การเมืองไทยเคลื่อนตัวไปตามลำดับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อไปเป็นขั้นตอนแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 18 กระทรวง รวม 36 คน
รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยแต่ละกระทรวงจะเป็นใคร มาจากพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหน รอประกาศรายชื่อเป็นทางการในอีกไม่กี่วัน จากนั้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 7- 9 เมษายนนี้
เรื่องที่ผมอยากชวนคิดชวนคุยกับคอการเมือง คอการศึกษา รวม 3 ประเด็นด้วยกัน คือ สถานะของกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ และนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลอนุทิน
ประเด็นแรก กระทรวงศึกษาธิการในสายตาของรัฐบาลนี้ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ยังคงเป็นกระทรวงอันดับรอง เกรดบี อยู่เช่นเดิม
ที่ผมฟันธงสถานะกระทรวงศึกษาธิการยังย่ำอยู่กับที่เช่นเดิม พิจารณาจากการแบ่งหรือมอบหมายกระทรวงให้กับพรรคร่วมรัฐบาลรับผิดชอบดูแล
กระทรวงศึกษาธิการแทนที่จะเป็นกระทรวงแถวหน้า อันดับต้นๆ ที่พรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคแกนนำประกาศจับจอง ขอบริหารจัดการเอง
เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ มองประเด็นการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญต่อความมั่นคง ความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ
พรรคแกนนำต้องเอากระทรวงศึกษาธิการมาอยู่ในความรับผิดชอบบริหารจัดการเอง เพื่อผลักดันการศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างชาติ สร้างคน อย่างจริงจัง
แต่ในความเป็นจริงตรงกันข้าม พรรคแกนนำไม่ได้ยืนหยัดหนักแน่นมั่นคง แต่ยกให้พรรคอันดับรองๆ ถัดไปดูแลเรื่อยมา
ยุคที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ สมัย นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มอบกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในความรับผิดชอบของพรรคอันดับรอง คือ พรรคภูมิใจไทย
มาคราวนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ คงปฏิบัติเช่นเดียวกัน ไม่เอากระทรวงศึกษาธิการมาดูแลเอง แต่มอบหมายให้พรรคอันดับรอง คือ พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบ
เหตุที่การจัดวางโครงสร้างการบริหารคณะรัฐมนตรี ทำให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเกรดบี เกรดซี
เพราะพรรคแกนนำจะเน้นให้ความสำคัญกับกระทรวงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงเป็นหลักก่อน ด้านสังคมซึ่งกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในกลุ่มนี้ จึงตกที่นั่งแถวสองตลอด
ทัศนคติของพรรคและนักการเมืองยังย่ำอยู่กับที่เช่นนี้ ความหวังที่จะยกฐานะทางการเมืองของกระทรวงศึกษาธิการจากกระทรวงเผื่อเลือก เป็นเกรดเอ คงเป็นไปได้ยากอยู่ต่อไป
ประเด็นต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นใครขอเว้นไว้ก่อน
สิ่งที่ควรติดตามก็คือ การหลอมรวมนโยบายการศึกษาของพรรคแกนนำ กับพรรคอันดับรองและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ออกมาเป็นนโยบายของรัฐบาล จะลงตัวเพียงไร
อีกทั้งนโยบายของรัฐบาล กับนโยบายของรัฐมนตรีผู้มีอำนาจควบคุม บริหารจัดการการศึกษา จะกลมกลืนกันแค่ไหน
เพราะมีปรากฏการณ์มาแล้ว รัฐมนตรียึดนโยบายของตัวเป็นหลัก เพื่อแสดงให้เห็นว่า ข้าฯก็แน่ข้าฯก็มีความคิด มีผลงานเป็นตัวของเอง มีของ ว่างั้นเถอะ
สอดคล้องกับความต้องการของตลาดหรือไม่ ไม่สน ข้าฯมีอำนาจ ข้าฯเป็นคนกำหนด ต้องฟังข้าฯเป็นหลัก
นโยบายหลักของรัฐบาล ทิศทางการบริหารจัดการการศึกษาที่ควรจะเป็นเลยกลายเป็นเรื่องรอง ตามหลังนโยบายของรัฐมนตรี
กระพี้เลยกลายมาเป็นแก่น แก่นเลยกลายมาเป็นกระพี้
ผู้คนในแวดวงการศึกษาได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ชะตากรรมการศึกษาไทยจึงเป็นไปอย่างที่เห็นกัน
ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกหรือไม่
เช่นเดียวกับ ประเด็นปัญหาทางการศึกษาและแนวทางบริหารจัดการที่ควรปรากฏอยู่ในนโยบายรัฐบาล จะเขียนออกมาอย่างไร
เพราะนอกจากนโยบายของรัฐบาลแล้ว ยังมีภาคบังคับจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ ยังไม่ถูกยกเลิก
หมวด 16 การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา มาตรา 258 การปฏิรูปการศึกษา (3) ให้มีกลไกและระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู
ครับ ยังไม่จบ มีไฟต์บังคับทางการศึกษาอื่นๆ อีก รัฐบาลจะทำอย่างไร พฤหัสหน้าว่ากันต่อ

