เมือง Davos ยังดำรงอยู่
แต่ฉันทมติของพันธมิตรประเทศตะวันตกล่มสลายแล้ว
การประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก ปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม พ.ศ.2569 ณ เมืองดาวอส ประเทศ
สวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวทีระดับโลกที่รวมผู้นำทั้งทางรัฐบาล ภาคธุรกิจ และองค์กรต่างๆ กว่า 3,000 คน เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ เรื่อง AI และภูมิรัฐศาสตร์โลก ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์ที่สลับซับซ้อนยิ่งในช่วงหลายสิบปีมานี้ การประชุมครั้งนี้ได้ศึกษาพิจารณาหัวข้อหลักเรื่อง “จิตวิญญาณแห่งการสนทนาที่เปิดกว้าง” (A Spirit of Dialogue) เพื่อสร้างความร่วมมือและหาทางออกร่วมกันในยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์อย่างแยกไม่ออก ผู้นำองค์กรต่างๆ ทั่วโลกได้ศึกษาพิจารณาประเด็นหลักดังนี้ การแข่งขันพลังงานสะอาด ผลกระทบของ AI และ Robotics ที่มีผลต่อเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
พลเมืองโลกจะดำเนินความร่วมมืออย่างไร ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเช่นนี้ และท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งของภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างทางสังคม การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ได้กลายเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกในปี 2026 แนวคิดดั้งเดิมด้านความมั่นคงและอธิปไตยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งหมายความว่าโลกจำเป็นต้องสร้างกลไกความร่วมมือรูปแบบใหม่โดยเร่งด่วน ความไว้วางใจคือรากฐานสำคัญในการรักษาและกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันองค์กรระหว่างประเทศและการเมืองโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นที่ลดลง ซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถของประชาคมโลกในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน เช่น ความเลื่อมล้ำ ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
นายเหอลี่เฟิง (He Lifeng) รองนายกรัฐมนตรีจีน ระบุว่า “แนวทางที่ถูกต้องและเป็นทางออกเดียวที่ควรจะเป็น คือ การร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านการหารือ เพื่อนำพากระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง” นางเออร์ ซูลา เดอร์ เลเยน (Ursula von der Leyen) ประธานคณะกรรมการยุโรป ระบุว่า “เราไม่เพียงแต่ต้องรักษาการหารือกับพันธมิตรและมิตรประเทศเท่านั้น แต่ในยามที่จำเป็นเรายังต้องมีการสื่อสารกับฝ่ายตรงกันข้ามด้วยเช่นกัน” มาร์ค โจเซฟ คาร์นีย์ (Mark Joseph Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อที่ว่า “การแข่งขันของประเทศมหาอำนาจกับพลังของผู้ที่ไร้สิทธิ” มาร์ค คาร์นีย์ กล่าวว่า “การทำความเข้าใจในวิถีการขับเคลื่อนโลก การชื่นชมในพหุวัฒนธรรม และการมีวิสัยทัศน์ที่เจาะลึกถึงความเชื่อมโยงอันซับซ้อนระหว่างเทคโนโลยี การค้า การลงทุน และวัฒนธรรมระดับโลกนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตของเราให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น แต่ยังมีส่วนช่วยสำคัญในการแก้ไขปัญหาในหลากหลายมิติด้วย” มาร์ค คาร์นีย์ ได้เปิดเผยถึงปัญหาสภาพความลำบากยากแค้นของประเทศเสรีประชาธิปไตยตะวันตกในปัจจุบัน ด้วยวาจาที่ร้อนแรงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งเขาได้ระบุว่า “ระเบียบโลกที่ยึดตามกฎเกณฑ์เดิมที่เคยครอบงำโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับยุคแห่งความแตกแยกจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศมหาอำนาจมักใช้บทละครเดิมๆ นั่นคือการประกาศตนว่าเป็นประทีปแห่งเสรีประชาธิปไตย จากนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์การ
กระทําของประเทศอื่น พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการบางอย่าง แต่ทว่าคำมั่นสัญญาเหล่านั้น กลับไม่เคยทำให้เป็นจริงเลย” ซึ่ง “ประเทศมหาอำนาจ” ในที่นี้หมายถึงอเมริกาอย่างเด่นชัด มาร์ค คาร์นีย์ ยังได้เปิดโปงวิธีที่ประเทศมหาอำนาจใช้อิทธิพลจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ในการกดขี่ผู้อื่น เช่น การใช้กำแพงภาษีเป็นเบี้ยเพื่อต่อรอง และการใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดอ่อนเพื่อเล่นงาน ส่งผลให้ทุกประเทศต้องตกอยู่ในสภาวะที่ขาดความมั่นคง มาร์ค คาร์นีย์ ระบุว่า การเอารัดเอาเปรียบจากการใช้อำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้ ไม่มีขีดจำกัด และไม่มีความเกรงใจ แม้กระทั่งการดีเบตในพรรคของทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับริกันเองก็ตาม มาร์ค คาร์นีย์ ยังได้เปิดโปงอีกว่า ประเทศมหาอำนาจทำลายชื่อเสียงขององค์กรพหุภาคีอย่างไร โดยระบุว่าองค์กรอย่าง WTO และสหประชาชาติในปัจจุบัน อยู่ในสภาวะเป็นอัมพาต ทั้งนี้ เป็นเพราะประเทศมหาอำนาจต้องการให้คนทั้งโลกยอมสยบอยู่ภายใต้อำนาจของตนแต่เพียงผู้เดียว สุดท้ายนี้ มาร์ค คาร์นีย์ เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยระบุว่าแคนาดากำลังลงทุนอย่างหนักเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของตนเอง ซึ่งรวมถึงการลดภาษี การลงทุนมหาศาลในด้าน AI และแร่ธาตุที่สำคัญ ตลอดจนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็นสองเท่า และในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แคนาดากำลังดำเนินนโยบายที่หลากหลาย โดยไม่เพียงแต่รักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังได้ลงนามใน “แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-แคนาดา” (China Canada Economic and Trade Cooperation Roadmap) อีกด้วย
สุดท้ายนี้ นายมาร์ค คาร์นีย์ได้สรุปไว้ประโยคหนึ่งว่า “หากเราไม่ร่วมโต๊ะเจรจา เราก็จะเป็นเพียงรายการอาหารบนเมนู” นอกจากนี้ มาร์ค คาร์นีย์ยังเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีให้เป็นหนึ่งเดียวกันนั้น ไม่สามารถทำได้โดยการใช้การออกคำสั่งบังคับ หรือการผนวกดึงมาเป็นบริวาร แต่จะต้องอาศัยพันธมิตรในรูปแบบ “Variable Geometry” (ความร่วมมือที่ยืดหยุ่นตามความเหมาะสม) คำปราศรัยของมาร์ค คาร์นีย์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงอะไร? สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าพันธมิตรแห่งฉันทมติลัทธิฝ่ายเดียว (Unilateralism) ของกลุ่มประเทศตะวันตก ที่นำโดยสหรัฐอเมริกานั้น กำลังแตกสลายลง ในขณะที่การประชุมดาวอส (Davos) ประจำปี 2026 ยังไม่ทันสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ เหล่าพันธมิตรตะวันตกต่างก็เริ่มตบเท้าเดินออกจากที่ประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน นี่ไม่ใช่เพียงการผิดนัดทางการทูตธรรมดา แต่มันคือ “การ Walk out” ที่มีการจัดตั้ง มีความเข้าใจตรงกัน และเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน หากจะสรุปด้วยประโยคเดียวก็คือ ดาวอสยังคงอยู่ แต่ฉันทมติของโลกตะวันตกได้แตกสลายแล้ว
จากที่กล่าวมาข้างต้น ชาวโลกย่อมมองเห็นได้ไม่ยากว่านโยบายต่างประเทศและนโยบายด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่มีต่อสหภาพยุโรป (EU) นั้น เป็นนโยบายแบบลัทธิครองความเป็นเจ้า (Hegemonism) ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา โดยยึดผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของชาติ ภายใต้หลักการ “สหรัฐต้องมาก่อน” (America First) และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) จำเป็นต้องให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการทำให้ “อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ “ยุโรปกลับมายากจนอีกครั้ง” และจะทำให้แคนาดากลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงทำให้เดนมาร์กเล็กลงไปอีก
เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศจะเข้ายึดครองเกาะกรีนแลนด์โดยใช้กำลัง เหล่าพันธมิตรในยุโรปต่างรู้สึกสะเทือนใจและสิ้นหวังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อผลประโยชน์ขัดกันระหว่างชาติตะวันตกและมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เหล่าพันธมิตรจึงเริ่มตีตัวออกห่าง และโครงสร้างระบบพันธมิตรของอเมริกาก็เริ่มแตกสลายลง
รศ.นรชาติ วัง
สำนักวิชาจีนวิทยา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

