คณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 วางกำหนดการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 7-9 เมษายนนี้
จากเหตุที่รัฐธรรมนูญ 2560 ยังใช้บังคับอยู่ หมวดสุดท้ายก่อนบทเฉพาะกาล คือ หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ
7 ด้านการปฏิรูปที่ว่านี้ บางเรื่องการปฏิบัติมีความคืบหน้า แต่อีกหลายเรื่องถูกเมินเฉย ไม่มีการปฏิบัติ และไม่มีบทกำหนดโทษใดๆ
หนึ่งในนั้นคือด้านการศึกษา
ทำให้เกิดคำถามว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น เป็นเงื่อนไขส่งเสริมให้รัฐบาลกระตือรือร้นที่จะทำ หรือเป็นข้อจำกัด อุปสรรคขัดขวาง ทำให้ไม่สนใจไยดี
การปฏิรูปประเทศเลยกลายเป็นโจทย์ให้ทุกรัฐบาลต่อมาต้องขบคิดหาทางออก จะทำอย่างไรกับภาคบังคับตามรัฐธรรมนูญนี้
ในการแถลงนโยบายที่จะเกิดขึ้น จึงน่าติดตามว่า รัฐบาลอนุทินจะเขียนเรื่องนี้ไว้ในนโยบายหรือไม่ ไม่เขียนถึงแสดงว่าไม่สนใจ ให้ความสำคัญ
ถ้าเขียน จะเขียนอย่างไร จะสานต่อหรือปรับใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อะไรทำนองนี้
หรือรอการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จากผลการลงประชามติเห็นชอบเป็นส่วนใหญ่ สาระเนื้อในว่าด้วยการศึกษาในรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ค่อยว่ากันต่อไป
นอกจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมียุทธศาสตร์ชาติ (2561-2580) ประกาศวันที่ 8 ตุลาคม 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระราชโองการ
ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ข้อ 4.3.2 ระบุว่า “การเปลี่ยนโฉมบทบาทครู ให้เป็นครูยุคใหม่ โดยปรับบทบาทจาก ‘ครูสอน’ เป็น ‘โค้ช’ หรือ ‘ผู้อำนวยการการเรียนรู้’ ทำหน้าที่กระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจ แนะนำวิธีเรียนรู้และวิธีจัดระเบียบการสร้างความรู้ ออกแบบกิจกรรมและสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนและมีบทบาทเป็นนักวิจัยพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน รวมทั้งปรับระบบการผลิตและพัฒนาครูตั้งแต่การดึงดูด คัดสรรผู้มีความสามารถสูงให้เข้ามาเป็นครูคุณภาพ มีระบบการพัฒนาศักยภาพและสมรรถนะครูอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งเงินเดือน เส้นทางสายอาชีพ การสนับสนุนการสอนและสร้างเครือข่ายพัฒนาครูให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน รวมถึงการพัฒนาครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนมาเป็นผู้สร้างครูรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบและวัด
ผลงานจากการพัฒนาผู้เรียนโดยตรง”
ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ ยังเป็นแค่ตัวอักษรสวยหรูอยู่เช่นเดิม
เป็นสิ่งยืนยันว่าประเทศไทย เป็นรัฐกระดาษ (Paper State) อย่างที่ รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ เขียนถึงในมติชนฉบับเมื่อวานจริงๆ
จากรัฐธรรมนูญถึงยุทธศาสตร์ชาติ ยังไม่หมด ติดตามมาด้วย แผนปฏิรูปประเทศ 13 ด้านรวมถึงด้านการศึกษา ซึ่งมีรายละเอียด ตั้งแต่เป้าหมาย กิจกรรม Big Rock แนวทางปฏิบัติ ตัวชี้วัดความสำเร็จมากมาย
และที่เป็นคำถามมาตลอดถึงนโยบายด้านการศึกษาของทุกรัฐบาล คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้
เพราะกว่าสิบปีที่ผ่านมา ไม่สามารถเข็นฉบับใหม่ ออกมาใช้บังคับได้สำเร็จสักครั้งเดียว
กระบวนการหลอมรวมเพื่อผลิตนโยบายรัฐบาลเที่ยวนี้ จะหลีกหนีกรอบเดิมๆ เหล่านี้ ก้าวสู่นิมิตใหม่ได้สำเร็จหรือไม่ จึงน่าติดตามอย่างยิ่ง
จะสะท้อนให้เห็นว่า ทิศทางการศึกษาไทยภายใต้การดูแลรับผิดชอบของพรรคอันดับรอง เพื่อไทย จะเดินไปทางไหน
จะผิดแผกแตกต่างไปจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย อนุทิน 1 ที่แถลงไว้เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ตรงไหน
ซึ่งเขียนไว้ชัดว่า “คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินโดยมีความสอดคล้องกับหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ และหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580)”
ครับ ผมเอาหนังเก่ามาฉายใหม่ ฉายซ้ำ เพราะสังคมไทยกำลังอยู่ในบริบทใหม่ยุคดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ภูมิทัศน์ทางการศึกษาเปลี่ยนแปลงไป มีผลต่อการจัดการการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม เป็นอย่างยิ่ง
หนังม้วนเก่ายังใช้การได้อยู่หรือไม่
การเขียนและขับเคลื่อนนโยบายภายใต้กรอบที่ระบอบ คสช.ทิ้งมรดกไว้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา วิพากษ์วิจารณ์ว่าแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและในทางสากล
รัฐบาลอนุทิน 2 จะฉีกทิ้ง หรือทลายกรอบเดิมไปได้หรือไม่ แค่ไหน คำตอบอยู่ที่เนื้อหานโยบายที่จะแถลงอีกไม่กี่วันนี้
โดยเฉพาะประเด็นหลัก ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปครู ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ปฏิรูปการบริหารจัดการ กระจายอำนาจลดขนาดกระทรวงศึกษาฯ การศึกษาตลอดชีพ การศึกษากับอาชีพ การจัดการทรัพยากรทางการศึกษา เทคโนโลยีกับการศึกษาฯ
จะจัดลำดับความเร่งด่วนอย่างไร
ปฏิวัติการศึกษา จึงเป็นจริง ไม่ใช่แค่วาทกรรม อีกเช่นเคย
สมหมาย ปาริจฉัตต์

