การเยือนจีนของ ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในเดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังจากรับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และเป็นทริปที่เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันยุค “Trump 2.0” ท่ามกลางภาวะผู้นำประเทศตะวันตกจำนวนมากกำลังหันมามองจีนมากขึ้น เพื่อใช้เป็นกลไกถ่วงดุลและลดความเสี่ยงจากสหรัฐ เป็นการหาเส้นทางที่สาม แต่ผลลัพธ์ที่ “เมิร์ซ” ได้รับครั้งนี้ค่อนข้างจำกัด เพราะความสำคัญเชิงสัญลักษณ์มีมากกว่าความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในด้านเศรษฐกิจและการค้า
ผู้สังเกตการณ์มองว่า การเยือนจีนของเมิร์ซ คือสัญญาณของการหวนกลับแนวทางปฏิบัตินิยมอีกครั้ง
ท่ามกลางบริบทที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกปรับโครงสร้างใหม่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจเยอรมนีกำลังเผชิญกับการถดถอยซบเซา การเยือนจีนของเมิร์ซจึงมีนัยเป็นความพยายาม กำหนดกรอบความสัมพันธ์จีน-เยอรมนีใหม่ให้กลับมาอยู่บนพื้นฐานของการทูตเชิงปฏิบัติ
ผลที่ได้รับในด้านเศรษฐกิจและการค้าของ “เมิร์ซ” ในครั้งนี้ ถูกประเมินเพียงความสำเร็จ “เชิงสัญลักษณ์” เช่น แผนของฝ่ายจีนจะสั่งซื้อเครื่องบิน Airbus จำนวน 120 ลำ รวมทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อหมูและขาไก่จากเยอรมนี ใช้คำว่า “จะ” ยังมิได้ทำเป็นข้อตกลง ย่อมต้องถือว่า ไม่เป็นนิติกรรมสัญญา
ในประเด็นโครงสร้างที่เยอรมนีให้ความสำคัญเช่น ปัญหากำลังการผลิตเหล็กส่วนเกิน นโยบายเงินอุดหนุน และการจัดหาวัตถุดิบก็ยังไม่บรรลุ นอกจากนี้ รัฐบาลของทั้งสองประเทศก็ยังมิได้ลงนามในสนธิสัญญาที่มีผลผูกพัน ซึ่งถือเป็นจุดหมายสำคัญแห่งความร่วมมือ
กำหนดการของเมิร์ซมีเพียงสองวัน เรื่องที่สำคัญคือเดินทางไปยังศูนย์กลางอำนาจเพื่อพบกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง และเยี่ยมชมศูนย์กลางเทคโนโลยีที่หางโจว ซึ่งถือกันว่าเป็น “ซิลิคอนแวลลีย์จีน” คณะของเขาประกอบด้วยนักธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 30 คน อาทิ Bayer, Mercedes-Benz, BMW และ Adidas ครอบคลุมด้วยอุตสาหกรรมหลักของเยอรมนี คณะได้เยี่ยมชมบริษัทสตาร์ตอัพด้านหุ่นยนต์ที่โด่งดัง จากการปรากฏในงาน China Central Television Spring Festival Gala เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา “เมิร์ซ” สนใจการสาธิตการทำงานของหุ่นยนต์ และประสงค์ที่จะขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ
กรณีเป็นการสะท้อนบรรยากาศคล้ายกับว่านายกรัฐมนตรีของประเทศมหาอำนาจด้านวิศวกรรม
เดินทางมาเยี่ยมชมและเรียนรู้เทคโนโลยีชั้นสูง “Made in China” ทำนองเดียวกัน ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีก็มีความสนใจอย่างยิ่ง และหวังที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนเชิงลึกกับจีนในด้านปัญญาประดิษฐ์ และระบบทำงานอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม “เมิร์ซ” ได้รับฟังการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจภายในของจีน และจุดยืนจีนต่อประเด็นไต้หวันด้วยความสนใจ และจดบันทึกด้วยตนเอง พร้อมทั้งได้ศึกษาเรียนรู้สถานการณ์และสภาพการณ์ที่ช่องแคบไต้หวันตามควรแก่เวลา อันเป็นเหตุให้เขาลดท่าทีเผชิญหน้าและหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นด้านความมั่นคงอีกด้วย
เขาเลือกใช้ท่าทีเป็น “ปฏิบัตินิยม” โดยเบนความสนใจไปที่แก้ไขปัญหาของภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี พร้อมกับหารือกับรัฐบาลจีนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือเชิงลึกในสาขาต่างๆ เป็นต้นว่า พลังงานรูปแบบใหม่ “เมิร์ซ” ถึงกับเรียกตัวเองว่า “พนักงานขายของอุตสาหกรรมเยอรมนี” โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยสนับสนุนและคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัทเยอรมนีที่ประกอบธุรกิจในจีนที่กำลังประสบกับความท้าทาย พร้อมทั้งความหวังดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานของเยอรมนี
“เมิร์ซ” หวังให้การเยือนจีนเป็นการ “กระตุ้นฟื้นฟู” ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ อีกทั้งมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นใหม่” ของความสัมพันธ์จีน-เยอรมนี ท่าทีเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆและเชื่อว่า รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายก็คงจะได้ทำการตกลงฟื้นฟูกลไก “การปรึกษาหารือระหว่างจีน-เยอรมนี” ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2026
ดูประหนึ่งว่า ผลลัพธ์ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ายังค่อนข้างจำกัด ด้วยเหตุนี้สื่อเยอรมนีจำนวนมากจึงวิจารณ์ว่า การเยือนจีนของ “เมิร์ซ” ครั้งนี้ ดุจ “เสียงฟ้าร้องดัง ฝนตกเล็กน้อย”
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน “เมิร์ซ” กำลังนำเยอรมนีเข้าสู่เส้นทางใหม่ของความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นยุคที่จำเป็นต้องละทิ้งภาพลวงตาทางการทูต และหันมารับความเป็นจริง ในกรอบความคิดใหม่ ความสัมพันธ์กับจีนมิใช่ความสัมพันธ์แบบเป็นปฏิปักษ์ แต่เป็นความพยายามที่จะสร้างความพึ่งพาอาศัยที่สามารถบริหารจัดการได้ และมีความยั่งยืนในระยะยาว

