การบังคับให้บุคคลต้องเสี่ยงภัย
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีคดีอาญาที่ข้อเท็จจริงมีลักษณะแปลกกว่าคดีอื่นๆ กล่าวคือพนักงานสอบสวนได้จับกุมสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าหนี้ให้ชายคนหนึ่งยืมเงิน แต่เมื่อทวงถามชายผู้เป็นลูกหนี้
อ้างว่ายังไม่มีเงินชำระหนี้ ชายผู้เป็นเจ้าหนี้จึงบังคับให้ลูกหนี้ว่ายน้ำข้ามคลองเป็นการลงโทษ ชายลูกหนี้เกิดความกลัวถูกทำร้ายจึงว่ายน้ำข้ามคลอง แต่ปรากฏว่าขณะว่ายน้ำอยู่นั้นได้หมดแรงเสียก่อนและจมน้ำตายในคลองนั้นเอง พนักงานสอบสวนจึงได้ตั้งข้อหาชายผู้เป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญาคือความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา 288 และความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 309 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่นต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ฯลฯ” ขณะนี้เข้าใจว่าอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย
เมื่อพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นดังกล่าว หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่พนักงานสอบสวนได้รวบรวมไว้ การตั้งข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและความผิดต่อเสรีภาพ จึงเป็นการตั้งข้อหาที่ถูกต้อง และเป็นคดีที่พฤติการณ์ของผู้ต้องหาค่อนข้างแปลกพอสมควรและไม่ค่อยเกิดขึ้น ในทางวิชาการเรียกว่า “การบังคับให้บุคคลต้องเสี่ยงภัย”เห็นว่าประชาชนควรได้รับทราบหลักกฎหมายในเรื่องนี้ไว้บ้าง
ก็จะเป็นประโยชน์พอสมควร
ปกติการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น สามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น การที่ผู้กระทำผิดได้เป็นผู้ลงมือฆ่าโดยการใช้อาวุธปืน มีด เชือกรัดคอ วางยาพิษให้ผู้ตายซึ่งไม่ทราบว่ายาพิษโดยหลอกว่าเป็นน้ำหวาน เช่น แม่เอายาพิษผสมในนมหรือน้ำหวานให้ลูกกินพร้อมกับตนโดยหวังจะฆ่าตัวตายพร้อมแม่ลูก แต่แม่ไม่ตายรอดชีวิต จึงถูกลงโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
สำหรับการฆ่าผู้อื่นโดยบังคับให้เสี่ยงภัยอาจกระทำได้หลายวิธี เช่น การฆ่าวิธีแรก กระทำโดยใช้วิธีการบังคับให้ต้องเสี่ยงภัยโดยเจตนาประสงค์ให้ผู้ถูกบังคับถึงแก่ความตายอย่างใดก็ได้โดยใช้อาวุธข่มขู่ เช่น ใช้มีด ปืน หรือท่อนไม้บังคับให้บุคคลฆ่าตัวเอง เช่น บังคับให้บุคคลดื่มยาพิษที่เตรียมไว้ หรือบังคับให้กระโดดจากสะพานสูง กระโดดลงจากเรือที่แล่นอยู่กลางทะเล
หรือบังคับให้ผูกคอตนเองจนตายเองเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ฯลฯ ดังเช่นคำพิพากษาฎีกาที่ 1429/2525 จำเลยเอายาพิษบังคับให้บุตรชายของจำเลยกินด้วยเจตนาที่จะให้บุตรตายไปพร้อมกันกับตน จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 แห่งประมวลกฎหมายอาญาจึงพิพากษาจำคุก 20 ปี เป็นต้น ฯลฯ
การฆ่าวิธีที่สอง ผู้กระทำผิดมิได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายโดยตรง แต่ผู้กระทำผิดกระทำการอย่างหนึ่งต่อผู้ถูกบังคับเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันผู้กระทำผิด
ในสถานะขณะนั้นก็เล็งเห็นผลด้วยว่าการกระทำของตนนั้นอาจบังคับให้ผู้ถูกบังคับต้องกระทำการอย่างอื่น
เพื่อหลีกเลี่ยงภัยและอาจได้รับผลร้ายถึงบาดเจ็บสาหัสหรือตายได้ แต่ผู้กระทำผิดมิได้ไยดีต่อผลร้ายที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายถึงบาดเจ็บหรือตาย ผู้กระทำผิดต้องมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นหรือฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (เล็งเห็นผล)
ดังเช่นตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 2255/2522 พิพากษาว่า จำเลยขับรถปิดเส้นทางไม่ยอมให้ผู้ตายซึ่งขับรถตามหลังมาแซงขึ้นหน้า เมื่อรถโดยสารประจำทางแล่นสวนทางมา จำเลยก็แกล้งเบรกให้
รถหยุดในทันที การกระทำเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า ผู้ตายต้องหลักรถหลบไปทางขวาและชนกับรถโดยสารนั้น ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นของผลการกระทำของจำเลยได้ว่าจะมีผู้ได้รับอันตรายบาดเจ็บและตายเกิดขึ้นจากเหตุที่รถชนกัน ฉะนั้นเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยผลการกระทำของจำเลยดังกล่าว
จึงได้ชื่อว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย
คดีที่เจ้าหนี้บังคับให้ลูกหนี้ว่ายน้ำข้ามคลองจนเป็นเหตุให้ลูกหนี้จมน้ำตายก็สามารถปรับเข้ากับคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2255/2522 เพราะเจ้าหนี้บังคับให้ลูกหนี้ต้องเสี่ยงภัยโดยเลือกว่ายน้ำตามคำบังคับของเจ้าหนี้เพราะกลัวถูกเจ้าหนี้ทำร้าย และเจ้าหนี้ก็เล็งเห็นผลได้ว่าลูกหนี้อาจหมดแรงจมน้ำตายได้
แต่ก็ไม่ไยดีต่อผลร้ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้จมน้ำตาย เจ้าหนี้ต้องรับผิดในความตายดังกล่าว
อนึ่ง ตามตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาข้างต้น น่าจะเป็นข้อเตือนใจบุคคลบางกลุ่มว่า การบังคับให้บุคคลต้องเสี่ยงภัยโดยผู้กระทำเห็นผลได้ว่าจากการกระทำของตนนั้น ย่อมทำให้ผู้ถูกบังคับจำต้องเลือกกระทำการบางอย่างเพื่อเอาตัวรอดแล้วได้รับภัยอันตรายบาดเจ็บหรือตาย แต่ผู้กระทำผิดก็มิได้ไยดีต่อผลที่จะเกิดขึ้นนั้น ดังนั้น เมื่อเกิดการบาดเจ็บหรือตายติดตามมาเหมือนดังคำพิพากษาฎีกาข้างต้น จะเกิดขึ้นบนท้องถนนเป็นส่วนใหญ่ เช่น คดีที่เคยเกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ข้อเท็จจริง
จากการสอบสวนปรากฏว่า วัยรุ่นคนหนึ่งใช้อาวุธปืนไล่ยิงคู่อริที่ขี่รถจักรยานยนต์ทำให้ผู้ถูกยิงต้องเสี่ยงภัย ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีด้วยความเร็วสูงสุดเพื่อเอาชีวิตรอด ผู้ที่ขับรถไล่ยิงคู่อริดังกล่าวย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการที่ตนไล่ยิงดังกล่าวจะทำให้ผู้ถูกไล่ยิงขับรถหนีจนเกิดอุบัติเหตุ แต่ผู้กระทำผิดก็มิได้ไยดีต่อผลร้ายดังกล่าว เมื่อรถล้มคว่ำและผู้ถูกไล่ยิงรับอันตรายบาดเจ็บถึงตายก็ย่อมมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (เล็งเห็นผล) ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจท้องที่ได้จับกุมสอบสวนวัยรุ่นผู้ขับรถไล่ยิงคู่อริดังกล่าวในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา การตั้งข้อหากับผู้กระทำผิดดังกล่าวถือว่าชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
อย่างไรก็ดี หากเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น กรณีที่ผู้กระทำผิดหรือสงสัยว่ามีสิ่งของผิด หลบหนีการจับกุมโดยการขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์หลบหนี เจ้าพนักงานย่อมอาศัยอำนาจตามมาตรา 83 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับ ขัดขวาง หรือจะขัดขวาง หรือหลบหนี หรือพยายามจะหลบหนี ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น” ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ตำรวจขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ติดตามเพื่อจับกุม แล้วผู้กระทำผิดขับขี่ยานพาหนะหลบหนีด้วยความเร็วสูงจนเกิดอุบัติเหตุรถล้มคว่ำบาดเจ็บล้มตาย หรือผู้จะถูกจับหลบหนีโดยกระโดดลงลำคลองหรือสระน้ำแล้วหมดแรงจมน้ำตายซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กรณีเช่นนี้ก็จะกล่าวหาว่าเจ้าพนักงานกระทำการบังคับให้บุคคลต้องเสี่ยงภัยมิได้ เพียงแต่อาจพิจารณาว่าการติดตามจับกุมดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้นหรือไม่เท่านั้น
ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นข้างต้นน่าจะเป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่บังคับให้ผู้อื่นต้องเสี่ยงภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะในถนนสาธารณะว่าการขับขี่โดยความคึกคะนองและขาดความรับผิดชอบเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บล้มตายขึ้น
ท่านอาจจะตกเป็นจำเลยถูกลงโทษทางอาญาฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาต้องรับโทษทางอาญาถึงจำคุก
เป็นอาชญากรของสังคม และมีประวัติอาชญากรติดตัวต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
กุลพล พลวัน

