หน้าแรก บทความ ข้อคิดเห็นต่อ...

ข้อคิดเห็นต่อกฎหมายใหม่ บังคับให้อาคารต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย

21.03.26 | 10:53 น.

ข้อคิดเห็นต่อกฎหมายใหม่ กรณีบังคับให้อาคารต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย

จากประกาศกรมควบคุมมลพิษที่กำหนดให้อาคารซึ่งก่อให้เกิดน้ำเสียต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย โดยจะเริ่มบังคับใช้บางส่วนในเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 (https://epc.pcd.go.th/pdf/law3.pdf) หลายฝ่ายโดยเฉพาะผู้เดินระบบ (operator) และผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย คงมองว่ากฎหมายนี้เป็นเรื่องดี เพราะเพิ่มโอกาสการจ้างงานและรายได้ และดูเหมือนจะช่วยให้การบำบัดน้ำเสียในอาคารมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะมีผู้รู้มาดำเนินงานให้

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมเชิงระบบ คำถามสำคัญคือ อาคารโดยเฉพาะในเขตเมืองควรต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียของตนเองหรือไม่ เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้ จำเป็นต้องอธิบายความแตกต่างระหว่าง ก) ระบบบำบัดน้ำเสียแบบรวมศูนย์ (centralized wastewater treatment system) ซึ่งรวบรวมน้ำเสียจากชุมชนหรือเมืองผ่านระบบท่อไปบำบัดที่โรงบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง กับ ข) ระบบบำบัดน้ำเสียแบบของใครของมัน (individual wastewater treatment system) ซึ่งบำบัดน้ำเสียภายในอาคารหรือสถานประกอบการแต่ละแห่ง

ในเขตเมืองที่มีที่อยู่อาศัยและอาคารหนาแน่น ระบบบำบัดน้ำเสียแบบรวมศูนย์มักมีความเหมาะสมและความคุ้มทุนในด้านราคามากกว่า อีกทั้งยังสามารถควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพในการบำบัดฯ ได้ดีกว่า โดยใช้ผู้ควบคุมระบบฯ ที่มีความรู้และประสบการณ์เฉพาะทางเพียงกลุ่มเดียว ในขณะที่ระบบบำบัดน้ำเสียแบบของใครของมันหรือไม่รวมศูนย์ (decentralized system) จะใช้กับแหล่งกำเนิดน้ำเสียที่มีการกระจายตัวหรืออยู่ห่างไกลกัน ไม่คุ้มต่อการสร้างระบบท่อรวบรวมน้ำเสีย รวมทั้งต้องมีผู้ควบคุมระบบน้ำเสียของตนเองอีกด้วย

ในภาพใหญ่ของประเทศ ปัญหาหลักของประเทศไทยคือการขาดระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนส่วนกลางที่ครอบคลุมพื้นที่เมืองทั้งหมดทั่วประเทศ ปัจจุบันมีน้ำเสียชุมชนเพียงประมาณร้อยละ 25 เท่านั้นที่ถูกรวบรวมและนำไปบำบัดในระบบบบำบัดน้ำเสียชุมชนส่วนกลาง (อ้างอิงจากข้อมูลที่อธิบดีกรมควบคุมมลพิษแถลงเมื่อปี 2567 https://www.matichon.co.th/local/news _4624885) ซึ่งถือว่าน้อยมาก และเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางน้ำในหลายพื้นที่ ภาครัฐจึงควรมองปัญหาในเชิงระบบแบบองค์รวม (holistic) และเร่งลงทุนก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางให้เพียงพอ เพื่อลดภาระความรับผิดชอบในการบำบัดน้ำเสียของภาคเอกชนและประชาชน

Advertisement

ทั้งนี้ อาคารที่อยู่ในพื้นที่บริการของระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง เช่น บางเขตในกทม. และในเทศบาลหลายแห่ง ปัจจุบันอาคารเหล่านั้นมีทางเลือกที่จะไม่ต้องบำบัดน้ำเสียเอง เพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อนในการบำบัดน้ำเสียลง จากเดิมที่ต้องบำบัดน้ำเสียภายในอาคารเพื่อให้ผ่านค่ามาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคาร (https://epo08.pcd.go.th/th/news/detail/183850) แล้วจึงส่งไปบำบัดอีกครั้งในระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ซึ่งถือเป็นการบำบัดซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองทรัพยากร พลังงาน และค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่มคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint) โดยไม่จำเป็น โดยล่าสุดได้มีการแก้ไขกฎหมาย (กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 71 พ.ศ. 2566 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 https://url.in.th/CUyqM) เพื่อปลดล็อคให้อาคารที่อยู่ในพื้นที่บริการระบบบำบัดน้ำเสียรวมของรัฐได้รับการยกเว้น ไม่ต้องบำบัดน้ำเสียภายในอาคารเอง เพียงแค่บำบัดขั้นต้นแล้วสามารถส่งน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง และจ่ายค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียให้แก่ส่วนกลาง เช่น กทม. หรือเทศบาลได้ ซึ่งในกรณีนี้มีข้อดีอีกประการหนึ่งคือไม่ต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียประจำอาคารตามประกาศของกรมควบคุมมลพิษล่าสุดนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อาคารในบางพื้นที่ที่ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางก็ยังจำเป็นต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียของตัวเอง ซึ่งภาครัฐก็เกรงว่าระบบฯจะไม่ได้มาตรฐาน จึงกำหนดข้อบังคับเพิ่มเติม ให้เข้มงวดขึ้น เป็นที่มาของการบังคับให้ระบบบำบัดน้ำเสียในอาคารต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียที่ขึ้นทะเบียนดังที่กล่าวมาแต่ต้น อันเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งในที่สุดต้นทุนเหล่านี้ก็จะถูกผลักไปยังผู้บริโภค ส่งผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจตามมาอย่างไม่พึงเป็น อีกทั้งในทางปฏิบัติ กฎหมายนี้ก็มีข้อจำกัดในการบังคับใช้อย่างมาก เริ่มจากจะหาคนที่มีความสามารถในการบำบัดน้ำเสียจากไหนจำนวนมาก ถึงจะมีการจัดอบรมก็ยากที่จะทำได้ทันเวลาตามประกาศที่จะเริ่มใช้เดือนเมษายนปีนี้แล้ว

และแม้จะผ่านการอบรมก็จะยังมีผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานจริงออกสู่ตลาดมากมาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเน้นจำนวนคนผ่านการอบรมเพื่อให้เป็นไปตามประกาศ มากกว่าด้านคุณภาพ นอกเหนือจากภาระเดิมที่อาคารต่างๆ จำนวนมาก นับเป็นหมื่นแห่งทั่วประเทศ ต้องเก็บและรายงานข้อมูลคุณภาพน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วจำนวนมากทุกเดือน รวมแล้วเป็นแสนรายงานต่อปี  สิบปีก็เป็นล้านรายงาน ตัวเลขในรายงานดังกล่าวจะมากถึงมากกว่าสิบล้านตัวเลข เป็นการเพิ่มภาระให้ไม่เฉพาะภาคเอกชนที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างผู้ดูแลระบบฯ ตลอดจนเก็บตัวอย่างน้ำส่งห้องปฏิบัติการ จัดเก็บข้อมูล และทำรายงานส่ง แต่รวมถึงภาครัฐที่ไม่แน่ว่ามีจะมีเวลาตรวจสอบข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านี้ได้หรือไม่ และข้อมูลนั้นมีความถูกต้องแม่นยำน่าเชื่อถือเพียงใด

การแก้ปัญหาที่แท้จริงจึงควรมองย้อนกลับไปที่ภาพรวมเชิงระบบ ในเมื่อในหลายพื้นที่ยังขาดระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนส่วนกลางก็จำเป็นจะต้องเร่งก่อสร้างให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เมือง โดยต้องมองเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต มิใช่ค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุดในระยะยาว