงนามสนธิสัญญานานกิง 1842 (พ.ศ.2385) จีนต้องยกเกาะฮ่องกงให้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ จีนต้องเปิดเมืองท่า 5 แห่ง (กว่างโจว, เซี่ยงไฮ้, หนิงโป, ฝูโจว, เซี่ยเหมิน) ให้ต่างชาติค้าขายได้อย่างเสรี จีนต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม เป็นเงินจำนวนมหาศาล ถือว่าสิ้นสุดระบบผูกขาด การค้ากว่างโจว
กองเรือรบอังกฤษรบชนะจีนในการรบทางทะเลทุกครั้ง อังกฤษก็อยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องเงื่อนไขมากมายจากรัฐบาลชิงของจีนที่อ่อนแอกว่าในสนธิสัญญานานกิง
จีน…สูญเสียอธิปไตยทางศุลกากร เกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่จีนถูกชาติตะวันตกแทรกแซง (Century of Humiliation)
ประเทศมหาอำนาจตะวันตก ล้วนต้องการผลประโยชน์จากจีนตามแบบอังกฤษได้มาเห็นดี เห็นงาม อยากได้ของฟรี มีอำนาจ มองจีนแบบตาลุกวาว จึงทยอยกันไปทำสนธิสัญญาในลักษณะ “ข่มเหง-รังแก” จีน พยายามเข้าถึงสินค้าและตลาดจีนอย่างไม่มีข้อจำกัด
สหรัฐอเมริกา ตามอังกฤษมาติดๆ ขอเข้ามาทำสนธิสัญญาหวังเซี่ย ค.ศ.1839-1844 (พ.ศ.2382-2387)
สนธิสัญญาหวังเซี่ย (Wang-hsia) เป็นสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการฉบับแรกที่ลงนามระหว่าง สหรัฐอเมริกาและจีนในปี 2387 เป็นสนธิสัญญาคู่ขนานกับสนธิสัญญานานกิงระหว่างอังกฤษและจีน ซึ่งยุติสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง
สถานการณ์ทางการค้าในเวลานั้น…เป็นเช่นไร?
พ่อค้าชาวตะวันตก รวมถึงชาวอเมริกัน ต่างแสวงหา ต้องการสินค้าจีนหลากหลายชนิดมานานแล้ว (เช่น เฟอร์นิเจอร์ ผ้าไหม และชา) หากแต่จีนแทบไม่ต้องการสินค้าจากโลกตะวันตก
ชาวอเมริกันสนใจซื้อสินค้าจีนมากกว่า จีนแทบไม่ต้องการสินค้าจากอเมริกา
(พ่อค้าอังกฤษแทบจะไม่สามารถขายสินค้าของตนได้เลย จึงหาทางที่จะมอมเมาชาวจีนด้วยฝิ่น โดยลักลอบนำเข้าฝิ่นทางตอนใต้ของจีน ซึ่งได้ผลดี ชาวจีนติดฝิ่นงอมแงม)
สหรัฐเพียรพยายามทำสนธิสัญญาที่คล้ายกันเพื่อรับประกันว่าสหรัฐจะได้รับเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์หลายประการเช่นเดียวกับที่อังกฤษได้รับ จีนตกลงอย่างง่ายดายเพื่อรักษาสถานะที่เท่าเทียมกันของชาวต่างชาติทุกฝ่าย
ประธานาธิบดีจอห์น ไทเลอร์ แห่งสหรัฐอเมริกา เลือก นายคาเลบ คูชิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นตัวแทนในการเจรจาสนธิสัญญากับจีน คูชิง
ปี 1844 สหรัฐ-จีน บรรลุข้อตกลงในสนธิสัญญาอย่างรวดเร็วและลงนามที่เมืองหวังเซี่ย ชานเมืองมาเก๊า เมืองท่าของโปรตุเกส
“สนธิสัญญาหวังเซี่ย” มีข้อกำหนดสำคัญหลายประการที่คล้ายคลึงกับสนธิสัญญานานกิง ที่สำคัญที่สุดคือ สนธิสัญญานี้ได้กำหนดให้มีเมืองท่าสำคัญ 5 แห่งสำหรับการค้าขายระหว่างจีนและตะวันตก (กว่างโจว เซี่ยเหมิน ฝูโจว หนิงโป และเซี่ยงไฮ้)
ต่อมา…เมืองท่าเหล่านี้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของวัฒนธรรมตะวันตกและจีน เนื่องจากเป็นสถานที่แรกที่ชาวต่างชาติและกิจการค้าของต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของที่ดินในประเทศจีนได้
สนธิสัญญาของสหรัฐอเมริกามีความยาวมากกว่าฉบับของอังกฤษเล็กน้อย เนื่องจากรวมเอาประเด็นสำคัญจากสนธิสัญญานานกิงไว้ด้วย แต่ยังเพิ่มประเด็นที่สหรัฐอเมริกาสนใจเป็นพิเศษอีกด้วย
เช่น มาตรา 17 คุ้มครองผลประโยชน์ของมิชชันนารีชาวอเมริกันในจีน (หลายคนทำหน้าที่เป็นล่ามระหว่างกระบวนการเจรจา)
มาตรา 18 อนุญาตให้ชาวอเมริกันที่อาศัยหรือทำงานในจีนจ้างครูสอนพิเศษเพื่อช่วยพวกเขาเรียนภาษาจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนเคยห้ามไว้ก่อนหน้านี้ ต่างจากอังกฤษ
สหรัฐอเมริกาตกลงว่า ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการค้าฝิ่น หรือการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจีน แต่ยกเว้นกรณีดังกล่าวแล้ว
สนธิสัญญายังอนุญาตให้ชาวอเมริกันคนอื่นๆ ในจีนได้รับสิทธิพิเศษนอกอาณาเขต หมายความว่าชาวอเมริกันคนใดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในจีนจะไม่ตกอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของกฎหมายท้องถิ่น แต่จะถูกพิจารณาคดีและลงโทษโดยเจ้าหน้าที่อเมริกันในจีน
ในช่วงทศวรรษ 1850 สหรัฐอเมริกาและมหาอำนาจยุโรปยังเห็นว่า จีนไม่ปฏิบัติข้อตกลงหลายประการ เริ่มไม่พอใจจีนมากขึ้น
สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 (พ.ศ.2399-2403)
สงครามครั้งนี้อังกฤษจับมือกับฝรั่งเศส ใช้กำลังทหารถล่มโจมตีจีน เพื่อขยายสิทธิทางการค้า ทำให้ฝิ่นถูกกฎหมาย และเปิดประเทศจีนมากขึ้น ผลคือจีนพ่ายแพ้ ต้องลงนามในสนธิสัญญาเทียนจินและปักกิ่ง
จีนต้องเปิดเมืองท่าเพิ่ม อนุญาตให้มิชชันนารีเข้าประเทศ และเผาพระราชวังฤดูร้อนหยวนหมิงหยวน
มหาอำนาจสร้างสถานการณ์ “ข่มเหง” จีนอย่างน่าเกลียด
อังกฤษและฝรั่งเศสต้องการขยายการค้า บังคับให้การค้าฝิ่นถูกกฎหมาย ต้องการให้ทูตตะวันตกประจำอยู่ในปักกิ่ง
อังกฤษสร้างเหตุ สร้างข้อพิพาทจากเหตุการณ์เรือ “แอร์โรว์” (Arrow) ที่จีน “ตกหลุมพราง” ไปจับกุมลูกเรือจีนบนเรือสัญชาติอังกฤษ (ยังอยู่ในสมัยราชวงศ์ชิง : Qing dynasty)
กองทัพอังกฤษ-ฝรั่งเศส บุกยึดปักกิ่งโดยการทำลายพระราชวังฤดูร้อนหยวนหมิงหยวน (Old Summer Palace)
อังกฤษกดดันจีนด้วยกำลังทหาร ด้วยการโจมตีเมืองท่ากว่างโจวและเทียนจิน
จีนในฐานะผู้แพ้ ต้องลงนามในสนธิสัญญาเทียนจินและปักกิ่ง
ฝิ่นกลายเป็นสินค้าถูกกฎหมาย ต้องเปิดท่าเรือเพิ่มเติมให้ชาวตะวันตกเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัยได้ อนุญาตให้คนต่างชาติเดินทางเข้าสู่ภายในประเทศจีนและเผยแผ่ศาสนาคริสต์ได้และจีนต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล
ในระหว่างและหลังสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 รัฐบาลราชวงศ์ชิงถูกบีบบังคับให้ลงนามสนธิสัญญากับรัสเซีย คือ สนธิสัญญาไอกุน และอนุสัญญาปักกิ่ง ส่งผลทำให้จีนต้องยกดินแดนที่มีพื้นที่ประมาณมากกว่า 1.5 ล้านตารางกิโลเมตรให้แก่รัสเซียในทางตะวันออกเฉียงเหนือและทางตะวันตกเฉียงเหนือ
อนุสัญญาปักกิ่ง จีนต้องยกคาบสมุทรเกาลูนให้กับอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฮ่องกง
หายนะจากการแพ้สงคราม… ราชวงศ์ชิงอ่อนแอลงอย่างมาก จีนกลายเป็นกึ่งเมืองขึ้น และเริ่มมีการปฏิรูปตนเอง (Westernization) ในเวลาต่อมา
สิทธิพิเศษทางการค้ากับชาติอื่นทั้งหมดที่ดำเนินกิจการในจีน ได้รับอนุญาตให้เรียกร้องสัมปทานจากจีนเช่นเดียวกับที่อังกฤษได้รับมาโดยใช้กำลัง ส่งผลให้ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกาลงนามในสนธิสัญญากับจีนที่เทียนจินอย่างรวดเร็วในปี 1858
ข้อตกลงระหว่างมหาอำนาจตะวันตกและจีนหลังสงครามฝิ่นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะในทางปฏิบัติแล้ว สนธิสัญญาเหล่านี้ให้สถานะพิเศษแก่ชาวต่างชาติและบีบให้จีนต้องยอมเสียเปรียบ
อ้อ…เยอรมันก็มาชิงบ้าน ชิงเมืองในจีนด้วยนะครับ…เพราะเหตุฆาตกรรมบาทหลวงชาวเยอรมนี 2 คน ในเมืองชิงเต่า ในมณฑลชานตง
ด้วยเหตุนี้ เยอรมันเลยยึดชิงเต่าเป็นเขตสัมปทานของเยอรมนีตั้งแต่ปี 1898-1914 โดยก่อตั้งขึ้นเป็น “อาณานิคมต้นแบบ”
เยอรมนีได้เปลี่ยนหมู่บ้านชาวประมงให้กลายเป็นเมืองสมัยใหม่ที่มีสถาปัตยกรรม การวางผังเมือง และโครงสร้างพื้นฐานในสไตล์บาวาเรียที่ยังคงปรากฏให้เห็นในย่านประวัติศาสตร์และโรงเบียร์ชิงเต่าอันโด่งดัง
จักรวรรดิเยอรมนีบังคับให้มีการเช่าพื้นที่เป็นเวลา 99 ปี โดยกำหนดให้เป็นฐานทัพเรือยุทธศาสตร์ (เกียวต์ชู) จนถึงปี 1914
ผังเมืองของเยอรมันในชิงเต่ามีระบบสุขาภิบาล ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบประปา และกฎระเบียบการก่อสร้างที่เข้มงวด ซึ่งมักถูกเรียกว่า “เยอรมนีน้อย” ในประเทศจีน
พ่อค้าชาวเยอรมันและอังกฤษก่อตั้งโรงเบียร์ Germania-Brauerei ได้กลายเป็นโรงเบียร์ชิงเต่าในปัจจุบัน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน
ผู้เขียนเองก็เพิ่งมาทราบประวัติศาสตร์ช่วงนี้ของจีนจากการเขียนบทความนี้ ทำให้ทราบว่า…แผ่นดินจีนร้อนระอุ ผ่านร้อน ผ่านหนาว โดนข่มเหง รังแก ถูกปล้น มาจนเกือบสิ้นชาติ
มาถึงวันนี้… จีนสร้างตัวตนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจเบอร์ต้นของโลก ทางการทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี เข้มแข็งสง่างาม เกรียงไกร
ไม่มีหน้าไหน กล้าสะเออะมาข่มเหง รังแกจีนได้อีกแล้ว
ผู้นำประเทศ คือ ปัจจัยชี้ขาด…ที่จะนำพากันลงนรก ขึ้นสวรรค์

