มวยไทยกับมวยสากลสมัยกึ่งพุทธกาล
ในระยะนี้ ถ้าท่านผู้อ่านเปิดหนังสือพิมพ์ขึ้นมาแต่เช้า หรือแม้แต่เพียงเปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ ก็จะพบแต่เรื่องราวที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย ข่าวภายในประเทศก็เต็มไปด้วยการเมือง การโต้เถียง การกล่าวหา ข่าวภายนอกประเทศก็มีแต่สงคราม ความตึงเครียด และการแย่งชิงอำนาจกันของมหาอำนาจโลก อ่านไปแล้วก็ชวนให้คนธรรมดาอย่างเรารู้สึกหนักอกหนักใจ บ่อยครั้งก็อยากจะพับหนังสือพิมพ์เก็บเสียเฉยๆ หรือปิดโทรทัศน์เอาดื้อๆ แล้วออกไปนั่งดูต้นไม้หรือดูแมวเดินเล่นหน้าบ้านจะสบายใจกว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนจึงคิดว่า บางทีเราน่าจะพักจากข่าวร้ายๆ ของโลกปัจจุบันเสียบ้าง แล้วหันกลับไปมองอดีตเมื่อราวเจ็ดสิบปีก่อน ซึ่งแม้จะไม่ใช่ยุคสวรรค์ แต่ก็มีเรื่องราวที่น่าสนุก น่ารำลึก และน่าศึกษาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องในวงการมวย ซึ่งสมัยนั้นกำลังอยู่ในช่วงที่มวยไทยกับมวยสากลเริ่มพบกันอย่างจริงจัง
ถ้าจะเรียกยุคสมัยนั้นให้ดูขลังขึ้นสักหน่อย ผู้เขียนอยากจะเรียกว่า “ยุคมวยกึ่งพุทธกาล” เพราะมันอยู่ ราวๆ ช่วง พ.ศ.2500 ซึ่งเป็นเวลาประมาณกึ่งหนึ่งของพุทธศตวรรษที่ 25 พอดี และก็เป็นยุคที่มวยไทยกำลังยืนอยู่ตรงทางแยกระหว่างความเป็นศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิม กับความนิยมใหม่ของมวยสากลแบบตะวันตก
ในสมัยนั้น เวทีมวยสำคัญของกรุงเทพฯ มีอยู่สองแห่งที่คนทั้งประเทศรู้จักกันดี คือ เวทีราชดำเนิน กับ เวทีลุมพินี ทุกคืนที่มีการชก คนดูจะหลั่งไหลกันเข้าไปแน่นขนัด ตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดาไปจนถึงเสี่ยเจ้ามือการพนัน และบางครั้งก็มีฝรั่งหรือนักมวยต่างชาติเดินทางมาดูหรือมาชกด้วย บรรยากาศของเวทีมวยในยุคนั้น ถ้าท่านผู้อ่านที่เกิดไม่ทันจะลองจินตนาการดู ก็ต้องนึกถึงกลิ่นยาหม่อง กลิ่นบุหรี่ เสียงโห่ร้อง เสียงเก้าอี้ไม้กระทบพื้น และเสียงกรรมการตะโกนห้ามนักมวยที่กำลังฟัดกันอยู่กลางเวที
นักมวยไทยในยุคนั้นหลายคนมีชื่อเสียงโด่งดัง และมีฉายาที่ชวนให้จดจำ เช่น จอมเตะบางนกแขวก สุภาพบุรุษจากที่ราบสูง หรือจอมเตะเตาปูน เป็นต้น ฉายาเหล่านี้มักจะตั้งขึ้นจากจุดเด่นของนักมวยผสมกับถิ่นกำเนิดของเขา เพื่อให้คนดูจำได้ง่าย ในบรรดาฉายาที่โด่งดังที่สุดฉายาหนึ่งในยุคนั้นก็คือเสือศอกตรอกสาเก คำนี้ใช้จุดเด่นและถิ่นที่อยู่ของเขาเองผนวกกันเข้า ตั้งเป็นฉายาของนักมวยคนหนึ่ง ซึ่งมีศอกเป็นอาวุธร้ายประจำตัว และมีพื้นเพถิ่นฐานอยู่แถวตรอกสาเก หลังโรงแรมรัตนโกสินทร์ หรือรอยัลรัตนโกสินทร์ปัจจุบันนักมวยคนนั้นคือ หลาว เลิศฤทธิ์ หรือชื่อจริงว่า นายประสงค์ แสนสะอาด
หลาวเกิดเมื่อปี พ.ศ.2476 ในย่านตรอกสาเก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดมหรรณพาราม ย่านนั้นในสมัยก่อนเป็นชุมชนเก่า มีคลอง มีตลาด มีเด็กวิ่งเล่นตามตรอกซอกซอย และแน่นอนว่าในชุมชนแบบนั้น การต่อยมวยเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนการเล่นฟุตบอลในสมัยนี้ ชาวบ้านแถวคลองหน้าวัดมหรรณพารามเรียกเขาว่า ไอ้แป๊ะตามธรรมเนียมของคนจีนในกรุงเทพฯ ที่มักเรียกเด็กผู้ชายว่าแป๊ะหรืออาแป๊ะ ไอ้แป๊ะเริ่มหัดมวยเมื่ออายุ 16 ปี กับครูมวยชื่อ ครูอุ้นนรา เก่งปานสิงห์ แห่งค่าย เลิศฤทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ในซอยนั้นพอดี ค่ายมวยในยุคนั้นไม่ใช่สถานที่หรูหราเหมือนยิมสมัยนี้ ส่วนมากเป็นเพียงบ้านไม้ มีลานดิน มีเชือกกั้นเป็นเวทีซ้อม และมีถุงทรายแขวนอยู่ใต้ต้นไม้ นักมวยต้องตื่นขึ้นวิ่งตอนเช้า เตะต้นกล้วย ชกกระสอบ และบางทีก็ต้องช่วยกวาดลานหรือหุงข้าวกินกันเอง แต่จากค่ายเล็กๆ แบบนั้นเอง ที่สร้างนักมวยชั้นยอดขึ้นมาหลายคน
หลาว เลิศฤทธิ์ เป็นนักมวยรุ่น แบนตัมเวต ที่ฮอตที่สุดคนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 2500 สถิติการชกของเขาถือว่าโชกโชนมาก ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เคยเป็นแชมป์แบนตัมเวตราชดำเนิน 2 สมัย คู่ปรับสำคัญของเขาคือ สิงห์ห้าววิทยา ราชวัตร ซึ่งเป็นคู่รักคู่แค้นกันมาหลายไฟต์ สไตล์การชกของหลาวจัดเป็นมวยไทยประเภท ครบเครื่อง เตะ ต่อย เข่า ศอก ทำได้หมด แต่ที่เด่นที่สุดก็คือ ลูกศอก ศอกของหลาวนั้นเร็ว คม และแม่นยำ จนบางคนพูดกันว่า ถ้าเขาได้จังหวะศอกเมื่อไร คู่ต่อสู้มีสิทธิหลับกลางอากาศได้ทันที ฉายา เสือศอกตรอกสาเก เกิดขึ้นจากไฟต์หนึ่งที่เวทีลุมพินี เมื่อหลาวชกกับนักมวยลูกทัพฟ้าชื่อ ชมเชย นภาพล ใน 3 ยกแรก หลาวแทบจะเอาตัวไม่รอด ถูกชมเชยเดินถลุงอย่างหนัก จนคนดูหลายคนคิดว่าเขาคงจะแพ้แน่แล้ว แต่ในยกที่ 4 หลาวได้จังหวะประชิดตัว แล้วตีศอกสั้นสวนเข้าเต็มคาง ชมเชยล้มลงไปกองกับพื้นเวที กรรมการนับสิบ และชมเชยก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ เหตุการณ์นั้นเหมือนปาฏิหาริย์สำหรับคนดู และตั้งแต่นั้นมา คนในวงการมวยก็เริ่มเรียกหลาวว่า เสือศอกตรอกสาเก
แต่เรื่องราวที่ทำให้ชื่อของหลาวกลายเป็นตำนานจริงๆ เกิดขึ้นในวันที่มีแขกต่างชาติมานั่งดูมวยอยู่ข้างเวที แขกคนนั้นคือนายโลเป ซาเรียล โปรโมเตอร์ชาวฟิลิปปินส์ผู้มีฉายาในวงการว่า เฒ่าปีศาจ วันนั้นเขาพานักมวยของตนชื่อ เลียว เอสปิโนซา มาป้องกันแชมป์ภาคตะวันออกรุ่นแบนตัมเวต กับนักมวยไทยชื่อ โผน กิ่งเพชร ไฟต์นั้นจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2500 ที่เวทีราชดำเนิน เนื่องจากโผน กิ่งเพชร ในเวลานั้นยังเป็นนักมวยดาวรุ่ง อายุเพียง 22 ปี และกำลังชกข้ามรุ่นขึ้นมาท้าชิงแชมป์ ส่วนเลียว เอสปิโนซา เป็นนักมวยตากาล็อกวัย 26 ปี ผู้มีประสบการณ์โชกโชน และเพิ่งคว้าแชมป์เฟเธอร์เวตของฟิลิปปินส์มาหมาดๆ โดยการชกดำเนินไปอย่างดุเดือด เอสปิโนซาใช้ประสบการณ์หลบหมัดแย็บของโผน แล้วสวนด้วยหมัดชุดอย่างแม่นยำ ในช่วงหนึ่งของไฟต์ เขายังสามารถเหวี่ยงโผนลงไปกองกับพื้นเวทีได้อีกด้วย เมื่อครบ 12 ยก กรรมการตัดสินให้เลียว เอสปิโนซา ชนะคะแนนแบบคู่คี่และป้องกันแชมป์ภาคตะวันออกไว้ได้สำเร็จ แม้โผนจะแพ้ แต่ไฟต์นั้นก็กลายเป็นบทเรียนสำคัญ เพราะหลังจากนั้นเขาก็หันกลับไปชกในรุ่นฟลายเวตอย่างจริงจังและในเวลาต่อมา โผน กิ่งเพชร ก็สร้างประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทย ด้วยการคว้าแชมป์โลกรุ่นฟลายเวต กลายเป็นแชมป์โลกคนแรกของประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2503 โดยชนะคะแนน ปาสคาล เปเรซ แชมป์โลกชาวอาร์เจนตินา ในรุ่นฟลายเวต ที่เวทีมวยลุมพินี
แต่เรื่องที่น่าสนใจสำหรับบทความนี้ไม่ได้อยู่ที่ไฟต์นั้นเท่านั้น เพราะในวันเดียวกันนั้นโลเป ซาเรียล โปรโมเตอร์ชาวฟิลิปปินส์ได้นั่งดูไฟต์ของ หลาว เลิศฤทธิ์ ด้วย กลับไม่ศรัทธาเพราะไม่เชื่อว่าการใช้ศอกของมวยไทยไม่น่าจะมีพิษสงถึงกับคว่ำคู่ต่อสู้ได้จริง เขาจึงเกิดความคิดสนุกขึ้นมา เขาท้าทายให้หลาวขึ้นชกกับเลียว เอสปิโนซา แบบ ฟรีสไตล์ คือจะใช้มวยไทยหรือมวยสากลก็ได้ ผลการชกครั้งนั้นออกมาอย่างเหนือความคาดหมาย เนื่องจากหลาวใช้ลูกเตะเล่นงานขาของเอสปิโนซา จนขาลากและในที่สุดเอสปิโนซาก็ยอมแพ้ในยกที่ 3 สาเหตุที่หลาวเลือกใช้ลูกเตะขาในการชกครั้งประวัติศาสตร์กับเลียว เอสปิโนซาแทนที่จะใช้ศอกที่ถนัดกว่าก็เพราะว่าต้องการเอาความปลอดภัยไว้ก่อนเนื่องจากเอสปิโนซาชำนาญในการใช้หมัดแบบวิทยาศาสตร์ที่ไม่น่าเสี่ยงเข้าใกล้เพื่อแลกหมัดกับศอกนั่นเอง
แต่เรื่องยังไม่จบเอสปิโนซาขอล้างอายโดยขอชกกันใหม่ในกติกามวยสากลคราวนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรเพราะหลาวเพิ่งชกมวยสากลมาเพียงไฟต์เดียวเมื่อขึ้นเวทีแบบสากล เขาจึงตกเป็นเป้าให้เอสปิโนซา ซึ่งมีประสบการณ์ระดับรองแชมป์โลกถลุงด้วยหมัดอย่างหนัก ไฟต์จบลงในยกที่สอง หลาวแพ้น็อก ผลจึงออกมาเหมือนกับว่าต่างฝ่ายต่างแพ้ต่างฝ่ายต่างชนะหรือเรียกง่ายๆ ว่าเจ๊ากันไป
เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการพบกันระหว่างมวยไทยกับมวยสากลในยุคแรกๆ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีจุดเด่นของตนเอง มวยไทยมีหมัด ศอก เข่า และลูกเตะที่อันตราย แต่มวยสากลก็มีระบบการชก การใช้หมัด และการป้องกันตัวที่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า
ในวันที่โลกเต็มไปด้วยข่าวร้ายอย่างทุกวันนี้ การหันกลับไปมองเรื่องราวของคนในอดีต แม้จะเป็นเพียงนักมวยจากตรอกเล็กๆ ในกรุงเทพฯ ก็อาจทำให้เรายิ้มได้ อย่างน้อยก็ชั่วครู่หนึ่ง

