เคลียร์ให้ชัด : แบงก์ชาติ ออกประกาศ (ห้าม) ถอนเงินสด 5 ล้านบาทที่ธนาคารจริงไหม
ตามหัวเรื่อง คำถามถามว่า แบงก์ชาติออกประกาศห้ามถอนเงินสด 5 ล้านบาทที่ธนาคารจริงไหม???
คำตอบสั้นๆ คือ ไม่จริง
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ประชาชนจะถอนเงินสด หรือโอนเงินสด ผ่านธนาคารไปให้บุคคลอื่น เกินหรือเท่ากับ 5 ล้าน ถ้า (ไม่แจ้ง) วัตถุประสงค์ว่าจะนำเงินสดไปทำอะไร หรือ (ไม่ยอม) แสดงพยานหลักฐานว่าจะใช้เงินไปทำอะไร ถ้าไม่แจ้ง หรือไม่แสดงหลักฐานจะเบิกถอนเงินสด 5 ล้านไม่ได้ ซึ่งหากอ่านประกาศฉบับนี้ทั้งฉบับ จะไม่มีคำไหนบอกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งไม่ให้ธนาคารถอนเงินสดให้ประชาชนผู้ฝากเงินเลย และประกาศนี้ก็สร้างความสับสนให้แต่ละธนาคารจะปฏิบัติอย่างไร ให้ถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้ จึงมีการตั้งคำถาม (ตัวโตๆ) ว่า
1.แบงก์ชาติมีอำนาจสั่งให้ธนาคารห้ามผู้ฝากเงินถอนเงินได้หรือไม่
2.ประกาศแบงก์ชาติไปทับซ้อนกับประกาศของกฎหมายฟอกเงิน ของสำนักงาน ปปง. เรื่องต้องแสดงตน (KYC) ตั้งแต่ 2 ล้านบาทหรือไม่
3.ถ้าผู้ฝากเงิน บอกจะถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ไปฝังตุ่ม และไม่ยอมลงนามที่ธนาคาร และไม่ยอมแจ้งวัตถุประสงค์ และไม่ให้พยานหลักฐานใดๆ ในการเบิกถอนเงิน ธนาคารจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อไม่ให้ผิดประกาศฉบับนี้
และจะมีคำถามทำนองนี้อีกอย่างมากมายครับ ซึ่งผมจะพยายามเฉลยคำถามนี้ให้ฟังครับ อำนาจของแบงก์ชาติมีอำนาจหลายประการในการกำกับดูแลความมั่นคงและสร้างเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินให้มีประสิทธิภาพ และดำเนินการร่วมมือและป้องกันอาชญากรรมเทคโนโลยีกับภาครัฐ ซึ่งเป็นภัยร้ายแรง และสร้างความเสียหายกับประชาชนจำนวนมาก ณ ขณะนี้
ซึ่งในการนี้ แบงก์ชาติมี 2 วิธีที่จะบรรลุผลข้างต้น และเป็นการให้การสนับสนุนการออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 และ พ.ศ.2568 แบงก์ชาติ มี 2 แนวทางที่จะดำเนินการ กล่าวคือ
แนวทางที่ 1 ใช้กฎหมายเข้มงวด (Hard Law)
แบงก์ชาติสามารถตั้งผู้ตรวจการสถาบันการเงิน ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ที่แก้ไขแล้ว ตามมาตรา 88 (ผู้ตรวจการสถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) โดยใช้อำนาจตามมาตรา 84 และอื่นๆ สั่งให้ธนาคารดำเนินการใดๆ ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การใช้อำนาจจะเป็นยาแรงเกินไป เพราะหากธนาคารไม่กระทำการก็จะเป็นความผิดอาญา
แนวทางที่ 2 ใช้กฎหมายไม่รุนแรง (Soft Law)
แบงก์ชาติสามารถออก “ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 16/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด” ซึ่งลงประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 กล่าวคือ แบงก์ชาติเลือกใช้วิธี Soft Law โดยออกเกณฑ์ความเสี่ยงในการกำกับดูแลให้ธนาคารปฏิบัติ หากธนาคารไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จะมีมาตรการลงโทษทางปกครอง มิใช่โทษทางอาญา
ดังนั้น กล่าวโดยสรุป แบงก์ชาติเลือกดำเนินการโดยใช้แนวทางที่ 2 ซึ่งเป็นเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงที่มีอยู่แล้วประกอบการพิจารณา ในการสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยใช้หลักกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ที่แก้ไขแล้ว มาตรา 39 โดยถือว่าการถอนเงินสดดังกล่าวเป็นการรับฝากเงิน การรับเงินจากประชาชน… และการประกอบธุรกิจอื่นที่สถาบันการเงินนั้นดำเนินการได้ รวมทั้งมาตรา 41 และมาตรา 71 กฎหมายให้อำนาจแบงก์ชาติออกหลักเกณฑ์ให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามมาตรา 39 และต้องรายงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ หากธนาคารไม่ดำเนินการตามกฎหมายสถาบันการเงิน มาตรา 39, 41 และ 71 จะมีบทลงโทษตามมาตรา 125
ซึ่งสามารถสรุปประกาศดังกล่าวได้ดังนี้ครับ
– ไม่ใช่กฎหมาย “(ห้าม) ถอนเงินสด 5 ล้าน”
– เป็นกฎหมาย “บังคับให้ธนาคารตรวจเข้มในการทำธุรกรรมรับฝากเงินและธุรกรรมอื่นรวมทั้งการถอนเงินสด”
– ถ้าถอนเงินสด มากกว่า หรือเท่ากับ 5 ล้านบาท ธนาคารต้อง :
1.สอบถามและบันทึกโดยพนักงานธนาคาร และสอบถามให้ผู้รับฝากเงินลงนามในบันทึก (ถ้าลูกค้าไม่ยอมลงนามก็ให้บันทึกไว้ เพราะเพียงบันทึกไว้ก็เป็นหลักฐานในคดีอาญา)
2.ขอเอกสาร หลักฐานประกอบการถอนเงินสด (ถ้ามี คือไม่มีก็ให้บันทึกไว้ว่า ไม่มี หรือไม่ยินยอมให้ ก็ให้บันทึกไว้ว่า ไม่ให้ยินยอมให้)
– ถ้ามีธุรกรรมรับฝากเงินหรือถอนเงินผิดปกติต้องรายงาน และอาจต้องใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระงับธุรกรรมทันที
หมายเหตุ ประกาศฉบับนี้
1.ใช้หลักการสำคัญของ Risk-Based Approach แบงก์ต้องควบคุมความเสี่ยงของลูกค้า โดยกำหนดเกณฑ์กำกับตามความเสี่ยงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
2.ต้องยืนยันตัวลูกค้าตามกฎเดิม
3.ธุรกรรม 5 ล้านบาทต่อวัน (ไม่ใช่ต่อครั้ง ต้องมี AI ช่วย)
4.ธนาคารต้องมีระบบวิเคราะห์พฤติกรรมที่ดี
5.มาตรการลงโทษทางปกครอง ตั้งแต่พนักงาน และผู้บริหาร
6.เว้นแต่จงใจไม่ปฏิบัติ แบงก์ชาติอาจมีการสั่งแก้ไข ปรับ (กรณีนี้จะเป็นคดีอาญา)
ที่กล่าวมาทั้งหมดก็จะสามารถตอบโจทย์คำถามข้างต้นได้อย่างชัดเจนว่า
คำถามที่ 1.แบงก์ชาติมีอำนาจสั่งให้ธนาคารห้ามผู้ฝากเงินถอนเงินได้หรือไม่
คำตอบคือ แบงก์ชาติไม่มีอำนาจสั่งให้ธนาคารห้ามประชาชนผู้ฝากเงินถอนเงินได้ เพราะผู้ฝากเงินมีอำนาจตามกฎหมายแพ่งเรื่องรับฝากทรัพย์ แต่การออกประกาศลักษณะนี้ แบงก์ชาติเพียงบังคับธนาคารให้ปฏิบัติตามกฎหมายสถาบันการเงิน ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อย่างน้อยมิจฉาชีพที่หลอกลวงประชาชนจนหลงเชื่อก็จะลดน้อยลง กระบวนการยุติธรรมจะได้แกะรอยมาดำเนินคดีได้
คำถามที่ 2.ประกาศแบงก์ชาติไปทับซ้อนกับประกาศของกฎหมายฟอกเงิน ของสำนักงาน ปปง. เรื่องต้องแสดงตน (KYC) ตั้งแต่ 2 ล้านบาทหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ทับซ้อน เพราะประกาศ KYC 2 ล้านบาท เป็นเรื่องการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หลายความผิดมูลฐาน แต่ประกาศการถอนเงินสด 2 ล้านบาท เป็นมาตรการที่แบงก์ชาติขอความร่วมมือเพิ่มขึ้น จากการปฏิบัติตามเกณฑ์ ความเสี่ยงทั่วๆ ไป ซึ่งกำหนดหน้าที่ของพนักงานธนาคาร และผู้บริหารต้องเพิ่มเกณฑ์การทำงานมากขึ้นจากที่เคยปฏิบัติ
คำถามที่ 3.ถ้าผู้ฝากเงินบอกจะถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ไปฝังตุ่ม และไม่ยอมลงนามที่ธนาคาร และไม่ยอมแจ้งวัตถุประสงค์ และไม่ให้พยานหลักฐานใดๆ ในการเบิกถอนเงิน ธนาคารจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อไม่ให้ผิดประกาศฉบับนี้
คำตอบคือ อย่างที่อธิบายหลักกฎหมายและหลักเกณฑ์ข้างต้นว่า เกณฑ์นี้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของธนาคารปฏิบัติเท่านั้น มิใช่เกณฑ์ที่บังคับประชาชนผู้ฝากเงิน เพียงแต่ผู้รับฝากเงินอาจกระทบบ้าง เช่น อาจรู้สึกเสียเวลาบ้าง หรือถูกสอบถามจากพนักงานธนาคารบ้าง เป็นต้น ดังนั้น ถ้าผู้ฝากเงินอยากถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท โดยไม่บอกเหตุผลใดๆ หรือไม่ให้เอกสารใดๆ หน้าที่ของพนักงานธนาคารก็ต้องบันทึกไว้ หรือผู้ฝากเงินบอกเหตุผล หรือส่งเอกสารหลักฐานใดๆ ให้ แต่ไม่ประสงค์ลงนาม พนักงานธนาคารก็ไม่มีอำนาจใดๆ ไปบังคับผู้ฝากเงินลงนาม เพียงแต่พนักงานก็บันทึกในแบบฟอร์มว่า ผู้ฝากไม่ประสงค์ลงนาม เป็นต้น
ท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่า การที่แบงก์ชาติออกเกณฑ์ลักษณะนี้ก็เพื่อป้องกันประชาชนผู้ฝากเงินไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพที่มาหลอกลวงประชาชน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สงสารพนักงานธนาคาร ผู้บริหารธนาคาร ที่ต้องเพิ่มภาระในการปฏิบัติงานมากขึ้นกว่าเดิม
วีระชาติ ศรีบุญมา
ประธานสถาบันพัฒนาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายตลาดเงินตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล

