ในการประชุมว่าด้วยความมั่นคงที่ “มิวนิก” สุนทรพจน์ของ “รูบิโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แม้มีน้ำเสียงอ่อนลง แต่ชาวยุโรปมองว่าเป็นเพียง “MAGA Lite” (Make America Great Again ฉบับเบา) ถ้อยแถลงของ “หวัง อี้” รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่เน้นพหุพาคีนิยมและความร่วมมือระดับโลก กลับได้รับเสียงตอบรับเชิงบวก และชาวยุโรปตระหนักดีว่าจำเป็นต้องอาศัยจีนเพื่อถ่วงดุลอำนาจเจ้าโลกของสหรัฐ
การประชุมเมื่อปีที่แล้ว “แวนซ์” รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวสุนทรพจน์ด้วยถ้อยคำแข็งกร้าว โดยชี้ว่ายุโรป “ถดถอย” ในประเด็นเสรีภาพเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นและปัญหาการย้ายถิ่น พร้อมทั้งกล่าวหาบรรดาผู้นำยุโรปว่ากดทับเสียงประชาชน ขณะที่ปีนี้ “รูบิโอ” มีน้ำเสียงนุ่มนวล ไม่ตำหนิยุโรปโดยตรง หากแต่เน้นว่า สหรัฐเป็น “บุตรของยุโรป” ที่มีอารยธรรมคริสเตียน ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน
ถ้อยคำอ่อนหวานถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพ แต่เนื้อหาสุนทรพจน์ของ “รูบิโอ” ยังคงสืบทอดแนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ เขาวิจารณ์แนวคิด “จุดจบของประวัติศาสตร์” หลังสงครามเย็น โดยเห็นว่าประเทศตะวันตกทำผิดพลาดในกระบวนการโลกาภิวัตน์ เช่น การค้าเสรีไร้ข้อจำกัดที่นำไปสู่การสูญเสียฐานการผลิต การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากคู่แข่ง ตลอดจนการเปิดพรมแดนที่ก่อให้เกิดวิกฤตผู้อพยพ และกล่าวโทษยุโรปเกี่ยวกับ “ลัทธิคลั่งภูมิอากาศ” (Climate Cult) โดยระบุว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมทำให้ประเทศตะวันตกอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันกลับเป็นประโยชน์ต่อประเทศคู่แข่งอย่างจีน
ในประเด็นจีน แม้ “รูบิโอ” มิได้เอ่ยชื่อโดยตรง แต่ได้ส่งสัญญาณว่า ตะวันตกควรป้องกันการผงาดขึ้นของจีน ฟื้นฟูห่วงโซ่อุปทานของตะวันตก ลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ อวกาศ และแร่ธาตุสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบีบบังคับ เขาเรียกร้องให้ยุโรปเพิ่มงบประมาณกลาโหม ปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ และร่วมกับสหรัฐ “ปรับปรุงอารยธรรมตะวันตก” ซึ่งถูกตีความว่าเป็นความพยายามในการระดมแนวร่วมยุโรปเพื่อต่อต้านจีน
ปฏิกิริยาของยุโรปคือโล่งใจแต่ไม่ไว้ใจ เจ้าหน้าที่ยุโรปจำนวนมากเห็นว่าสุนทรพจน์ของ “รูบิโอ”คือ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” “แวนซ์” ใช้การโจมตีโดยตรง ส่วน “รูบิโอ” ใช้ถ้อยคำเชิงอารมณ์บรรจุสารชนิดเดียวกัน อันหมายถึงให้ยุโรปต้องเดินตามฝีก้าวของสหรัฐ มิฉะนั้นอาจเผชิญความโดดเดี่ยว
ประเด็นจึงมีอยู่ว่า ปัญหาของรัฐบาลทรัมป์มิได้อยู่ที่น้ำเสียงแข็งกร้าวหรืออ่อนโยน หากอยู่ที่ความไม่น่าเชื่อถือ และความไม่แน่นอนในด้านนโยบาย เช่น การผนวกกรีนแลนด์โดยการซื้อหรือควบคุม พฤติกรรมไม่เพียงกระทบต่ออธิปไตยของเดนมาร์ก ยังถูกมองว่าเป็นการคุกคามบูรณภาพแห่งดินแดนของพันธมิตรนาโต
ส่วนสุนทรพจน์ของ “หวัง อี้” รัฐมนตรีต่างประเทศจีน พอสรุปเป็นสังเขปได้ว่า มีสาระที่ใกล้ชิดประเด็นปฏิบัติจริง เน้นการปฏิรูประบบธรรมาภิบาล ส่งเสริมพหุภาคีนิยมและหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ คัดค้านการเมืองแบบมหาอำนาจและลัทธิฝ่ายเดียว เรียกร้องให้จีน สหรัฐ และยุโรปร่วมมือแก้ปัญหาความขัดแย้งในยูเครนและกาซา สนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ในประเด็นความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ “หวัง อี้” เน้นว่า จีนและสหรัฐเป็นหุ้นส่วนกัน ควรเคารพซึ่งกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติและร่วมสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ พร้อมทั้งเตือนสหรัฐ ไม่ให้กดดันจีน ตัดห่วงโซ่อุปทาน สนับสนุน “เอกราชไต้หวัน” อนาคตแห่งความสัมพันธ์จะเป็นไปในทิศทางใด ย่อมขึ้นอยู่กับสหรัฐ
ในด้านความสัมพันธ์จีน-ยุโรป “หวัง อี้” กล่าวว่า จีนและสหภาพยุโรปเป็นหุ้นส่วน มิใช่คู่แข่ง
และเรียกร้องให้ร่วมกันยึดมั่นระบอบพหุภาคีนิยม ต่อต้านการกลั่นแกล้งการปฏิรูปหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองและองค์กรที่ดี ยึดความถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของสังคม ถ้อยคำน้ำเสียงของ “หวัง อี้” สร้างความประทับใจแก่ชาวยุโรปเป็นอันมาก เพราะพวกเขาเห็นว่ามีเหตุผลและยึดมั่นหลักพหุภาคีนิยมของจีน ส่งผลให้ชาวยุโรปมีความรู้สึกที่ดี ไม่ต้องเดินโดยลำพัง เพราะเชื่อว่าจีนคือหลักประกันความมั่นใจของชาวยุโรป

