หน้าแรก บทความ นางแอ่น ร่อนฟ...

นางแอ่น ร่อนฟ้า สายน้ำเขียว ‘งาม’ แท้ ทะลุ ยัง การเมือง

4.03.26 | 09:18 น.
นางแอ่น ร่อนฟ้า สายน้ำเขียว ‘งาม’ แท้ ทะลุ ยัง การเมือง

ในความเข้มแข็งแห่ง “อำนาจ” ในอุ้งมือของตั๋งโต๊ะยุทธนิยาย “สามก๊ก” ตัดฉากมาวาดถึงบทบาทในอีกด้านของผู้ถูกแย่งชิง
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า
ฝ่ายหองจูเปียนกับนางโฮเฮาแลพระสนมซึ่งตั๋งโต๊ะให้ขังไว้นั้นมีความทรมานใจ ทุกข์โศก อดอยากอยู่
ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเห็นนกนางแอ่นบินอยู่ในตำหนักทั้งคู่
หองจูเปียนจึงผูกโคลงปิดไว้ที่ฝาตำหนักเป็นใจความว่า “ที่ในพระราชฐานนี้ของพระเจ้าเลนเต้ผู้เป็นพระราชบิดายกให้เป็นสิทธิแก่เรา บัดนี้ เรากับมารดาได้ทุกข์ทรมานขังอยู่เหมือนนกทั้งคู่นี้
ถ้าผู้ใดสัตย์ซื่อต่อบิดาเราช่วยแก้แค้นในอกเราได้ คุณนั้นหาที่อุปมามิได้เลย”
สำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ระบุถึงสถานการณ์เดียวกันนี้อย่างไร

จะกล่าวฝ่ายหองจูเปียน ราชโอรส พระนางโฮเฮากับนางพระกำนัลแซ่ถางที่อยู่ในวังหย่งอันนั้น เครื่องอุปโภค บริโภคค่อนข้างขาดแคลนลงทุกวัน
หองจูเปียน ราชโอรสเฝ้าแต่กรรแสงจนน้ำพระเนตรเหือดแห้ง
อยู่มาวันหนึ่ง ราชโอรสเหลือบไปเห็นนกนางแอ่นคู่หนึ่งบินไปบินมาอยู่กลางห้อง
จึงรำพันเป็นคำกลอนขึ้นว่า
“โอ้ นางแอ่นคู่นี้ช่างดีเหลือ บินร่อนเหนือ หญ้าอ่อนและน้ำหมิง โน่น วังเก่าเศร้าจิตข้าจริงจริง
คนสัตย์ซื่อนอนนิ่งอยู่ไหนเอย”
ขณะที่สำนวนแปลและเรียบเรียงของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ถอดมาให้เปรียบเทียบว่า
ฝ่ายเส้าตี้เหอไทเฮา พระสนมถาง ถูกกักขังตัวไว้ที่หย่งอัน
เสื้อผ้าอาหารขาดแคลน น้ำตามิเคยเหือดแห้งจากใบหน้าเส้าตี้ วันหนึ่งเห็นนกนางแอ่นคู่หนึ่งบินอยู่บนท้องฟ้า
จึงรำพึงขึ้นว่า
“หญ้าเขียวกลางสายหมอก นกแอ่นคู่ร่อนบนท้องฟ้า ลั่วสุยสายน้ำเขียว ใครเห็นว่างามแท้ มองไปเมฆเบื้องหน้า คือ วังที่ข้าเคยอยู่
จะมีผู้ซื่อสัตย์คนใดเล่า ช่วยคลายความแค้นในใจข้า”

หากใครอ่าน “พิชัยสงครามสามก๊ก” ของ วรรณไว พัธโนทัย ก็จะรู้สึกว่ามี “ความต่าง” อย่างน่าศึกษา
ไม่เพียงต่างจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
หากยังต่างไปจากสำนวน วรรณไว พัธโนทัย และ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่
รู้ “ไทย” รู้ “จีน” อย่างยอดเยี่ยม
กระนั้น เมื่ออ่านบทนำของ สังข์ พัธโนทัย ที่ว่า 1 “ข้าพเจ้าสนใจอ่านหนังสือสามก๊กมาแต่เมื่อยังเป็นนักเรียน”
1 “มีความรู้สึกติดข้องอยู่ในใจเสมอว่า หนังสือนี้มีตัวบุคคลและสถานที่ในเรื่องมากมายจำไม่ไหว และเนื้อเรื่องก็ไขว้กันไปไขว้กันมาอยู่หลายตอน
ถึงจะอย่างตั้งสมาธิก็แทบจะจับต้นชนปลายไม่ถูก
นอกจากนั้น เรื่องราวที่แปลไว้บางตอน อ่านเท่าไรก็ไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง
1 “แต่เดิมที่มีความชอบใจหนังสือนี้เป็นทุนจึงได้ใฝ่หาฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย เบรวิตต์-เทเลอร์มาอ่านเทียบเคียงกัน”
จึงได้เข้าใจ

เป็นความเข้าใจในรากฐานการเกิดขึ้นของหนังสือ “พิชัยสงครามสามก๊ก” และรวมถึงการนำไปสู่การแปล “สามก๊ก” สำนวน วรรณไว พัธโนทัย
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า วรรณไว นามสกุล พัธโนทัย
อย่าลืมว่า “การอ่านเทียบเคียงดังกล่าวเพิ่งทำได้อย่างถี่ถ้วนระหว่างที่ข้าพเจ้าถูกคุมขังการเมืองสมัยท่านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ซึ่งทำให้มีเวลาอ่านหนังสืออย่างเหลือเฟือ
จึงพบว่า มีความแตกต่างกันมิใช่น้อยระหว่างคำแปลภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ
ยิ่งกว่านั้น ความดีๆ หลายตอนที่ถูกตัดไปเสียจากคำแปลภาษาไทยก็มาพบเข้าในคำแปลภาษาอังกฤษ นี่เป็นต้นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ามีมานะที่จะแต่งหนังสือเล่มนี้ขึ้นเป็นอนุสรณ์เล่มแรก
ในระหว่างถูกท่านจอมพลสฤษดิ์กักตัวไว้”

ที่ไม่ควรมองข้ามในแต่ละถ้อยคำของ สังข์ พัธโนทัย ก็คือ “ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนหนังสือ ‘พิชัยสงครามสามก๊ก’ อยู่นั้น เพื่อนจีนซึ่งมีความรู้ดีทั้งภาษาจีนและภาษาไทยหลายท่าน
ซึ่งล้วนถูกท่านจอมพลสฤษดิ์จับตัวมากักขังไว้รวมๆ กับข้าพเจ้ายังพลอยร่วมสนุกกับข้าพเจ้าด้วย
โดยจัดหาหนังสือสามก๊กฉบับภาษาจีนมาช่วยตรวจสอบในทุกตอนที่ข้าพเจ้าสงสัย ทั้งคำแปลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในระหว่างแต่งหนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้าได้พบความบกพร่องหลายประการในหนังสือสามก๊กฉบับภาษาไทยของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน)”
และตรงนี้ก็อาจจะเป็นการนำเสนอจุด “ต่าง” ที่ไม่ควรมองข้าม
ฝ่ายพระนางโฮเฮา พระมารดากับหองจูเปียนนั้น ตั๋งโต๊ะได้เอาตัวไปคุมขังไว้ ต่อมา หองจูเปียนเขียนโคลงปิดไว้ที่พนังตำหนักว่า
“ถ้าผู้ใดซื่อสัตย์ต่อพระราชบิดาเรา
ช่วยแก้แค้นในอกเราได้ คุณนั้นหาอุปมามิได้เลย”
สายลับนำความไปบอกแก่ตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะจึงให้เอาตัวพระนางโฮเฮากับหองจูเปียนไปประหารชีวิตเสีย

Advertisement

ความน่าสนใจมิได้อยู่ที่จุดต่างและรายละเอียดในแบบลำดับและขึ้นตอนของเหตุการณ์อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่เท่านั้น
หากแต่อยู่ที่ “เนื้อความ” และ “ผลสะเทือน”
สิ่งที่หองจูเปียนกระทำนั้นตรงกัน นั่นก็คือ การเขียนบทโคลง แต่ที่ไม่ควรมองข้ามคือบริบทอันเป็นเหมือนเครื่องประกอบ
ดุจดั่งเครื่องถนิมพิมพาภรณ์
นั่นก็คือ ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเห็นนกนางแอ่นบินอยู่ในตำหนักทั้งคู่ หองจูเปียน จึงผูกโคลงปิดไว้ที่ฝาตำหนัก (สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน))
เมื่อตกถึงมือ วรรณไว พัธโนทัย ก็เป็น
อยู่มาวันหนึ่ง ราชโอรสเหลือบไปเห็นนกนางแอ่นคู่หนึ่งบินไปบินมาอยู่กลางห้องจึงรำพันเป็นคำกลอน
นี่ย่อมเป็นการเติมแต่งในลักษณะแห่ง “นิยาย”
ลักษณะแห่งนิยายนั้นเองจึงปรากฏ “โอ้ นางแอ่นคู่นี้ช่างดีเหลือ บินร่อนเหนือหญ้าอ่อนและน้ำหมิง โน่น วังเก่าเศร้าจิตข้าจริงจริง
คนสัตย์ซื่อนอนนิ่งอยู่ไหนเอย” ในสำนวน วรรณไวพัธโนทัย
และดำรงอยู่ในสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ว่าวันหนึ่งเห็นนกนางแอ่นคู่หนึ่งบินอยู่บนท้องฟ้า
จึงรำพึงขึ้นว่า
“หญ้าเขียวกลางสายหมอก นกแอ่นคู่ร่อนบนท้องฟ้า ลั่วสุยสายน้ำเขียว ใครเห็นว่างามแท้ มองไปเมฆเบื้องหน้า คือวังที่ข้าเคยอยู่
จะมีผู้ซื่อสัตย์คนใดเล่า ช่วยคลายความแค้นในใจข้า”
ลักษณะแห่งนิยายนี้เองที่ทำให้สีสันแห่ง “สามก๊ก” มีลักษณาการแห่งวรรณกรรมประสานกับลักษณาการแห่งประวัติศาสตร์
และทำให้เกิดอลังการตามมา
เป็นผลสะเทือนในทางความคิด เป็นผลสะเทือนในทางการเมือง