หน้าแรก บทความ จุดชนวนวิกฤตใ...

จุดชนวนวิกฤตใหม่ เงามืดแห่งวอชิงตัน ในสมรภูมิ Iran-Israel เมื่อสหรัฐอยู่เบื้องหลังไฟสงครามตะวันออกกลาง

15.03.26 | 09:11 น.

จุดชนวนวิกฤตใหม่
เงามืดแห่งวอชิงตัน ในสมรภูมิ Iran-Israel
เมื่อสหรัฐอยู่เบื้องหลังไฟสงครามตะวันออกกลาง

โลกเคยได้ยินคำว่า preemptive strike มาแล้วหลายครั้ง คำที่ถูกทำให้ฟังดูเหมือนมาตรการป้องกันตนเองเชิงรุก เป็นการ “ชิงลงมือก่อนเพื่อความมั่นคง” แต่ประวัติศาสตร์สมัยใหม่สอนเราว่า เบื้องหลังถ้อยคำที่ดูมีเหตุผลนั้น มักซ่อนต้นทุนทางศีลธรรมและมนุษยธรรมที่มหาศาลเกินกว่าจะประเมินได้ด้วยตรรกะความมั่นคงเพียงมิติเดียว

เมื่อไฟสงครามถูกจุดขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง ภายใต้เงาของวอชิงตัน โลกจึงไม่ได้เห็นเพียงขีปนาวุธหรือเสียงไซเรนเตือนภัย หากแต่เห็นภาพซ้ำของบทเรียนที่มนุษยชาติไม่เคยเรียนรู้จริงจัง

บทเรียนในอดีต: จากอิรักสู่วันนี้

ปี 2003 โลกถูกพาเข้าสู่สงครามอิรักภายใต้ข้ออ้างเรื่องอาวุธทำลายล้างสูง คำอธิบายคือ “ภัยคุกคามเชิงป้องกัน” ผลลัพธ์คือรัฐล่มสลาย ความรุนแรงนิกาย การก่อกำเนิดกลุ่มหัวรุนแรง และภูมิภาคที่ปั่นป่วนยาวนานกว่าสองทศวรรษ ความสูญเสียไม่ได้จำกัดอยู่ในพรมแดนประเทศเดียว หากแต่แผ่ขยายเป็นคลื่นกระแทกระบบความมั่นคงทั้งภูมิภาค

Advertisement

คำถามสำคัญคือ เราได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนนั้นหรือไม่

การใช้กำลังทหารก่อนการพิสูจน์ภัยคุกคามอย่างโปร่งใส คือการตัดสินใจที่ผลักโลกเข้าสู่ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง มันทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายระหว่างประเทศ บ่อนเซาะหลักอธิปไตยรัฐ และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสามารถอ้าง “ความจำเป็นด้านความมั่นคง” เพื่อกระทำการที่ข้ามเส้นแดงทางจริยธรรม

ในทางทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ รัฐอาจอ้าง realpolitik และผลประโยชน์แห่งชาติเป็นแกนกลางการตัดสินใจ แต่การเมืองที่ปราศจากศีลธรรมไม่ใช่ความเข้มแข็ง หากคือความล้มเหลวเชิงอารยธรรม

เมื่อมหาอำนาจเลือกใช้กำลังเป็นภาษาแรกของการสื่อสารทางการเมือง มันไม่เพียงส่งสัญญาณถึงศัตรู หากยังส่งสัญญาณถึงโลกว่า บรรทัดฐานสากลสามารถถูกตีความตามอำนาจ มิใช่ตามหลักการ

การสนับสนุนหรือมีบทบาทเบื้องหลังปฏิบัติการโจมตีเชิงรุกในภูมิภาคที่เปราะบางอย่างตะวันออกกลาง คือการเดินหมากที่เดิมพันด้วยชีวิตประชาชนหลายล้านคน ความเสียหายไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานหรือยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่คือความหวาดกลัว ความแตกแยก และความเกลียดชังที่สั่งสมยาวนาน

การเมืองแบบเผชิญหน้าและมรดกของผู้นำ

ภายใต้การนำของ Donald Trump โลกเคยเห็นการถอนตัวจากข้อตกลงพหุภาคีหลายฉบับ การลดทอนบทบาทการทูต และการยกระดับวาทกรรมเผชิญหน้า การเมืองแบบ transactional diplomacy ที่มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านกรอบดีลและแรงกดดัน มากกว่าความไว้วางใจและกลไกสถาบัน

การตัดสินใจที่ทำให้การเจรจานิวเคลียร์หยุดชะงักในอดีต ไม่ได้เพียงเปลี่ยนสมการทางเทคนิคของโครงการนิวเคลียร์ หากยังเปลี่ยนภูมิทัศน์ความเชื่อมั่นระหว่างรัฐ การสั่นคลอนความเชื่อมั่นนี้เองที่ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวทางทหารในวันนี้มีความเสี่ยงทวีคูณ

คำว่าสันติภาพไม่ใช่เพียงคำสวยงามในสุนทรพจน์ มันคือกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทน ความโปร่งใส และการยอมรับว่าความมั่นคงที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดจากการทำลายอีกฝ่ายจนสิ้น

วิกฤตที่มากกว่าสงครามสองรัฐ

หากความขัดแย้งลุกลาม มันจะไม่หยุดอยู่ที่สมรภูมิระหว่าง Iran กับ Israel แต่จะดึงเครือข่ายพันธมิตร กลุ่มติดอาวุธตัวแทน และมหาอำนาจอื่นเข้าสู่เกมที่ไม่มีใครควบคุมได้ทั้งหมด ห่วงโซ่อุปทานพลังงาน การคมนาคมทางอากาศ และเศรษฐกิจโลกจะได้รับแรงสั่นสะเทือนทันที

คำถามจึงไม่ใช่ใครเริ่มก่อน แต่คือใครยอมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว

เสียงเตือนเชิงศีลธรรม

การประณามไม่ใช่เพียงการชี้นิ้ว หากคือการยืนยันว่ามาตรฐานศีลธรรมต้องมีอยู่ในเวทีโลก การใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนพลเรือน คือการละเมิดหลักการพื้นฐานของมนุษยธรรม

หากโลกปล่อยให้ตรรกะการเมืองแบบชิงลงมือก่อนกลายเป็นบรรทัดฐานถาวร วันหนึ่งทุกภูมิภาคจะตกอยู่ในวงจรเดียวกัน ไม่มีรัฐใดปลอดภัยจากตรรกะนั้น เพราะเมื่อบรรทัดฐานถูกทำลาย ทุกฝ่ายสามารถอ้างเหตุผลเดียวกันเพื่อเปิดฉากก่อนเสมอ

สันติภาพไม่เคยเกิดจากการทิ้งระเบิดลงบนความหวาดกลัวของอีกฝ่าย มันเกิดจากความกล้าทางการเมืองที่จะเลือกการเจรจา แม้ในยามที่ความโกรธและแรงกดดันภายในประเทศเรียกร้องให้ใช้กำลัง

ตะวันออกกลางไม่ต้องการบทเรียนซ้ำจากอดีต โลกไม่ต้องการมหาอำนาจที่เลือกอำนาจเหนือหลักการ และมนุษยชาติไม่ควรถูกทำให้ชินชากับเสียงระเบิดในนามของความมั่นคง

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ