หน้าแรก บทความ ม้าอารี?

ม้าอารี?

19.03.26 | 11:08 น.
ม้าอารี กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศวันที่ 3 ธันวาคม

กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย มีสิทธิได้รับการศึกษาในประเทศไทยฟรี เท่ากับเด็กไทย

ประกาศที่ว่านี้ ถ้าออกมาก่อนหน้านี้ คงมีรายการทัวร์ลง กระหน่ำใส่กระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลขนานใหญ่ ทั้งๆ ที่แรงงานต่างชาติไม่มากเท่าปัจจุบัน

แต่พอมาออกในยุคที่ไทยเต็มไปด้วยแรงงานต่างด้าว ผู้อพยพลี้ภัยจำนวนมาก ทัวร์ลงกลับไม่ร้อนแรง ถึงขั้นทำให้เกิดการทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญใหม่ได้

เหตุเพราะกระแสสิทธิมนุษยชน มนุษยนิยม ขึ้นสูง ทานกระแสชาตินิยม อะไรทำนองนั้น

อย่างไรก็ตาม มีมุมมองต่อเรื่องนี้ที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษา ควรรับฟัง นำไปขบคิดพิจารณาอย่างยิ่ง

Advertisement

หลังจากผมสะท้อนทรรศนะ เรื่องการศึกษาไร้พรมแดน ความรักมาก่อนความรู้ เมื่อสัปดาห์ก่อน มีผู้เสนอมุมมองอีกด้านให้คิด สองท่าน

ท่านแรก คุณวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ อดีตวุฒิสมาชิก กรรมการอำนวยการวิทยาลัยการศึกษาและการจัดการทางทะเล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐโมซัมบิก ประจำประเทศไทย สะท้อนคิดในบทความเรื่อง สิทธิมนุษยชนที่คนไทยไม่ได้เลือก เมื่อภาษีคนในชาติ กลายเป็นสวัสดิการฟรีของคนต่างด้าว

น่าอ่านมากทีเดียวครับ เปิดเว็บกูเกิล ใส่ชื่อผู้เขียน นอกจากได้อ่านบทความนี้แล้ว ยังมีอีกหลากหลายชิ้นที่คุณวิชาญเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวที่ถนัด ปัญหาประมงไทย-สากล

เฉพาะเรื่องต่างด้าวเรียนฟรี คุณวิชาญเน้นย้ำว่า “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 4 ความที่ว่า รัฐภาคีจะต้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ตามทรัพยากรที่มีอยู่”

ขีดเส้นใต้ เท่าที่จะทำได้ตามทรัพยากรที่มีอยู่ นั่นหมายความว่ารัฐไทยจะทำได้ แต่เป็นไปตามทรัพยากร (งบประมาณ) ที่ประเทศไทยมีอยู่

ไม่ได้หมายความว่า บังคับให้ประเทศไทยต้องให้ฟรีไปหมด กับเด็กต่างชาติ ทุกคน ทุกชาติ

กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้บังคับ ให้รัฐต้องแบกรับสวัสดิการคนต่างชาติเท่าคนไทย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เป็นกฎหมายไทย ใช้บังคับกับคนไทย

ประเทศไทยไม่ควรเป็นม้าอารี แบกรับสวัสดิการให้แก่คนทั้งโลกโดยไม่คำนึงถึงขีดความสามารถของตนเอง ไม่ใช่เครื่องหมายของอารยประเทศที่เจริญแล้ว

แต่คือสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากรชาติ

รัฐบาลต้องตระหนักว่า ภาษีของประชาชน มีไว้เพื่อสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนในชาติเป็นอันดับแรก

ความเมตตาต้องมาพร้อมกับวินัยทางการเงินการคลัง และสิทธิมนุษยชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเบียดเบียนเจ้าของประเทศ

เงินทุกบาทที่รั่วไหลไปกับนโยบาย “ใจดีเกินฐานะ” คือเงินที่ควรจะนำมาใช้ในการปฏิรูประบบการศึกษา ระบบสาธารณสุขและสวัสดิการต่างๆ ที่ยั่งยืนและเพียงพอของคนไทยอย่างจริงจังเสียที

ครับ รับฟังท่านแรกแล้ว ฟังความคิดอีกท่าน ท่านที่สองเป็นครูอาวุโส ผ่านประสบการณ์ปฏิบัติการสอน อบรม แนะนำ ดูแลศิษย์ มาตลอดชีวิตจนเกษียณ

ครูสะท้อนมาอย่างนี้ อ่านเรื่องการศึกษาไร้พรมแดน ความรักมาก่อนความรู้แล้ว เห็นด้วยครึ่งไม่เห็นด้วยครึ่ง

เข้าใจว่าเป็นอุดมคติ และจะดีมากถ้าจะเป็นจริงได้

เห็นด้วยที่จะจัดการศึกษาให้เด็กทุกคนอย่างเหมาะสม และควรมีหลักสูตรที่เหมาะกับผู้เรียน

พูดถึงเรื่องการจัดการศึกษาให้เด็กต่างด้าวที่จำเป็นต้องมาเกิดหรือมาอยู่ในเมืองไทย เรียนและเรียนร่วมกับเด็กไทย ในการศึกษาภาคบังคับ ก็ควรจะมีหลักสูตรพิเศษที่เด็กไทยและเด็กต่างด้าวจะได้เรียนรู้ อย่างเหมาะสมและได้ประโยชน์เสมอกัน

เด็กๆ ต้องได้เรียนวิชาที่จำเป็นในการใช้ชีวิต เน้นเรื่องหน้าที่ พลเมือง ศีลธรรม ภาษาและประวัติศาสตร์

เด็กต่างด้าวต้องเรียนภาษาไทยและเด็กไทยก็ควรได้เรียนภาษาของเด็กต่างด้าวที่ร่วมชั้นเรียน

เด็กทุกคนต้องได้เรียนภาษาอังกฤษด้วย

คิดถึงเรื่องการศึกษาแล้วเหนื่อยใจ ก็อย่างที่รู้กันอยู่และอยู่ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่า สักวันหนึ่งจะมีการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง

เป็นการศึกษาที่ทำคนให้เป็นคน ซึ่งจะมีผลให้บ้านเมืองมีประชากรที่มีคุณภาพ

ต้องยอมรับว่าโอกาสทางการศึกษาย่อมแตกต่างกันตามฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม แม้รัฐบาลจะจัดให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับทั่วถึงกันตามรัฐธรรมนูญก็ตาม

ฟังความเห็นสองคน สองมุมแล้ว รอติดตามกันต่อไปครับว่า รัฐบาลใหม่จะนำเรื่องสวัสดิการสังคมระหว่างคนไทยกับต่างชาติ ขึ้นมาพิจารณากำหนดนโยบายที่ถูกต้องอย่างไร หรือไม่