ย้อนไปเมื่อสัก 10 ปีก่อน หากมีใครสักคนลุกขึ้นมาประกาศว่า เพื่อความมั่นคงของประเทศ เราอาจจำเป็นต้องเร่งสร้างกองทัพให้แข็งแกร่งและเสริมกำลังจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย ใครคนนั้นคงถูกกาหัวว่าเป็นพวกคลั่งทหาร อำนาจนิยม ขวาจัดตกยุค
ก็เพราะในช่วงเวลานั้น เราต่างเชื่อกันอย่างจริงจังว่ายุคของการส่งกำลังทหารไปทำศึกรบรากันได้จบลงแล้ว สงครามยุคใหม่ได้เปลี่ยนสมรภูมิไปสู่การห้ำหั่นกันด้วยสงครามการค้า การคว่ำบาตร สงครามไซเบอร์ และการช่วงชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันในเชิงพื้นที่ด้วยอาวุธสงคราม
แต่แล้วความเป็นจริงอันโหดร้ายก็ปรากฏ เมื่อเหตุพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาลุกลามไปสู่การปะทะกันด้วยปฏิบัติการทางทหาร ซ้ำเติมด้วยฝันร้ายในวันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ฉีกทฤษฎีโลกสวยทิ้งจนหมดสิ้น เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบโจมตีเข้าใส่อิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้กลับด้วยกำลังทหารและการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์เหล่านั้นได้กระชากราคาน้ำมันให้พุ่งทะยานและฉุดดัชนีตลาดหุ้นให้ดิ่งเหว อันเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่สุดว่าสงครามแบบดั้งเดิมไม่เคยหายไปไหน ซ้ำยังเป็นส่วนเสริมอันแข็งแกร่งซึ่งกันและกันให้กับสงครามการค้า สมรภูมิไซเบอร์ และสนามรบทางเทคโนโลยีอีกด้วย ในวันนี้คงไม่มีผู้ใดกล้าพูดคัดค้านได้เต็มปาก หากมีใครเสนอเรื่องการเสริมเขี้ยวเล็บความมั่นคงทางการทหารและการจัดซื้อหรืออัพเกรดอาวุธสงครามอีกต่อไป
เช่นเดียวกัน เมื่อย้อนไปไม่กี่ปีมานี้ หากมีผู้ชายคนไหนกล้าหลุดปากกล่าวว่า “ภรรยาควรเคารพและเชื่อฟังสามี” เขาคงถูกแห่หัวไปจัดแสดงไว้ในศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ แต่แล้วล่าสุด จากการสำรวจระดับโลกโดย Ipsos ร่วมกับ King’s College London ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 ระบุตัวเลขที่หักปากกาเซียนว่า ผู้ชาย “Gen Z” ร่วมร้อยละ 31 กลับเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดที่ว่า “ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ชายรุ่นปู่ หรือ Baby Boomer เสียอีก แม้ว่าฝ่ายหญิงใน Gen เดียวกันจะยังไม่ค่อยยอมรับแนวคิดนี้ก็ตาม
หากเราลองย้อนกลับไปอ่านนิยาย หรือดูภาพยนตร์ไซไฟแนวดิสโทเปียในช่วงยุค 40 ถึง 90 คงจะนึกออกว่าภาพจำที่สะท้อนความหวาดกลัว “อำนาจรัฐ” ของผู้คนในยุคนั้น คือการต้องทนอาศัยอยู่ในสังคมที่มี “กล้อง” หรือดวงตาของรัฐคอยสอดแนมและติดตามอยู่ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่นิยายเรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์
ทว่านับแต่ก้าวเข้าสู่ยุค 2000 เป็นต้นมา เมื่อเรามีเทคโนโลยีกล้องวงจรปิด (CCTV) แพร่หลายและใช้งานจริง จนกลายมาเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของเมืองใหญ่ เรื่องกลายเป็นว่าเรากลับรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจกว่ามากเมื่อรู้ว่ามีเลนส์จากกล้องซึ่งเป็นเหมือน “ดวงตาของรัฐ” คอยบันทึกภาพบนท้องถนน ในทางตรงกันข้าม หากเราต้องเดินเข้าไปในพื้นที่สาธารณะแล้วหันไปไม่พบกล้องวงจรปิด นั่นต่างหากที่จะเริ่มรู้สึกเสียขวัญ กลายเป็นตลกร้ายว่าสิ่งซึ่งอดีตเคยจินตนาการว่าจะเป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพ กลับกลายมาเป็นอุปกรณ์ป้องกันที่เราโหยหา
จากตัวอย่างทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าอนาคตที่คาดการณ์ผิดพลาด อาจเกิดได้จากกลไกหลักสองประการ ประการแรกคือ “ปรากฏการณ์ลูกตุ้ม” ของสังคม ที่เมื่อค่านิยมหรือความเชื่อถูกเหวี่ยงไปสุดทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนถึงจุดอิ่มตัว ในที่สุดมันก็ย่อมสะสมแรงเหวี่ยงและตีกลับมายังทิศทางตรงกันข้าม เช่น การสนับสนุนวาระแห่งความเท่าเทียมเกินไป กลับสร้างกลุ่ม “ชายแทร่” ขึ้นมา ประการที่สองคือ จินตนาการที่ผิดพลาดเพราะยังไม่เคยประสบกับสิ่งนั้นโดยแท้จริง เมื่อเราต้องประเมินเทคโนโลยีหรือสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง เรามักจะคาดเดาผลลัพธ์ผ่านแว่นตาของความหวาดกลัว หรือความคาดหวัง เช่นกรณีของ “กล้องวงจรปิด”
เลยอยากลองชวนคิดเล่นๆ ว่า แล้วในบริบทของโลกปัจจุบัน มีอะไรอีกบ้างที่เราอาจจะได้เห็นในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งในสองเหตุนี้
เรื่องแรกที่ขอทายไว้คือ “การ (อาจ) กลับมาของนิตยสาร”
ย้อนกลับไปในยุคที่ eBook เริ่มเข้ามามีบทบาทและเติบโตอย่างก้าวกระโดด นักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่านี่คือจุดจบของหนังสือกระดาษ แต่แล้วก็ปรากฏว่าจากข้อมูลการสำรวจตลาดหนังสือในต่างประเทศช่วงปี 2023-2024 ที่ผ่านมา กลับชี้ให้เห็นตัวเลขที่หักล้างคำทำนายนั้น หนังสือเล่มยังคงครองสัดส่วนยอดขายตลาดรวมได้สูงกว่า eBook สำหรับในประเทศไทยนั้นก็ปรากฏว่างานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่จัดกันสองครั้งต่อปี ก็ปรากฏว่ามียอดผู้เข้าเดินซื้อหนังสือในงานมากขึ้น และยอดขายหนังสือก็เพิ่มสูงขึ้นทุกปีเช่นกัน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่า ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ยังคงโหยหา “สัมผัสทางกายภาพ” ความละเมียดละไม และความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่ผ่านกระบวนการบรรณาธิการมาอย่างเข้มข้น
หากสำหรับวงการนิตยสารในประเทศไทยนั้นอาจต้องยอมรับว่าได้ตายจากไปแล้วโดยสมบูรณ์ แต่ถึงอย่างนั้น แต่เราลองตั้งสมมุติฐานด้วยปรากฏการณ์ลูกตุ้ม นิตยสารก็มีสิทธิที่จะถูกเหวี่ยงกลับมาเกิดใหม่ได้เช่นกัน
เพราะจุดแข็งที่แท้จริงของนิตยสารไม่ใช่ตัวเล่มกระดาษทางกายภาพ แต่อยู่ที่กระบวนการทำงานเป็นทีมกองบรรณาธิการที่กลั่นกรองความน่าเชื่อถือและศิลปะในการร้อยเรียงเนื้อหาทั้งหมดให้อยู่ภายใต้ธีมเดียวกันทั้งฉบับอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นประสบการณ์การอ่านและเสพที่ข่าวออนไลน์แบบแยกส่วนในสื่อออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่สื่อสังคมออนไลน์กำลังเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือ เต็มไปด้วยข่าวปลอม และทะลักล้นไปด้วยเนื้อหาขยะที่สร้างทั้งข้อความและภาพประกอบจาก AI ที่มีสูตรสำเร็จเนื้อหาและหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมด
ไม่แน่ว่าหากถึงจุดที่ฟองสบู่เนื้อหาขยะเหล่านั้นระเบิดออก พร้อมกับที่มีสื่อซึ่งมีจิตวิญญาณแบบ “นิตยสาร” รุ่นเก่าที่ทำงานอย่างประณีต มี “ธีม” ชัดเจนและ “ทีม” ผู้เป็นมืออาชีพ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า ในจุดนั้น “นิตยสารในรูปแบบใหม่” อาจจะกลับมาแม้อาจไม่ได้กลับมาในรูปแบบของรูปเล่มกระดาษ เพียงแต่จะวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ได้อย่างไรก็สุดจินตนาการ
เรื่องต่อมาคือ ความเชื่อ หรือค่านิยมที่มีความเป็นไปได้ที่จะพลิกกลับทาง คือเรื่องของ “เสรีภาพในการแสดงออกในที่สาธารณะ”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา โลกยุคใหม่ต่างยึดถือคุณค่าของเสรีภาพโดยเชื่อมั่นว่ารัฐควรเข้ามาแทรกแซงการใช้ชีวิต หรือยุ่มย่ามกับการแสดงออกต่อสาธารณะของเราน้อยที่สุด ตราบใดที่ไม่ได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานแสนเรียบง่ายที่ว่ามนุษย์มีสติสัมปชัญญะและมีความเกรงกลัวต่อการถูกสังคมประณาม เราจึงเชื่อว่าคงไม่มีใครลุกขึ้นมาทำเรื่องอุตริพิสดารเพื่อรบกวนผู้อื่น เพราะมันหาได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย
แต่โลกยุคโซเชียลมีเดียได้ทำลายสมมุติฐานนั้นลงสิ้น เมื่อการก่อกวนสังคมสามารถเปลี่ยนเป็นเงินตราได้มหาศาลผ่านการสตรีมมิงแบบก่อกวน (Nuisance Streaming) ครีเอเตอร์เหล่านี้ได้ค้นพบช่องทางทำกินที่ว่า ยิ่งทำตัวน่ารังเกียจ สังคมยิ่งด่าทอ ยอดวิวก็ยิ่งพุ่งกระฉูด และนั้นก็แปรมาเป็น “ผลประโยชน์” ที่คุ้มค่าเกินกว่าจะมานั่งใส่ใจจริยธรรมการอยู่ร่วมกัน หรือคุ้มค่าแม้แต่การยอมเสียค่าปรับหรือถูกลงโทษเล็กๆ น้อยๆ ในความผิดลหุโทษ
อาจป็นไปได้เช่นกันที่ในอนาคตอันใกล้ ลูกตุ้มแห่งความไม่พอใจในสังคมอาจเหวี่ยงกลับไปถึงจุดที่ประชาชนยินยอมพร้อมใจให้รัฐเข้ามาจำกัดเสรีภาพต่อสาธารณะเพื่อแลกกับความสงบสุขในพื้นที่เหล่านั้นกลับคืนมา เราอาจได้เห็นกฎหมายที่คนยุคนี้อาจมองว่าลิดรอนสิทธิอย่างคาดไม่ถึงเพราะสังคมหมดความอดทนกับเสรีภาพที่ไร้ความรับผิดชอบอีกต่อไป เช่น การเปิดเพลงเสียงดังบนระบบรถไฟฟ้า อาจจะมีโทษจำคุกเป็นปี หรือปรับเป็นแสนๆ บาท
ทั้งนี้ รวมถึงแนวคิดเรื่องการลงโทษที่รุนแรงเพื่อ “แก้แค้นทดแทน” (Punishment) แม้แต่โทษประหารในบางประเทศที่ยกเลิกไปแล้วก็อาจถูกเรียกร้องกลับมา เนื่องจากรูปแบบอาชญากรรมที่รุนแรงสะเทือนขวัญมากขึ้นจากสภาพสังคมที่ซับซ้อนเสียจนแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วในแทบทุกด้าน ก็ยังอาจจะทำใจได้ยากขึ้นที่จะยอมรับว่าอาชญากรคือความบกพร่องร่วมกันของสังคมที่จะต้องช่วยกันแก้ไขปรับพฤติกรรม (Correction) ผ่านกระบวนการราชทัณฑ์
ส่วนข้อสุดท้ายนี้อาจจะท้าทายนิดหน่อย อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เราอาจคาดไม่ถึง คือการหวนคืนสู่ “ศาสนาแบบดั้งเดิมเชิงสถาบัน” ในศาสนาหลักเก่าแก่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือซิกข์
แม้ว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะหันหลังให้กับศาสนาหลัก สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการถูกตีกรอบบังคับให้นับถือตั้งแต่กำเนิดโดยไม่เต็มใจ การถูกครอบงำผ่านระบบการศึกษาและบรรทัดฐานทางสังคมจนเกิดเป็นกระแสต่อต้าน ประกอบกับภาพลักษณ์อันเสื่อมเสียขององค์กรศาสนาและนักบวชที่ปรากฏให้เห็นแทบทุกศาสนาความเชื่อ ทำให้ผู้คนหันไปพึ่งพาแนวคิดทางจิตวิญญาณแบบไม่อิงศาสนา ไม่ว่าจะในเชิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบเลือกได้ตามสะดวก เช่น กระแสการ “มูเตลู” หรือที่ออกแนวจิตวิทยา เช่น กฎแห่งแรงดึงดูด พลังงานจักรวาล หรือการดูแลจิตใจผ่านการทำสมาธิเจริญสติที่ถูกปรับเปลี่ยนคำศัพท์ใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นอายของศาสนาเดิม
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกตุ้มแห่งความเชื่อนี้ก็เริ่มสั่นคลอน ผู้คนเริ่มตระหนักว่าแนวคิดทางจิตวิญญาณยุคใหม่เหล่านี้มักจะเลื่อนลอยจนเกินไป บางครั้งคำสอนยังขัดแย้งกันเอง หรือในที่สุดก็เป็นเพียงการบูชาเทพเจ้าที่เพิ่งสร้าง หรือสืบไปสืบมาเป็นแค่ภูตผีมิใช่เทพ หนำซ้ำเมื่อเกิดการหาผลประโยชน์จากกูรู หรือไลฟ์โค้ช แม้จะไม่ต่างจากการนำเงินบริจาคของญาติโยมหรือศิษยานุศิษย์ไปใช้แสวงสุขส่วนตัวเหมือนที่เคยเกิดในศาสนารูปแบบดั้งเดิม แต่มันกลับสร้างความรู้สึกเจ็บใจและถูกหักหลังได้มากกว่าอย่างบอกไม่ถูกเพราะเหมือนหนีเสือปะจระเข้
ความเหนื่อยล้าจากความเชื่อที่ไร้รากฐานนี้เอง ที่อาจผลักดันให้สังคมหันกลับมาหาศาสนาแบบดั้งเดิมอีกครั้ง เพราะไม่ว่าองค์กรศาสนาจะมีข้อบกพร่องอย่างไร แต่แก่นแท้ของคำสอนก็ทนทานต่อการถูกพิสูจน์และวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วไม่ต่ำกว่าพันปี ยิ่งไปกว่านั้น มันยังซ่อนความโรแมนติกอันลึกซึ้งเอาไว้ เพราะในวินาทีที่เรากำลังสวดมนต์บทหนึ่ง หรืออ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สักหน้า เรากำลังเปล่งเสียงและรับรู้ข้อความเดียวกับที่มนุษย์เมื่อพันกว่าปีก่อนได้เคยอ่านและส่งต่อสืบทอดกันมา ซึ่งเป็นความมั่นคงทางจิตใจที่ลัทธิเกิดใหม่ไม่อาจทดแทนได้ หรือถ้าไหนๆ ก็จะไหว้ “เทพเจ้า” อยู่แล้ว การไหว้พระเจ้าที่คนเกินครึ่งโลกเชื่อว่าทรงเป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก หรือเทพเจ้าอายุนับพันปีก็น่าจะเป็นมงคลกว่า
ทั้งหมดนี้คืออนาคตที่ดูขัดกับความเป็นไปได้ หรือแนวโน้มที่น่าจะเป็นในปัจจุบัน แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเป็นไปได้ เหมือนที่ใครมาบอกคุณในวันนี้เมื่อเดือนที่แล้วว่าน้ำมันอาจจะขาดแคลน ยุคที่คุยกับแฟนยังต้องดับไฟอาจจะกลับมา ในวันนั้นก็น่าจะเชื่อยากอยู่เหมือนกัน

