ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มปฏิบัติการ “ตัดหัว” ที่มี AI เป็นแกนนำในเชิงปฏิวัติโดยโจมตีถึงหัวใจอิหร่าน เป็นเหตุให้ผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี นายทหารและนักการเมืองระดับสูงกว่า 50 คนเสียชีวิต แต่เป็นชัยชนะเพียงชั่วครู่ ไม่ต่างไปจากดอกไม้บาน เป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อสงครามจางหาย ความโหดเหี้ยมย่อมต้องเกิดขึ้น ทรัมป์ชนะด้วย “ยุทธการ AI” แต่อาจพ่ายแพ้ต่อสงคราม
ทั้งระบบ
ปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ทำให้อิหร่านเป็นอัมพาต กลับเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ เพราะอิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธทั้งแผ่นดินแม่และเครือข่าย ต่างโจมตีฐานที่มั่นของสหรัฐทุกตารางนิ้วในตะวันออกกลาง
กรีนโซนในอิรักกลายเป็นทะเลเพลิง ค่ายทหารสหรัฐในซีเรียถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก เส้นทางเดินเรือทะเลแดงใกล้เยเมนกลายเป็นกับดัก โรงแรม Burj Al Arab ในดูไบ ซึ่งถือกันว่าเป็น “แลนด์มาร์ก” แห่งความรุ่งเรืองของตะวันออกกลาง ต้องถูกยิงชั้นบนสุดโดยกองกำลัง “ฮูตี” โรงกลั่นน้ำมันในกรุงริยาดพังทลายจากโดรน ตึกระฟ้าในอาบูดาบีตกอยู่ในภาวะอันตราย ขณะที่ท่าเรือส่งออกพลังงานของกาตาร์ต้องเผชิญกับภัยคุกคามการปิดล้อม
ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ในการลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก ถูกกองทัพเรืออิหร่านปิดล้อม โดยอ้างเป็นการป้องกันตัว เป็นเหตุให้เกิดความหายนะต่อเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ราคาเบนซินในสหรัฐพุ่งสูงเช่นกัน ห่วงโซ่อุปทานปั่นป่วน ปัญหาเงินเฟ้อมาเยือน บัดนี้ ความฝันของทรัมป์ “สงครามจบเร็ว” พังทลายแล้ว พื้นที่ตะวันออกกลางกลายเป็นสนามรบ เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซียต้องรับมือกับ “ยุทธวิธีฝูงผึ้ง” ของอิหร่าน ไม่ว่าโดรน ไม่ว่าขีปนาวุธ สหรัฐรับไปเต็มๆ เป็นศึกหนัก
ความพลิกผันของสงครามอิหร่าน คือปีศาจแห่งประวัติศาสตร์ฟื้นคืน เสมือนเงาแห่งสงความเวียดนามกลับมาปรากฏบนท้องฟ้าอิหร่าน การที่ทรัมป์ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไป และจัดการเลือกผู้นำในอนาคตของอิหร่านเองนั้น คือการเปลี่ยนอิหร่านให้เป็นอาณานิคมของสหรัฐ ก็รังแต่จะทำให้สหรัฐติดหล่มสงคราม
ปี 1963 ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี เข้าไปพัวพันกับการเมืองภายในของเวียดนามใต้ สนับสนุนการทำรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีโง ดินห์ เดียม โดยเชื่อว่าจะนำมาซึ่งเสถียรภาพ ในที่สุดสหรัฐต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผู้นำอย่างมิรู้จบ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการแทรกซึมของกองทัพเวียดนามเหนือ สงครามที่เริ่มจากการแทรกแซงขนาดเล็ก ได้ขยายตัวเป็นขนาดใหญ่ ทหารอเมริกันกว่า 5 แสนนายถูกส่งเข้าสนามรบ ต้องเจอกับระเบิด การซุ่มโจมตี ด้วยกำลังที่แข็งแกร่งของเวียดกง ซึ่งต้องชำระราคาด้วยเลือด
ต่อมาปี 1975 ไซ่ง่อนล่มสลาย สหรัฐถอนตัวออกจากสงคราม โดยทิ้งไว้ซึ่งความสูญเสียทหารหนุ่ม 5.8 หมื่นชีวิต รวมทั้งค่าใช้จ่ายคิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ บทเรียนแห่งสงครามเวียดนามคือ ผู้นำสหรัฐประเมินตนเองสูงเกินไป ประเมินค่าของศัตรูต่ำเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ความเป็นจริงของอิหร่านมีลักษณะคล้ายกับเวียดนาม แต่อาจรุนแรงกว่า เพราะอิหร่านมีประชากรราว 90 ล้านคน มากกว่าเวียดนามในขณะนั้นกว่าสองเท่า อาณาเขตกว้างกว่าหลายเท่า ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันกับที่ราบสูง ซึ่งป้องกันได้ง่าย ยากแก่การถูกโจมตี ราวกับเป็นป้อมปราการธรรมชาติ
คนอิหร่านเคยผ่านสงครามอิหร่าน-อิรัก ปี 1980-1988 ถือเป็นการหล่อหลอมจิตวิญญาณแห่งการต่อต้านที่ไม่ยอมจำนน จึงไม่แปลกที่เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศว่า “เราเป็นผู้สืบทอดอารยธรรม 3 พันปี จะยอมก้มหัวต่อประเทศที่มีประวัติศาสตร์เพียง 250 ปีได้อย่างไร”
ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดระบุว่า อเมริกันชนประมาณร้อยละ 60 คัดค้านการทำสงครามอิหร่าน หากย้อนคิดอดีตสงครามเวียดนาม กระแสต่อต้านสงครามได้ลุกลามจากมหาวิทยาลัยสู่ท้องถนน เพราะอเมริกันชนรังเกียจสงคราม ทรัมป์จึงเริ่มส่งสัญญาณถอย เพราะเกรงจะกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอม
อย่างไรก็ตาม อำนาจการเริ่มต้นสงครามอิหร่านอยู่ในมือสหรัฐ แต่อำนาจการยุติสงครามอยู่ในมืออิหร่าน ตราบใดที่อิหร่านยังคงโจมตีฐานทัพสหรัฐในอ่าวเปอร์เซีย และอิสราเอล ตลอดจนประเทศรอบข้าง บทสรุปของสงครามอิหร่านก็ยังคงเป็นปริศนา

