ผลการเสี่ยงทายในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปรากฏว่า ปีนี้น้ำจะพอดี ข้าวกล้าได้ผลบริบูรณ์ ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร และมังสาหารอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับการเริ่มดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2559-2579 โดยมีแผนแม่บทที่สำคัญในด้านต่างๆ ได้แก่ คมนาคมขนส่ง พลังงาน บริหารจัดการน้ำ พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 9 กลุ่มที่จะต้องจัดทำแผนพัฒนาภายในปี 2560 คือ ยานยนต์แห่งอนาคต หุ่นยนต์อุตสาหกรรม การเกษตรและอาหาร การบิน ไบโอชีวภาพ สิ่งทอและไลฟ์สไตล์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เครื่องมือการแพทย์ และอุตสาหกรรม
ดิจิทัล
ข้อมูลข้างต้นนี้คงจะทำให้คนไทยทั่วไปเกิดความสบายใจบ้างไม่มากก็น้อย เพราะคนไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร การได้เริ่มต้นปีการเพาะปลูกที่ดีจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ และการเริ่มลงมือปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเกิดความมั่นใจในการที่จะร่วมมือกันทำงานให้บรรลุผลตามแผนที่วางไว้
หากแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ประสบผลสำเร็จ คนไทยในอนาคตซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าคนไทยในยุคดิจิทัล น่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในหลายด้าน การเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกมากขึ้น ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายน้อยลง ปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม รถติดในเมืองน้อยลง เพราะมีระบบเครือข่ายขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น พลังงานที่จำเป็นในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟฟ้ามีราคาที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและประเทศมีความมั่นคงทางด้านพลังงาน มีการบริหารจัดการน้ำที่ดี ทั้งน้ำเสียและน้ำดี ทำให้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ต่างๆ ลดลง พื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะปัจจัยความเสี่ยงในการทำเกษตรกรรมลดลง กล่าวในภาพรวมได้ว่า คนไทยจะมีรายได้มากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม
แต่การพัฒนาที่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นทางด้านกายภาพเพียงอย่างเดียว ไม่น่าจะเพียงพอ สุขภาพของคนในสังคมน่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญของคุณภาพชีวิตที่จะต้องยกระดับให้เท่าเทียมกับนานาอารยประเทศด้วย จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ มาบังคับใช้ หรือหากมีระเบียบอยู่แล้วขอให้เพิ่มมาตรการในการบังคับใช้ให้เห็นผลในเรื่องต่างๆ ดังนี้
-พืช ผัก ผลไม้ ตลอดจนเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในประเทศ จะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยในเรื่องต่างๆ ในระดับเดียวกับที่นำส่งไปขายต่างประเทศ
-กำหนดมาตรฐานของตลาดสด เพื่อให้มีความสะอาด สะดวก ปลอดภัย และถูกสุขอนามัย
-เนื้อสัตว์ที่วางขายในที่ต่างๆ จะต้องนำใส่ไว้ในภาชนะหรือตู้แช่ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เพื่อป้องกันการเน่าเสีย
-กำหนดมาตรฐานของรถขนถ่ายอาหาร (Catering) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการรับจัดเลี้ยงโต๊ะจีนนอกสถานที่
-กำหนดมาตรฐานของร้านอาหาร รถขายอาหาร และรถเข็นขายอาหาร
-ควรมีมาตรการตรวจสอบในช่วงเวลาต่างๆ ในกรณีของร้านขายอาหารที่ทำอาหารสำเร็จรูปแล้ว เช่น ร้านขายข้าวแกง เป็นต้น
ถ้ามีการเข้มงวดกวดขันในเรื่องเหล่านี้
ผลที่ตามมาจะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี ค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่จะต้องดูแลรักษาประชาชนผ่านโครงการต่างๆ จะลดลง เพราะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ค่าใช้จ่ายในการป้องกันถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และการท่องเที่ยวก็จะได้รับผลพลอยได้จากมาตรการเหล่านี้ด้วย เนื่องจากผลการสำรวจของมาสเตอร์การ์ดในปี 2559 กรุงเทพฯเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมากที่สุด 19.3 ล้านคน (จาก 171 เมืองของเอเชียและแปซิฟิก) โดยภูเก็ตติดอันดับ 6 และพัทยาอันดับ 8 ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ติดใจร้านอาหารประเภทสตรีท ฟู้ด (ที่กำลังได้รับการส่งเสริมในด้านต่างๆ) และตลาดสด ซึ่งหากได้รับการปรับปรุงดูแลให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ดีขึ้น ก็จะยิ่งเป็นการเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศของเราเพิ่มมากขึ้น
แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี จะสำเร็จได้ จะต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันในทุกภาคส่วน มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและติดตามการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศของเราก้าวข้ามสถานะในปัจจุบันไปสู่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การที่คนไทยในยุคดิจิทัลจะมีคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ดีขึ้นกว่าเดิม

