มนุษยภาพในโลกของการแข่งขัน
คำว่า “มนุษยภาพ” ผู้เขียนเข้าใจว่าผู้ที่นำมาใช้ในประเทศไทยครั้งแรกคือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพุทธศักราช 2475 เพียงหนึ่งปี โดยเจตจำนงเพื่อ “ปรับฐานะของมนุษย์ให้ได้ระดับอันทุกคนควรจะเปนได้” โดยให้ความหมายสั้นๆ ว่า “มนุษยภาพคือความเปนมนุษย์หรือความเปนคน” เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมกันว่า “มนุษย์ทุกคนควรเสมอหน้าทัดเทียมกัน” และไม่ควรมีการแยกชนชั้นเจ้าหรือไพร่ ซึ่งบทความของกุหลาบ สายประดิษฐ์ นับว่ามีอิทธิพลต่อแนวความคิดเรื่องชนชั้นในสมัยนั้นอย่างมาก โดยแนวคิดเรื่องมนุษยภาพมีความสอดคล้องกับประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อย่างยิ่ง
“มนุษยภาพ” มีนัยสอดคล้องกับความหมายของ humanism ในเรื่องความเท่าเทียมและความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองตามที่ควรจะเป็นได้
Hannah Arendt นักปรัชญาการเมืองและนักทฤษฎีชาวอเมริกันเชื้อสายยิว กล่าวว่า มนุษยภาพคือการตระหนักว่าความสามารถในการคิดไตร่ตรองใช้เหตุผลคือแก่นกลางของความเป็นมนุษย์ มนุษย์สามารถกำหนดความหมายและคุณค่าของชีวิตของตนได้ด้วยการแสวงหาความสุขให้แก่ตนเอง สามารถดำเนินชีวิตที่ดีและมีความหมายพร้อมๆ ไปกับช่วยให้ผู้อื่นมีชีวิตที่ดีมีความสุขด้วย นักมนุษยนิยมจึงมุ่งปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดอย่างหัวชนฝา ต่อสู้เพื่อการเมืองที่ก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตย ฯลฯ (ธนาพล ลิ่มอภิชาต และพวงทอง ภวัครพันธุ์, 2568)
แนวคิดมนุษยภาพจึงเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ โดยคนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่ามนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพได้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสำคัญคือ วิธีการหรือเครื่องมือที่จะใช้ในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น สงครามโลกครั้งที่ 2 (2482-2488) ที่ชี้ให้เห็นความเห็นต่างระหว่างบทบาทของรัฐกับ บทบาทของชุมชน โดยกลุ่มแนวคิดที่เชื่อว่ารัฐเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ (กลุ่มฟาสซิสต์ -นำโดยอิตาลี เยอรมนี และญี่ปุ่น ที่เชื่อในรัฐอำนาจนิยมสุดโต่ง) ต้องฟาดฟันกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่เชื่อว่าชุมชนหรือปัจเจกชนเป็นเครื่องมือที่ดีกว่า (นำโดยอังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา และจีน) การต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยการที่ฝ่ายเชื่อมั่นในรัฐพ่ายแพ้และตามด้วยสงครามเย็นซึ่งอย่างที่ท่านผู้อ่านทราบ คือฝ่ายมหาอำนาจค่ายที่ยึดมั่นชุมชนคือโซเวียตรัสเซียและและเยอรมันตะวันออกภายใต้อิทธิพลของโซเวียต พ่ายแพ้ประสบกับความอดอยากยากแค้นของคนชั้นล่าง เนื่องจากอำนาจนิยมและฉ้อฉลของคนชั้นบน ปิดฉากแนวคิดชุมชนนิยมในฐานะภาพฝันสู่มนุษยภาพไป เหลือเพียงอุดมการณ์หลักเพียงหนึ่งเดียวคือ ทุนนิยมที่สืบทอดภารกิจพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในนามเสรีภาพของการแข่งขันกันผลิตและบริโภค
ตัดภาพกลับมาปัจจุบัน แนวคิดของมนุษยภาพที่เคยพุ่งเป้าเรื่องชนชั้นหมดสถานะเป็นอุดมการณ์หลัก โลกหันมาสนใจการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในรูปเสรีภาพของการแข่งขันกันผลิตและบริโภคของเอกชน ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มทักษะ พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ฯลฯ ผลลัพธ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือโลกาภิวัตน์ที่โลกหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การแข่งขันกันผลิตและบริโภคที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกย่อคอมพิวเตอร์ขนาดเท่าห้องประชุมลงมาเหลือเท่าฝ่ามือ มีการขยายกำลังการผลิตสินค้าและบริการออกไปทุกซอกมุมโลกที่มีกำลังซื้อ มนุษย์มีความสามารถมากขึ้นในการทำงานและการบริโภค รูปแบบการทำงานและการจ้างงานใหม่ๆ ทำให้มนุษย์สามารถทำงานและบริโภคแทบจะทุกสิ่งได้บนที่นอนของตนเอง
ขณะที่โลกมีคุณภาพมากขึ้นในทางวัตถุ แต่จะบรรลุภารกิจในการ “ปรับฐานะของมนุษย์ให้ได้ระดับอันทุกคนควรจะเปนได้” ตามแนวคิดของกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือไม่? คนรุ่นใหม่ยุค AI อาจจะลืมๆ ไปแล้ว ซึ่งอันที่จริงความฝันดังกล่าวยังไม่ใช่เรื่องล้าสมัยแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องปรับให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน
ในกรณีของประเทศไทย หากพิจารณาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1-13 (พ.ศ.2504-ปัจจุบัน) จะพบว่าในระยะแรกตั้งแต่แผน 1-7 (พ.ศ.2504-2539) มนุษย์ถูกมองในฐานะแรงงานและทรัพยากรสำหรับการผลิตมากกว่าถูกมองในฐานะเป้าหมายของการพัฒนา คนเริ่มถูกให้ความสำคัญมากขึ้นตั้งแต่แผน 8 (พ.ศ.2540-2544) ที่ใช้แนวคิด “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” ที่มองว่าการพัฒนาไม่ใช่แค่การสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือสร้างรายได้ แต่คือการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ให้สามารถจัดการชีวิตและชุมชนของตนเองได้ ซึ่งก็เป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาในเวลาต่อมา แต่ผลการพัฒนาดังกล่าวก็ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความแตกต่างในการเข้าถึงทรัพยากร โครงสร้างเศรษฐกิจแบบผูกขาดเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนที่ใกล้ชิด “รัฐพันลึก”
ปัจจุบันเมื่อลองนำคำประกาศนโยบายของรัฐบาลหนูตกถังข้าวสารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อปี พ.ศ.2568 ไปถาม AI (ให้ทันยุค) ว่านโยบายดังกล่าวมีประเด็นเรื่องการพัฒนามนุษยภาพอย่างไร คำตอบที่ได้คือ นโยบายดังกล่าวมีองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริมมนุษยภาพในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเพิ่มทักษะของแรงงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีระเบียบและปลอดภัย แต่ในเชิงลึก นโยบายจำนวนมากยังคงเน้นการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ
และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะสั้นมากกว่าการพัฒนามนุษยภาพในความหมายที่ครอบคลุมถึงเสรีภาพทางปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาคุณธรรมของสังคม ดังนั้น หากต้องการให้การพัฒนามนุษยภาพเกิดขึ้นอย่างแท้จริง นโยบายเศรษฐกิจและสังคมจำเป็นต้องผสานการพัฒนาเศรษฐกิจเข้ากับการปฏิรูปการศึกษาการสร้างวัฒนธรรมพลเมือง และการขยายพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของสังคมมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน เมื่อมองถึงการพัฒนา “มนุษยภาพในโลกของการแข่งขันในยุคปัจจุบัน” อาจดูตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเพิ่งมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในประเด็นสำคัญ 7 ประเด็นคือ เรื่องความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ศักยภาพทางเทคโนโลยี การทูต การป้องกันประเทศ การข่าว ทุนมนุษย์ ความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ
ซึ่งผู้เขียนลองนำคำแถลงดังกล่าวไปสอบถามพระอาจารย์ AI บ้าง คำตอบที่ได้คือพบว่า นโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นสามารถวิเคราะห์ผ่านกรอบ “มนุษยภาพ” ได้ เพราะมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา และสวัสดิการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของประชาชนโดยตรง และมีความลึกของการพัฒนามนุษย์หรือมนุษยภาพค่อนข้างชัดเจน
เช่น ประเด็นความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจกับทุนมนุษย์ นางซานาเอะกล่าวอย่างชัดเจนว่า ในโลกที่มีการแข่งขันกันสูง รัฐบาลญี่ปุ่นไม่รั้งรอที่จะใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะการสนับสนุนภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่น การกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของประเทศใดประเทศหนึ่ง รวมถึงการมีการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค การเพิ่มค่าจ้าง การเพิ่มรายได้สุทธิให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายด้านทุนมนุษย์ของรัฐบาลญี่ปุ่นมุ่งยกระดับศักยภาพประชาชนเพื่อเป็นฐานความเข้มแข็งของประเทศโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษา การปฏิรูปการทำงานของครู และการเปิดโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพพร้อมทั้งพัฒนาทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น AI และส่งเสริมสังคมที่ทุกคนสามารถทำงานและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า โดยสนับสนุนการดูแลเด็ก การช่วยเหลือครอบครัว และการพัฒนาระบบสุขภาพตลอดชีวิต นอกจากนี้ ยังดำเนินนโยบายรับมือสังคมสูงวัยและประชากรลดลง รวมทั้งบริหารจัดการแรงงานต่างชาติอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
เส้นทางประวัติศาสตร์ของมนุษยภาพยาวนานหลายศตวรรษ เป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวและเต็มไปด้วยความยากลำบาก และความสำเร็จที่ได้มามักแลกด้วยเลือดเนื้อผู้คน หลายเส้นทางก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม ซึ่งตอกย้ำว่าการบรรลุสู่มนุษยภาพมิใช่เส้นทางที่ราบรื่น อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรหลงลืมว่าเป้าหมายการพัฒนาทางเศรษฐกิจทั้งหลายทั้งปวงมีฐานคิดมาจากการยึดถือการเพิ่มความสามารถในการผลิตและการจัดสรรแจกจ่ายที่ดีขึ้นซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมนุษยภาพในที่สุด
การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่มิได้มีมนุษยภาพอยู่ในสมการย่อมเป็นการเดินทางที่ว่างเปล่าโดยตัวมันเอง
สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
เอกสิทธิ์ หนุนภักดี

