เด็กไทยกำลังเติบโตเป็นพลเมืองแบบไหน
ท่านผู้อ่านเห็นว่าเลือกตั้งที่ผ่านมานี้เป็นอย่างไรคะ เด็กเจนซี เจนอัลฟ่า จะมีความเชื่อมั่นในสถาบันการเมืองและรัฐไทยแค่ไหน นอกจากเรื่องการเลือกตั้งแล้ว ข่าวคราวเรื่องคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในระยะหลังในระดับสากลนี้ก็นับว่าน่าผิดหวัง ดัชนีคอร์รัปชั่นของประเทศไทยตกต่ำมาโดยลำดับและเทียบกับประเทศในอาเซียนก็ต่ำกว่าลาว แต่ดูดีกว่ากัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเมียนมาเท่านั้น ในด้านศาสนา พระผู้ใหญ่ก็ทำเรื่องราวฉาวโฉ่ให้เด็กๆ เห็น ทั้งเรื่องสีกาและการเงิน มองไปรอบตัวแล้วอย่าว่าแต่เด็กเลยผู้ใหญ่ก็เริ่มหมดความเชื่อถือในสถาบันสำคัญของไทย จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีที่พึ่ง
“ความเชื่อถือ” เป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมและการเมืองประชาธิปไตย เพราะทำให้ผู้คนยอมรับกติกา ร่วมมือ และเชื่อในความชอบธรรมของระบบ แต่เมื่อเกิด “ความไม่เชื่อถือ” หรือ “ความไม่ไว้วางใจ” สังคมจะสูญเสียเสถียรภาพ ความร่วมมือ และนำไปสู่วิกฤตความชอบธรรมของรัฐได้ ปรากฏการณ์นี้กำลังเห็นชัดในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนที่รู้สึกแปลกแยกจากสถาบันทางการเมืองและไม่เชื่อว่าระบบจะตอบสนองต่อพวกเขาได้จริง
ความไม่เชื่อถือทางสังคมหมายถึง การที่บุคคลหรือกลุ่มประชาชนไม่มั่นใจว่าผู้อื่นหรือสถาบันจะปฏิบัติตามกติกาอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ผลของภาวะนี้คือ 1) ความถดถอยของทุนทางสังคม ทำให้ความร่วมมือและความสามัคคีลดลง 2) การบั่นทอนความชอบธรรมทางการเมือง เพราะประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือสถาบันหลัก เช่น รัฐสภา ศาล หรือพรรคการเมือง และ 3) การกระตุ้นความขัดแย้งและการแบ่งขั้ว ซึ่งเห็นได้ชัดในโลกออนไลน์และการเมืองไทยปัจจุบัน การศึกษาภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 ชี้ให้เห็นถึงความไม่เชื่อถือต่อการแก้ปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลทำให้เยาวชนต้องออกมาเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง
ในหนังสือ Bowling Alone (2000) Putnam ชี้ว่า “ความไว้วางใจ” และ “เครือข่ายสังคม” คือพลังหล่อเลี้ยงประชาธิปไตย เมื่อความเชื่อใจลดลง ผู้คนจะแยกตัว ไม่เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ และไม่เชื่อมั่นในระบบรัฐ ซึ่งสะท้อนภาพประเทศไทยที่ความร่วมมือทางสังคมลดลงจากความแตกแยกทางการเมือง และเยาวชนจำนวนมากรู้สึกว่าเสียงของตนไม่ถูกรับฟัง ส่วน Easton (1965) ได้แยกความไว้วางใจเป็น 2 ระดับ คือ 1) ความเชื่อมั่นในตัวบุคคล (specific trust) เช่น ผู้นำรัฐบาล และ 2) ความเชื่อมั่นในระบบ (diffuse trust) เช่น สถาบันการเมือง
ความไม่ไว้วางใจแบบเฉพาะบุคคลอาจแก้ได้โดยการเปลี่ยนผู้นำ แต่หาก “ไม่เชื่อทั้งระบบ” จะนำไปสู่วิกฤตทางความชอบธรรม เหมือนที่สังคมไทยกำลังเผชิญเมื่อเยาวชนตั้งคำถามถึงระบบเลือกตั้ง กระบวนการยุติธรรม และบทบาทของสถาบันต่างๆ
นอกจากเรื่องความเชื่อถือแล้วเด็กไทยยังมีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาซึ่งมีความเหลื่อมล้ำสูง และการวัดผลลัพธ์การศึกษาขององค์กรของระหว่างประเทศในหมวดวิชาหลัก ก็พบว่าเด็กไทยมีผลสอบต่ำและถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีการทดสอบความสามารถในการแยกแยะข่าวจริงกับข่าวปลอมก็พบว่าเด็กไทยแยกแยะได้น้อยกว่าเด็กชาติอื่นๆ จนแทบจะเรียกว่าต่ำที่สุดในจำนวนประเทศที่มีการทดสอบ
ลองมาคิดดูเล่นๆ ว่าท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสังคมเหล่านี้ และคุณภาพการศึกษาที่เด็กไทยได้รับ ภาพอนาคตหรือฉากทัศน์ของเด็กไทยใน 20 ปีข้างหน้าน่าจะเป็นอย่างไร โดยให้มีปัจจัยสำคัญ 2 ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบสูงแต่มีความไม่แน่นอนสูงก็คือ คุณภาพของการศึกษาไทย ซึ่งคุณภาพในที่นี้รวมถึงการได้รับความรู้ทักษะและการอบรมบ่มเพาะให้มีจิตสาธารณะ ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งก็คือความเที่ยงตรงและความเข้มแข็ง ความเชื่อถือได้ และความโปร่งใสของสถาบันทางสังคม ได้แก่ สถาบันทางการเมืองซึ่งรวมรัฐสภาและพรรคการเมือง สถาบันกำกับความเที่ยงตรงและความยุติธรรมซึ่งรวมตำรวจ ศาล และองค์กรอิสระที่กำกับด้านความยุติธรรม องค์กรตรวจสอบของรัฐเช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เราก็จะได้ฉากทัศน์ออกมา 4 ฉากทัศน์ก็คือ ฉากทัศน์ที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันที่สุดก็คือระบบสถาบันสังคมอ่อนแอและระบบการศึกษาล้มเหลว ซึ่งเป็นภาพอนาคตที่เลวร้ายที่สุดคือ เราจะได้คนไทยรุ่นสีเทา ไม่สนใจผิดชอบชั่วดี ถือเงินและอำนาจเป็นใหญ่ ฉากทัศน์ถัดไป เป็นฉากทัศน์ที่ระบบกำกับทางสังคมเข้มแข็งแต่ระบบการศึกษาล้มเหลว เราจะได้ประชาชนรุ่นตรากตรำกรำงาน เพราะทักษะเราไม่สูงพอที่จะต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่จะทยอยก้าวข้ามเราไป ฉากทัศน์ถัดไปคือฉากทัศน์ที่เยาวชนมีคุณภาพดี การศึกษาดีแต่ระบบสังคมล้มเหลว เราจะได้คนไทยรุ่นศรีธนญชัยซึ่งมุ่งเอาตัวรอด ตัวใครตัวมัน ส่วนฉากสุดท้ายที่เราต้องการมากที่สุดเป็นรุ่นกู้ชาติ ช่วยทำให้ประเทศไทยลืมตาอ้าปากกลับขึ้นมา มีศักดิ์มีศรีบนเวทีโลก มีสังคมที่มั่นคงยั่งยืน ปัญหาของการที่จะได้มาของฉากทัศน์นี้ก็คือ สังคมไทยและการศึกษาไทยต้องเร่งรัดปรับตัว นโยบายในภาพรวมก็คือรัฐบาลจะต้องมีความจริงใจและจริงจังในการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเมือง ระบบความยุติธรรมให้กลับมา ต้องผ่าตัดระบบการศึกษาซึ่งปฏิรูปมาสองครั้งแล้วแต่ก็ยังล้มเหลวอยู่ส่วนนโยบายสำหรับรัฐบาลเพื่อสร้างความเชื่อถือให้และเยาวชนรุ่นกู้ชาติจะต้อง
– สื่อสารอย่างโปร่งใสและตอบสนองเร็ว
– ออกแบบให้ความเชื่อถือได้อยู่ในระบบซึ่งต้องมีองค์ประกอบของการเปิดข้อมูล (open data) งบประมาณ ผลงาน สอบทาน และผลประเมินนโยบายตลอดจนตัวชี้วัดต่างๆ ให้ตรวจได้-ทบทวนได้
– สร้างประสบการณ์การมีส่วนร่วมที่เห็นผลจริง ร่วมออกแบบนโยบายกับเยาวชน (co-creation) พร้อมตัวชี้วัดความคืบหน้า ลดภาพว่าการมีส่วนร่วม “ไม่เกิดผล”
– สร้างภูมิคุ้มกันข้อมูลเท็จ ลงทุนด้านการรู้เท่าทันสื่อและกระบวนการ fact-checking ร่วมกับแพลตฟอร์มและโรงเรียน/มหาวิทยาลัย
แม้คนรุ่นใหม่ไม่ไว้ใจนักการเมือง แต่ยังเชื่อในกติกาประชาธิปไตย ดังนั้น หน้าต่างแห่งโอกาสยังคงเปิดอยู่ทำให้สามารถ “ปูพื้นความเชื่อมั่นขึ้นมาใหม่” ด้วยความโปร่งใส การตอบสนอง และการมีส่วนร่วมที่จับต้องได้
นี่คือภารกิจของรัฐบาลใหม่
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบัน ศึกษานโยบายสาธารณะ

