Military-Industrial Complex ผลประโยชน์ร่วมอุตสาหกรรม-การทหาร : กลไกที่อยู่เบื้องหลังสงครามร่วมสมัย
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ จากเหตุการณ์ที่อิสราเอลร่วมกับสหรัฐ เปิดฉากโจมตี อิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในชื่อปฏิบัติการทหารที่สหรัฐเรียก คือ Operation Epic Fury ส่วนอิสราเอลเรียกว่า Operation Roaring Lion มีเป้าหมายสำคัญ ที่การมุ่งทำลายโรงงานนิวเคลียร์, ฐานยิงขีปนาวุธ, โดรน, และกองทัพเรืออิหร่าน เกี่ยวกับการก่อสงครามแต่ละครั้งและที่มีตัวละครที่เป็นสหรัฐ หรือพันธมิตรของสหรัฐ
เข้าไปร่วม บ่อยครั้งท่านผู้อ่านจะได้ยินคำว่า Military – Industrial Complex ที่เสมือนกับเป็นพวก Deep State คือ พวกที่อยู่เบื้องหลังของ Policy Maker คือ ที่เป็นพวกคนกลุ่มนโยบายหรือเบื้องหลังการตัดสินใจระดับยุทธศาสตร์ พวกนี้ถูกเรียกว่าเป็นพวก “กลุ่มผลประโยชน์ร่วมอุตสาหกรรม – การทหาร” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า MIC ซึ่งคำ ๆ นี้ เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ รัฐบาล และภาคอุตสาหกรรมอาวุธ ซึ่งผลของความสัมพันธ์นี้ ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อนโยบายสาธารณะและการงบประมาณของสหรัฐ ซึ่งคำว่า MIC มีจุดเริ่มโดย ประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ของสหรัฐในการกล่าวสุนทรพจน์อำลาตำแหน่งเมื่อปี ค.ศ.1961 ว่า “เราต้องระแวดระวังการแสวงหาอิทธิพลโดยไม่ชอบธรรม โดยกลุ่มผลประโยชน์ร่วมอุตสาหกรรม – การทหาร” ซึ่งเกิดจากการที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ มีความวิตกกังวลว่าการที่สหรัฐมีอุตสาหกรรมผลิตอาวุธขนาดใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพอย่างถาวร อาจทำให้ประเทศตัดสินใจเข้าสู่สงครามได้ง่ายขึ้น หรือใช้งบประมาณไปกับการทหารมากเกินความจำเป็น โดยมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน
ที่เรียกว่า The Iron Triangle หรือ สามเหลี่ยมเหล็ก ซึ่งโครงสร้างของ MIC มักถูกอธิบายในลักษณะ ที่เชื่อมโยงให้เห็นถึงความเอื้อประโยชน์ต่อกัน คือ 1) ฝ่ายการทหาร (The Military) มีความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดเพื่อความมั่นคงและการมีอำนาจกำลังรบสูงสุด 2) ผู้ผลิตอาวุธ (Defense Contractors) คือ บริษัทเอกชน (เช่น บริษัทผลิตอาวุธขนาดใหญ่ บริษัท เทค ขนาดใหญ่ของสหรัฐ) ที่ต้องการกำไรและ การจ้างงานจากการรับเหมาโครงการของรัฐ 3) ฝ่ายการเมือง (Congress/Government) คือ ผู้อนุมัติงบประมาณ
ซึ่งมักจะสนับสนุนโครงการทหารเพื่อสร้างงานในเขตเลือกตั้งของตน หรือได้รับเงินสนับสนุนแคมเปญหาเสียงจากบริษัทอาวุธ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ผมต้องทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านว่านี่คือ ลักษณะพฤติกรรมของ MIC และสังคมการเมืองของสหรัฐนะครับ

แนวคิดเรื่อง MIC ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น ได้แก่ ประเด็นการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาล จากการที่สหรัฐฯ ใช้งบประมาณด้านกลาโหมสูงกว่าหลายประเทศรวมกัน (ในปี ค.ศ.2024-2025 ประมาณ 1,000,000,000,000 ดอลลาร์) ประเด็นนโยบายต่างประเทศ ในการที่ MIC ผลักดันให้ประเทศ
คงสถานะการทำสงคราม ที่มีลักษณะเป็น Perpetual War ซึ่งในเชิงรัฐศาสตร์ คือ สงครามถาวร มักใช้ในบริบทที่รัฐหรือมหาอำนาจจงใจทำให้เกิดสภาวะสงครามอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมทรัพยากรหรือประชากรหรือ สภาวะสงครามต่อเนื่อง ซึ่งก็คือสถานการณ์ที่ความขัดแย้งไม่เคยยุติลงจริงๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ความต้องการอาวุธคงมีอยู่ตลอดไป ประเด็นนวัตกรรม ฝ่ายสนับสนุนมองว่า MIC คือตัวขับเคลื่อนเทคโนโลยีที่สำคัญ (เช่น อินเทอร์เน็ต และ GPS ต่างก็มีต้นกำเนิดมาจากงานวิจัยทางการทหาร)

สถานการณ์ในปัจจุบัน MIC ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ แต่เป็นโมเดลที่เห็นได้ชัดในประเทศมหาอำนาจอย่าง รัสเซีย จีน หรือโดยเฉพาะอิสราเอล ที่แม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่ก็มีโมเดลที่คล้ายกันและแผ่ขยายการลงทุนและเทคโนโลยี รวมทั้งบุคคลากรเข้าไปในสหรัฐและยุโรป นอกจากนี้ยังขยายขอบเขตไปสู่ Digital MIC หรือการนำบริษัทเทคโนโลยี (Big Tech) เข้ามาทำสัญญาระบบ AI และ Cyber security เพื่อใช้ในสงครามยุคใหม่
ตารางเปรียบเทียบ: ข้อดี vs ข้อเสีย ของ MIC


ในมุมมองของผมเอง เห็นว่า Military-Industrial Complex แม้ว่าจะไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นองค์กรทางรูปธรรมอย่างชัดเจน แต่ในทางพฤตินัย ถือว่าเป็นองค์กรที่อยู่เบื้องหลังนโยบายและการกำหนดแนวทางหรืออาจถึงขั้นตัดสินใจทำสงคราม หรือมีความเป็น Deep State ของรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งจากสถานการณ์ในขณะนี้ มีสงครามเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทำให้มี Flash Point ที่สำคัญ ได้แก่ สงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐ กับอิหร่าน ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับประเทศโดยรอบทะเลจีนใต้ และจีนกับไต้หวัน ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี สงครามเหล่านี้ ต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นอาวุธจากสหรัฐ รัสเซีย ยุโรป จีน หมายถึง ตลาดการค้าอาวุธ มีการเจริญเติบโต ก็เป็นอีกนโยบายหนึ่งในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐและพันธมิตรได้ ยังเชื่อว่าไทยยังคงมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องเสริมสร้างขีดความสามารถในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งในแบบ Defensive และ Offensive อมภัณฑ์ลูกปืนขนาดต่าง ๆ จรวดนำวิถี กำลังพล เทคโนโลยี ยานไร้คนขับ หลักนิยม ด้วยหลักคิดว่า กำลังที่เหนือกว่า จะสร้างสันติภาพได้ ภายใต้กฏ กติกา การป้องกันตัวเอง และการไม่รุกราน ในขณะเดียวกันความเชื่อมโยงระหว่างการเมืองกับการทหารยังไม่เป็นไปด้วยความสอดคล้อง รวมทั้งไทยยังไม่มีบริษัทผู้ผลิตอาวุธของตัวเองที่เป็นลักษณะจ้างเหมาโครงการได้ โดยยังคงมีลักษณะเป็นโบรคเกอร์หรือซื้อมาขายไป จนไม่สามารถสร้างแรงบังคับต่อระดับนโยบายได้ จึงไม่น่าจะมี MIC เกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้ ดังนั้นการทำสงครามหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับ 3 ส่วน คือ รัฐบาล ทหารและประชาชน

ในครั้งนี้ผมต้องขอจบด้วยความเข้าใจในการเกิดสงครามว่าคงไม่ได้อยู่รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ได้แก่ ทหาร และประชาชน รวมทั้งที่อยู่นอกเหนือจากหลักการ คือ กลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า Military-Industrial Complex ด้วยนั่นเอง ผมคงขอจบบทความเท่านี้ และขอให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามสงคราม เหตุการณ์ความเป็นไป เพื่อการดำรงอยู่ด้วยสติ และความปลอดภัยครับ
วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ…แล้วพบกันใหม่ในครั้งต่อไปครับ

