เมื่อโลกตะวันตกประกาศสงครามหน้าจอ
กลายเป็นประเด็นที่คนทำงานด้านการศึกษาและครอบครัวทั่วโลกต้องหันมามองกันจริงละครับ
ประเทศชั้นนำอย่างฝรั่งเศสและออสเตรเลีย ตัดสินใจขยับจากการขอความร่วมมือ
ไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มตัวเพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน
ฝรั่งเศสต้องการทวงคืนสมาธิในโรงเรียน
ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า สมองของเด็กๆ ไม่ได้มีไว้ขาย
คำพูดนี้สะท้อนถึงการมองว่าโซเชียลมีเดียในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดและกักขังความสนใจของเด็ก (Attention Economy)
เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในเชิงพาณิชย์
กฎหมายล่าสุดของฝรั่งเศสจึงมุ่งเน้นไปที่การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในสถานศึกษา และกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำที่ 15 ปี สำหรับการเข้าถึงโลกออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มต้องมีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในโลกความจริงและมีสมาธิกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่
ส่วนออสเตรเลีย ประเทศที่การศึกษาดีระดับโลก ใช้มาตรการหักดิบขั้นสูงสุด เข้มงวดกว่าทุกชาติ ด้วยการผ่านกฎหมายแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีจากการใช้โซเชียลมีเดียแบบเด็ดขาด โดยไม่ยกเว้นแม้ผู้ปกครองจะอนุญาต
จุดที่น่าสนใจคือ
กฎหมายนี้มุ่งเป้าลงโทษไปที่บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ หากปล่อยให้เด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้าใช้งาน จะต้องเผชิญกับค่าปรับมหาศาล
นี่คือการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลมองโซเชียลมีเดียเป็นสินค้าอันตรายต่อเยาวชน ไม่ต่างจากบุหรี่หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดปัญหาการบูลลี่ออนไลน์ และภาวะซึมเศร้าจากการเปรียบเทียบตัวเองกับภาพลักษณ์ที่เกินจริงบนหน้าจอ
ถ้าจะคุยกันเรื่อง วิชาการ การศึกษา ว่าทำไมต้องจำกัดอายุกันขนาดนี้?
หากมองผ่านเลนส์ของประสาทวิทยา เราจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และการยับยั้งชั่งใจ จะยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกว่ามนุษย์จะก้าวเข้าสู่ช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป
การปล่อยให้เด็กเข้าสู่โลกของ โดปามีนราคาถูก (Cheap Dopamine) ซึ่งเป็นฮอร์โมน สร้างความสุข จากการดูคลิปสั้น แต่เป็นฮอร์โมน เสพติด และยังมีการแจ้งเตือนที่ถาโถมเข้าหาผู้ใช้ตลอดเวลา
สิ่งเหล่านี้จะเข้าไปรบกวนการพัฒนาของสมอง ทำให้เด็กมีความอดทนต่ำ รอคอยไม่เป็น และสูญเสียความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามในระยะยาว
ปรากฏการณ์ในฝรั่งเศสและออสเตรเลียไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทย
นี่คือ สัญญาณเตือนให้เราต้องรีบปรับตัวกันละครับ เพราะปกติ เราจะปรับอะไรก็ดูช้าไปหมด
สิ่งที่เรานำมาใช้ได้ทันทีจึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ อย่าไปรอรัฐบาลครับ
คือการสร้างพื้นที่ปลอดหน้าจอ ในบ้านและส่วน ร.ร. ก็ควรกำหนดการใช้โทรศัพท์จริงจัง เช่นกัน
กระทรวงเองควรกำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจน ให้ ร.ร. ทุกระดับ ว่า ระดับใดควรใช้มาตรการอะไร และ #สร้าง Digital Literacy ให้เด็กตระหนักว่าสิ่งที่เห็นในหน้าจอคือการแสดง และเรื่องราวต่างๆ ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
เราไม่สามารถหยุดเทคโนโลยีได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะปกป้องต้นทุนทางสมอง ของเด็กไทย ไม่ให้ถูกกลืนหายไปในกระแสโลกออนไลน์ ก่อนที่ราคาที่ต้องจ่ายจะเป็นสุขภาพจิตและอนาคตของคนรุ่นต่อไป

