วลี “ช่างมันเถอะ” อาจจะตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษว่า ‘never mind’ หรือ ‘let it go’ สำนวนที่สองอาจตรงกับที่เพื่อนผู้ชำนาญการเจริญสติคนหนึ่งบอกให้ผม ‘ปล่อยวาง’ ตรงตามคำสอนสายเกิดทุกข์ของปฏิจจสมุปบาทที่สอนให้หยุดวัฏฏะไว้ที่ ผัสสะ หรือ เวทนา อย่าเลยไปถึง ตัณหา (ความอยาก) และอุปาทาน (ความยึดมั่น) เพราะถ้าเลยไปก็จะวนไปจนเกิดทุกข์รอบใหม่
มีวลีอีกวลีหนึ่งคือ “ชั่งหัวมัน” ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ดำเนินอยู่ที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีมาตั้งแต่ปี 2552 ตอนเป็นเด็กนักเรียน เรามีคำอุทานตามภาษาเด็กว่า “ช่าง ม.. มัน” ด้วยซ้ำไป ซึ่งคำอุทานนี้ ถ้ามาใช้กับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันก็อาจเหมาะสมดี แต่ฟังหยาบคายไปบ้าง เลยขอเสนอสองวลีเผื่อเลือกว่า “ชั่งหัวมัน” กับ “ช่างหัวมัน” เคยมีคนถามพลเอกชวลิตว่า “มัน” หมายถึงใคร ท่านตอบว่า “โปเตโต” ก็เอาตัวรอดไปได้
แล้วสถานการณ์การเมืองเป็นอย่างไร จึงต้อง “ปล่อยวาง” หรือ “เฉดส่ง” เช่นนี้หรือ คำตอบอาจได้มาจากกลอนของสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งขอลอกมาอ้าง ดังนี้
เลือกตั้ง สกปรก โกงยกใหญ่
ตามระบอบ ด้านได้ ถ้าอายอด
สงครามอ่าว โลกอ่วม ท่วมรันทด
ต่างด้านได้ อายอด อวดโม้ชนะ
การเลือกตั้งครั้งนี้สนั่นก้องว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก เพราะมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันมาก และมีการใช้อิทธิพลข้าราชการในบางพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่ กกต. หลายคนในทุกจังหวัด ถ้าจะแอบถามใครในจังหวัดของตนบ้างก็ได้ เผื่อจะได้ส่งเป็นข้อมูลให้ กกต. รวบรวมหลักฐานอันพอเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แล้วลงโทษผู้กระทำผิดได้บ้าง ผู้คนจะได้ไม่นินทาว่าทำผิดตามมาตรา 157 คือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ โดยมิชอบ ไม่ต้องอ้างกฎหมายก็ได้ มองไปที่ใจแล้วหาคำตอบเอาเองก็คงได้
คำว่า “ด้านได้ อายอด” ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่นักการเมืองบางกลุ่ม ในเรื่องนี้ขออ้าง “จริยธรรม” อันสูงจนบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อเล่นงานทั้งผู้ทุจริตและผู้เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง ถ้าอ้างแต่กฎหมายหลายท่านคงไม่เชื่อ จึงขออ้างเรื่อง “ยุคพระศรีอาริย์” ดังที่ปรากฏในวรรณกรรม “สมุดมาลัย” ซึ่งน่าจะถูกใจนักการเมืองสาย “มู” อยู่ไม่น้อย
โดยขอจับประเด็นยุคดังกล่าวจากคอลัมน์ของ กิเลน ประลองเชิง มาเล่าต่อโดยย่อดังนี้ พระมาลัยถามพระศรีอาริย์ว่า เมื่อใดถึงเวลาศาสนาท่านจะปรากฏ พระองค์ตอบว่า จะปรากฏตอนที่ศาสนาพระโคดมเสื่อมลง คนทำบาปมาก ลามกมาก เกิดรบพุ่งฆ่าฟันกัน เอาหอกดาบแหลนหลาวทิ่มแทงกัน สถานการณ์นั้นเรียกว่ามิคสัญญี คนมีปัญญาจะหนีไปอยู่ในถ้ำในซอกเขา เมื่อฆ่าฟันกันตายจนหมดแล้ว คนมีปัญญาก็จะออกจากถ้ำเขามารักษาศีล ฝนจะตกเจ็ดวันเจ็ดคืน กวาดเอาซากผีที่ฆ่ากันตายออกทะเล จุดนี้คือสัญญาณบอกว่า พระศรีอาริย์ท่านจะมาโปรด
แต่เดิม ตำนาน “สมุดมาลัย” เคยสวดกันมากในวัดวาอาราม ด้วยสุ้มเสียงลีลาโลดโผนจนเกินงาม ในหลวงรัชกาลที่ 4 จึงทรงห้ามเสีย กิเลน ประลองเชิง ได้หักมุมลงท้ายคอลัมน์ว่า “แม้ศาสดาทุกศาสนาจะสอนเหมือนพระพุทธเจ้าของเราสอน ธรรมเป็นโลกบาลคุ้มตรองโลกมีสองข้อ หิริ ความละอายต่อบาป โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป แต่ดูเหมือนคนจะไม่เชื่อ … ใกล้เวลาไฟประลัยกัลป์ล้างโลกแล้วกระมัง!
ผมว่าคงไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์ตามที่สายสมคบคิดชอบใช้มาขู่กัน แต่สงครามที่สหรัฐฯและอิสราเอลเป็นผู้ก่อต่ออิหร่าน ที่ตอบโต้ด้วยการโจมตีจุดสำคัญในประเทศอาหรับบางประเทศที่มีฐานทัพของสหรัฐฯตั้งอยู่นั้น ก็อันตรายมากถ้าจะมีการโจมตีต่อกันต่อไปไม่รีบหยุด เพราะเสี่ยงต่อการยกระดับไปเรื่อย ๆ กิเลนจึงเขียนคอลัมน์ถัดไป โดยขยายความเรื่อง หริ และ โอตตัปปะ ดังนี้
หิริ เกิดขึ้นได้ ด้วยการคิดถึงการศึกษา ฐานะ ยศศักดิ์ ชาติตระกูลของตน คิดถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รวมกับความแกล้วกล้าของจิตใจที่จะไม่ทำชั่วเช่นนั้น หิริ เป็นธรรมรักษาคุ้มครองโลก ทำให้โลกเกิดสันติ ทำให้คนเราอยู่กันอย่างสงบสุข เพราะคนที่มี หิริ จะเกลียดความชั่ว และละอายความชั่วที่จะทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ส่วนคนที่มี โอตตัปปะ หรือความเกรงกลัวต่อบาป ย่อมกลัวที่จะทำความผิด ทำให้งดเว้นจากการประพฤติผิดต่าง ๆ ได้ อันเป็นเหตุให้โลกเกิดความร่มเย็นเป็นสุข เกิดสันติภาพขึ้น
ผมเริ่มจากวลี “ชั่ง/ช่างหัวมัน” ตามด้วย “ด้านได้ – อายอด” และ “หิริ – โอตตัปปะ” เพื่อขอให้ช่วยมองสถานการณ์การเมืองในแง่มุมต่างกัน แต่ก็ไม่อยากมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป ไม่อยากขู่ว่าเราเฉียดใกล้ยุคมิคสัญญีเข้าไปแล้ว เพียงอยากเตือนว่าเรามาถึงยุคไม่แน่ไม่นอน จึงควรคิดถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และควรคิดถึงอำนาจพอเพียงด้วย การกินรวบอำนาจ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ (ส.ส. และ ส.ว.) ฝ่ายบริหาร และการมีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระ เป็นพฤติกรรมเกินพอเพียง ที่ทำให้ประมาทหรือเหลิงได้ จึงขอให้ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรวบอำนาจ และฝ่ายไร้อำนาจที่ควรรักษากำลังใจไว้ โดยการเตรียมความพร้อมของทุกฝ่ายด้วยความไม่ประมาทด้วยกัน
ต่อไปจะขอกล่าวเพิ่มเติมถึงสงครามอ่าวเปอร์เซียบ้าง เพื่อนคนหนึ่งส่งคลิปเกี่ยวกับสงครามนี้มาให้ มี “นักวิเคราะห์” ผู้หนึ่งมาอธิบายเชิงทำนายอย่างขึงขังว่าฉากทัศน์ที่เป็นไปได้สำหรับสงครามนี้มี 3 ฉากทัศน์ พร้อมอ้างอิงทฤษฎีเกมและข้อมูลอื่น ๆ ฟังดูน่าเชื่อถือ แต่พอไปสืบค้นประวัติของนักวิเคราะห์ผู้นั้น ไม่ปรากฏว่าเป็นใครที่ชัดเจน จึงไม่สามารถให้ความสำคัญแก่การวิเคราะห์ของเขาได้ เขาอาจเป็นเพียงนักปฏิบัติการสารสนเทศ (IO) ถ้าเอาบทวิเคราะห์ของเขามาสรุปและเสนอต่อในที่นี้ ก็จะทำให้ไขว้เขวไปเปล่า ๆ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ผู้นั้นบอกว่า จุดประสงค์ของเขาคือให้เราเข้าใจสถานการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซีย นั่นนะซิ แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไร ทรัมป์วันหนึ่งพูดอย่าง อีกวันพูดอีกอย่าง ส่วนเนทันยาฮูคืออาชญากรสงคราม พูดแล้วทำจริงอย่างเหี้ยมโหดเกินทำนาย
มีข้อความจากเพื่อนอีกคนหนึ่ง บอกเล่าให้เราทำความเข้าใจให้กว้างขึ้น อย่ามองว่าผลกระทบจะมีแต่เรื่องน้ำมัน สิ่งที่พ่วงมาพร้อมกับน้ำมันยังมีอีกมาก ขณะนี้ ระบบขนส่งทางเรือที่ปกติผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดความลังเลที่จะใช้ช่องแคบนี้เพราะมีความเสี่ยงสูง ถ้าไม่น้ำมันดิบที่เคยผ่านช่องแคบนี้ และโรงกลั่นต้องเปลี่ยนมาใช้น้ำมันดิบจากที่อื่น มันก็ต้องการการปรับระบบกันพอสมควร เพราะน้ำมันดิบจากแหล่งใหม่อาจเบากว่า หรือมีกำมะถันต่ำกว่า นำมากลั่นแล้วได้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินไอพ่นน้อยลง ซึ่งน้ำมันทั้งสองชนิดนี้กำลังเป็นที่ต้องการ นอกจากนั้น ตะวันออกกลางเป็นโรงงานวัตถุดิบของโลก ที่ส่งออกสารเคมี เช่น นาฟทา เมทานอล โพลีเอทิลีน และสไตรีน ไปยังตลาดโลก
เท่านี้ยังไม่พอ โลกยังต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมิคัลในการผลิตยา เช่น ยาแอสไพริน ยาปฏิชีวนะ แล้วยังต้องการปุ๋ยเคมี ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่คือกาตาร์ ที่ขนส่งหนึ่งในสามของปุ๋ยที่โลกใช้ผ่านช่องแคบนี้ เมื่อปุ๋ยขึ้นราคา ก็จะกระทบเกษตรกร และราคาอาหาร กล่าวโดยสรุปคือ ในโลกที่พึ่งพากัน ห้วงโซ่อุปทานเชื่อมถึงกัน การหยุดขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบอุปทานด้านน้ำมัน พลาสติก ยา โลหะ ปุ๋ย ฯลฯ ถ้าสงครามยืดเยื้อไปมากกว่านี้ ชาวโลก โดยเฉพาะภาคส่วนที่ยากจน ก็จะพลอยเดือดร้อนกันไปหมด อีกทั้งจะได้รับผลกระทบในระยะยาวด้วย
มีข่าวที่น่ากังวลอยู่ข่าวหนึ่ง มีบ่อก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ประมาณ 9,700 ตารางกิโลเมตรในอ่าวเปอร์เซีย ก๊าซถูกสูบไปเก็บไว้ที่บ่อ เซาท์ ทาร์ส ในอิหร่าน และบ่อ นอร์ท ฟิลด์ ในกาตาร์ ตามข้อตกลงใช้ประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ แล้วจู่ ๆ อิสราเอลก็ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดบ่อเซาท์ ทาร์ส ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติ 12 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันของอิหร่าน อิหร่านได้ยิงตอบโต้ไปยังบ่อนอร์ท ฟิลด์ รวมแล้ว ถ้าโจมตีกันต่อไป ก๊าซธรรมชาติที่ขนส่งไปใช้ประมาณ 20% ทั่วโลก คงหยุดไป ราคาก๊าซก็คงสูงขึ้น ในเรื่องนี้ทรัมป์ถึงกับฉุนอิสราเอลที่ไม่บอกกล่าวว่าจะไปทิ้งระเบิดที่บ่อเซาท์ ทาร์ส ทำให้อิหร่านตอบโต้ เขาโพสต์ข้อความว่าจะไม่ให้อิสราเอลไปทิ้งระเบิดที่นี่อีก พร้อมทั้งขู่ว่า ถ้าอิสราเอลหยุดตามคำสั่งของเขา แล้วอิหร่านไม่หยุด ก็จะเห็นดีกัน
ผมขอยอมรับว่าเข้าใจผิด โดยเคยคิดว่า เหตุผลหนึ่งในการบุกเวเนซูเอลา และโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ คืออยากให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาสูงขึ้น ถ้าราคาสูงขึ้น สหรัฐฯก็ไม่เดือดร้อน เพราะมีสำรองอยู่มาก แต่ผมเข้าใจผิด ถ้าราคาพลังงานสูงขึ้น ผู้บริโภคที่เป็นคนจนและชนชั้นกลางของสหรัฐฯเองจะเดือดร้อน มีแต่ผู้ค้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ทรัมป์จึงเบรกการโจมตีของอิสราเอลต่อแหล่งเก็บก๊าซและน้ำมันในตะวันออกกลางจนตัวโก่ง
คราวนี้เรามาพิจารณาการดำเนินงานของรัฐบาลไทยดูบ้าง ปัจจุบันกำลังพยายามรับมือกับปัญหาการกระจายน้ำมันสู่ผู้ซื้อให้ทั่วถึง อย่างไรก็ดี มีนิติบริกรในคณะรัฐมนตรีคนหนึ่ง ถึงกับเสนอแบบตีลังกาเลยลงกา ว่ารัฐบาลอาจใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 164 ที่บัญญัติว่า “ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา … วรรค (3) ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ทั้งนี้ โดยเสนอว่าอาจขอพระราชวินิจฉัยตามมาตรา 164 วรรค 3 ว่าเมื่อทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว ในสถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องพลังงาน ขอให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เริ่มบริหารราชการได้เลย โดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้หรือไม่ น่าสังเกตว่า รัฐบาลรักษาการประกาศเนือง ๆ ว่ามีพลังงานสำรองอย่างน้อย 3 เดือน แล้วมีประโยชน์อะไรที่จะไปขอพระราชวินิจฉัย ที่เป็นการตีความอันอาจขัดต่อลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญ
ในเวทีสากล รัฐบาลควรมีบทบาทร่วมกับประเทศอื่น ๆ ที่จะแข็งข้อกับทรัมป์บ้าง ดังตัวอย่างของรัฐบาลคานาดาและสเปนในโลกตะวันตก และรัฐบาลมาเลเซียที่ยกเลิกข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (reciprocal ซึ่งอันที่จริงมีลักษณะ coercive มากกว่า) แม้จะเสี่ยงการถูกเก็บภาษีเพิ่ม โดยรัฐบาลสหรัฐฯกำลังตรวจสอบว่าคู่ค้า 15 ราย รวมทั้งมาเลเซีย ละเมิดกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ มีแรงงานบังคับ หรือมีกำลังการผลิตส่วนเกินหรือไม่ หมายความว่าถ้ารัฐบาลไทยจะแข็งข้อในบางเรื่อง ต้องตรวจสอบว่าเราไม่มีจุดอ่อนให้เขาย้อนมาเล่นงานเราได้หรือไม่ (ถ้ามีก็ควรเร่งแก้ไขเสียก่อน)
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงวันที่ 17 มีนาคม มีหัวข้อว่า “จุดยืนไทยสร้างสันติภาพโลก” โดยบทบรรณาธิการได้อ้างถึงความกังวลอย่างยิ่งของกระทรวงการต่างประเทศต่อสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง ประเทศไทยจึงขอส่งสัญญาณไปยังนานาประเทศ ว่าทุกประเทศต้องเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนมีความสำคัญยิ่งตามสนธิสัญญาพหุภาคี ที่ผูกพันรัฐสมาชิกของสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศ
หลักการพื้นฐานที่สำคัญคือความเท่าเทียมทางอธิปไตยของรัฐสมาชิก การไม่แทรกแซงกิจการภายใน การงดเว้นการใช้กำลังยกเว้นการป้องกันตนเองหากถูกโจมตีก่อน จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะเข้ามาระงับเหตุเพื่อรักษาสันติภาพ ประเทศไทยมุ่งเน้นการเป็นผู้รณรงค์สันติภาพ โดยวางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกข้างขั้วมหาอำนาจโลก แต่ยืนหยัดเคียงข้างสันติภาพและเสถียรภาพ เพื่อหยุดยั้งวงจรตอบโต้ที่สุ่มเสี่ยงต่อสงครามเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งย้ำเตือนว่า เครื่องมือเดียวที่จะรักษาเสียรภาพโลกได้ในระยะยาว คือการกลับสู่โต๊ะเจรจาเท่านั้น
ก่อนจบบทความ ขออ้างถึงข้อคิดของนักรัฐศาสตร์สัจนิยมผู้โด่งดังคนหนึ่ง ชื่อ นิกโกโล มาเคียเวลลี ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อ “เจ้าผู้ครองนคร” (The Prince) แปลโดย สรวงอัปสร กสิกรานันท์ บทประพันธ์ของเขาใช้สำนวนที่ง่าย ตรงไปตรงมา โดยยกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาประกอบการวิเคราะห์ ในที่นี้ จะขอยกมา 3 เหตุการณ์
1) มาเคียเวลลีตั้งคำถามว่า “ด้วยเหตุใดอาณาจักรของดาริอุสซึ่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์เข้ายึดครอง จึงไม่เกิดการกบฏต่อผู้สืบราชสมบัติจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์” แล้วจึงตอบคำถามของตนเองว่า ดูจากกรณีตัวอย่างของการสร้างอาณาจักรของชาวเติร์ก หลังเข้ายึดครองอิสตันบูล เทียบกับกรณีตัวอย่างการสร้างอาณาจักรของฝรั่งเศส ในกรณีแรก การเข้ายึดครองเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่หลังจากการสังหารผู้สืบสายโลหิตของเจ้าผู้นครเดิมเสียหมดสิ้นแล้ว พลเมืองยังคงภักดีต่อบรรดาเจ้าคนอื่น ๆ ที่ห้อมล้อมกษัตริย์อยู่ แต่พวกเขาไม่สามารถรวบรวมกองกำลังมาต่อต้านชาวเติร์กได้ ส่วนกรณีการสร้างอาณาจักรของชาวฝรั่งเศส ผู้เข้าไปในรัฐสามารถสร้างอาณาจักรได้โดยง่าย อาศัยขุนนางชั้นสูงจำนวนหนึ่ง ผู้ปรารถนาการเปลี่ยนแปลงใหม่เสมอ การกำจัดผู้สืบสายโลหิตของเจ้าผู้ครองนครเดิมไม่เพียงพอ ผู้มาใหม่ต้องเผชิญกับบรรดาขุนนางศักดินาอื่น ๆ รวมทั้งผู้ที่เคยสนับสนุนแต่เปลี่ยนใจอยู่เสมอ
มาเคียเวลีสรุปจากตัวอย่างของผู้พิชิตดาริอุส จากชาวเติร์ก และจากชาวฝรั่งเศสว่า การรักษารัฐภายใต้การปกครอง มิได้เกิดจากการทรงคุณธรรมมากหรือน้อยของผู้ชนะ ทว่ามาจากความแตกต่างของข้าแผ่นดิน
ในบทว่าด้วยการขึ้นครองนครด้วยความชั่วร้าย มาเคียเวลลียกตัวอย่างสองกรณี ดังนี้
2) อกาทอคลีสเป็นบุตรช่างปั้นหม้อชาวซิซิลี เขาได้เข้าร่วมกองทหารอาสาสมัคร จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้พิทักษ์องค์จักรพรรดิแห่งซีรากูซา แล้วเช้าวันหนึ่ง เขาเรียกประชุมประชาชนและวุฒิสมาชิกซีรากูซา ในที่ประชุม ทหารของเขาเข้าสังหารวุฒิสมาชิกและบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดตายหมดสิ้น จากนั้นก็เข้าครอบครองนครโดยปราศจากการก่อความวุ่นวายใด ๆ ของชาวเมือง แล้วเขาก็นำทหารเข้าทำการปลดปล่อยนครซีรากูซาจากการปิดล้อมของชาวคาร์เทจ เราไม่อาจกล่าวถึงคุณธรรมหรือโชคชะตาของบุรุษผู้นี้ เขาได้ก้าวขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนคร มิใช่จากการสนับสนุนของผู้อื่น หากอาศัยตำแหน่งทางการทหารและการฝ่าอันตรายต่าง ๆ ของเขาเอง
3) โอลิเวียลอตโต แห่งแฟร์โม เป็นเด็กกำพร้าที่ลุงข้างมารดาชื่อ โจวัลนี ฟอลยานี อุปการะเลี้ยงดู และส่งเขาไปศึกษาการสู้รบตั้งแต่เป็นหนุ่มน้อย เขาเข้ารับราชการภายใต้ วิเตลลี ลอซโซ วันหนึ่ง เขาบอกต่อวิเตลลีว่า เขาจะเข้ายึดแฟร์โม จากนั้นก็เขียนหนังสือถึงโจวัลนี มีใจความว่า เขาอยากกลับไปเยี่ยมบ้าน และขออนุญาตนำกองทหารม้าหนึ่งร้อยนายมาด้วย เพื่อเป็นเกียรติแด่เขาและโจวัลนี สามวันหลังจากที่มาถึงแฟร์โม เขาจัดงานเลี้ยงโดยเชิญโจวัลนีและบุรุษชั้นแนวหน้าทั้งหมดของแฟร์โมมาร่วม เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เขาเปิดอภิปรายความยิ่งใหญ่ระหว่างพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์กับ เซซาร์ บอรจา ผู้เป็นบุตรชายของพระองค์ ถึงตอนหนึ่ง เขากล่าวว่า เรื่องนี้ควรคุยกันในสถานที่ที่ลับกว่านี้ แล้วเดินนำคนทั้งหมดไปยังอีกห้องหนึ่ง ยังไม่ทันลงนั่งดี ทหารของโอลีเวรอตโต ก็ออกมาสังหารโจวัลนีและชาวเมืองคนอื่น ๆ ทุกคนหมด จากนั้น เขานำกองทัพม้าเข้าจับกุมข้าราชการชั้นสูงในราชวัง เพื่อให้หวาดกลัวและอยู่ในคำสั่งของเขา แล้วให้พวกเขาแต่งตั้งเขาเป็นเจ้าผู้ครองนคร
มาเคียเวลีให้ข้อคิดว่า การยึดครองรัฐรัฐหนึ่งอย่างโหดร้าย ต้องกระทำอย่างฉับพลันในคราวเดียว ต้องไม่กระทำซ้ำทุก ๆ วัน การไม่กระทำซ้ำทำให้ผู้คนมั่นใจในความปลอดภัย และเข้ามาเป็นพวกโดยยังประโยชน์ให้
ถ้าจะนำข้อคิดนี้มาลองใช้กับสังคมไทย ปรากฏว่ายังไม่ลงตัว ทหารไทยเข้ายึดครองรัฐหลายครั้งหลายหน แต่ไม่ใช้วิธีการอันโหดร้ายฉับพลัน เพราะพวกเขาคือผู้ครองอำนาจอยู่แล้ว ในฐานะขุนนางและขุนศึก เพียงแต่ยกกำลังพร้อมอาวุธมาขู่บ้างในตอนยึดอำนาจ หรือใช้อาวุธมาเข่นฆ่าจริงในยามคุ้มครองอำนาจ มาบัดนี้ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เข้ามายึดครองอำนาจ โดยการจัดตั้ง โดยอ้างครรลองประชาธิปไตย และโดยใช้เล่ห์กล ซึ่งมาเคียเวลลีบอกว่าเลห์กลเป็นเรื่องธรรมดาของการยึดอำนาจ สำคัญที่ว่าเขายึดอำนาจไปเพื่ออะไร จึงขอให้มองที่ผลระยะยาวและการปกครองที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การสลับกันเข้ามายึดครองอำนาจของทหารก็ดี ของกลุ่มคนก็ดี ยังไม่มีเสถียรภาพและความยั่งยืน ไม่สามารถนำพาประเทศให้พ้นกับดักของการเป็นประเทศโตช้า หรือเป็น “รัฐกระดาษ” ที่ดูดีแต่ในเอกสารเท่านั้นได้
สนามรบทางการเมืองของไทย มีขุนศึกคุมกำลัง มีขุนนางคุมกฎระเบียบ ที่อนุวัตตามกฎหมาย (อย่างเลือกปฏิบัติในบางโอกาส) มีนายทุนคุมธุรกิจและคุมส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ แล้วที่ยืนของประชาชนถูกลิดรอนเมื่อไปขัดทางเขา ยังมีจุดอ่อนอันสำคัญอีกจุดหนึ่งของภาคประชาชน คือเราละเลยหรืออ่อนแอในอีกสนามรบที่สำคัญสนามรบหนึ่ง นั่นคือ สนามทางวัฒนธรรมการเมือง สนามรบนี้ถูกครอบงำโดยฝ่ายอนุรักษ์ ที่มีอำนาจนำในทางวรรณกรรม ศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ ตำนาน และแนวคิดแบบ “มู” ทั้งหลาย ฯลฯ ในเรื่องนี้ดูเหมือนเราต้องศึกษาแนวคิดเพิ่มเติมจากบทนิพนธ์ของกรัมซี และจากข้อเขียนของ เกษียร เตชะพีระ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ศึกษาเรื่องการเมืองวัฒนธรรมมายาวนาน โดยเฉพาะจากปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 ของเขา ขณะเดียวกัน เราไม่ควรลืมอ่อนน้อมต่อ นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ สุจิตต์ วงษ์เทศ ฯลฯ ผู้กรุยทางให้เราในสนามรบนี้
โคทม อารียา

