การปลอบประโลมยามมืดมนของคนต่างยุคสมัย (1)
งามศุกร์ รัตนเสถียรเป็นเพื่อนที่ช่วยอ่านและแก้ไขบทความที่ผมส่งลงมติชนออนไลน์มาโดยตลอด เมื่อสองสามวันก่อน ก็ช่วยส่งหนังสือมาให้อ่านสองเล่ม ผมอ่านจบไปเล่มหนี่งซึ่งน่าสนใจมาก จึงขอย่อความมาแบ่งปันกับผู้อ่านในบทความนี้ (ยังมีต่อในบทความหน้า) หนังสือมีชื่อว่า “ยาใจ : วิถีปลอบประโลมยามมืดมน” เขียนโดยไมเคิล อิกนาติเอฟ แปลโดยนักวิชาการ 10 คนที่แบ่งกันแปลคนละบทสองบท โดยมีปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล เป็นบรรณาธิการบทแปล ผู้เขียนเคยเป็นหัวหน้าพรรคเสรีนิยมของคานาดา ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลยูโรเปียน ที่กรุงเวียนนา
สุวรรณา สถาอานันท์เขียนข้อความหนึ่งไว้ในคำนำว่า ประมาณหนึ่งปีก่อนการจากไป ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้หยิบหนังสือเล่มนี้มาวางบนโต๊ะกินข้าว พร้อมทั้งชวนให้อ่าน หลังจากนั้นไม่กี่วันเขาทั้งสองก็ช่วยคิดหาทีมผู้แปล และได้ทีมของผู้มีทักษะดีเยี่ยมในการแปล สุวรรณาเข้าใจว่าชัยวัฒน์ได้ใช้หนังสือ “ยาใจ” ส่งต่อคำอำลาและคำปลอบประโลมของเขาให้แก่เพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นผู้แปล และดูเหมือนว่าอาจมีประโยชน์ไม่น้อยสำหรับผู้คนในยุคสมัยนี้อีกจำนวนมาก
อิกนาติเอฟ-ผู้เขียน-ได้อธิบายแรงบันดาลใจให้เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ไว้ในคำนำว่า เมื่อปี ค.ศ. 2017 เขาได้รับเชิญไปพูดเรื่องความยุติธรรมกับการเมืองที่อยู่ในหนังสือเพลงสดุดี (Book of Psalms) ในพระคัมภีร์เดิมโดยการบรรยายจะอยู่ในช่วงพักการแสดงขับร้องประสานเสียง ที่เมืองอูเทร็ชต์ เขาและภรรยาได้เข้าฟังการขับร้องประสานเสียงที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษประกอบทั้ง 150 เพลง เป็นเวลาสองวัน เพลงไพเราะ เนื้อเพลงที่มีพลังและประสบการณ์ที่ได้ ทำให้รู้สึกสว่างไสว เขาได้ค้นพบการปลอบประโลม ในเนื้อเพลง ดนตรี และน้ำตาแห่งการรับรู้ในหมู่ผู้ฟัง
อิกนาติเอฟมีความเชี่ยวชาญหลายด้าน รวมทั้งด้านปรัชญา กวีนิพนธ์ แต่ในหนังสือเล่มนี้ เขาคงใช้ความชำนาญด้านนักประวัติศาสตร์ความคิดเป็นสำคัญ คนธรรมดาที่ไม่ใช่นักปรัชญาก็อาจตั้งคำถามกับตัวเอง เช่น เราเป็นอะไร มาจากไหน มาทำอะไร ตายแล้วไปไหน ฯลฯ ผู้ศรัทธาในศาสนามีคำตอบที่ต่างกันออกไปตามความเชื่อ นักปรัชญาพยายามหาคำตอบตามหลักเหตุผล ศิลปินอาจพบคำตอบผ่านความซาบซึ้ง – สร้างสรรค์ในศิลปะของพวกเขา แต่ดูเหมือนอิกนาติเอฟพยายามบอกเราว่า เราอาจตอบคำถามเหล่านี้อย่างชัดแจ้งไม่ได้ คือมีความกังขาที่แต่ละคนต้องเผชิญด้วยตนเองอยู่เสมอ
อิกนาติเอฟเสนอไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า ความคิด-ความรู้สึก-ความกลัว- ความโดดเดี่ยว ฯลฯ ในยามที่เผชิญกับความทุกข์และความสงสัยแสนสาหัส อาจไม่ต่างกันมากในแต่ละยุคสมัย สิ่งที่ต่างกันคือ ในยามมืดมน พวกเขามีวิถีการปลอบโยน (solace) อย่างไร เพื่อไม่ให้จิตวิญญาณล่มสลาย และทำอย่างไรให้ความมืดมนคลี่คลาย ให้อย่างน้อยพอทนได้ หรือให้ผ่านพ้นไป?
หนังสือเล่มนี้มี 17 บท ที่บันทึกความท้อแท้สิ้นหวังของบุคคลสำคัญ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหรือไม่ก็สำคัญในฐานะคนธรรมดา โดยอิกนาติเอฟได้บรรจงเล่าเรื่องราวของพวกเขาอย่างละเอียดประณีต จนผู้อ่านสามารถมีอารมณ์ร่วมไปกับบุคคลเหล่านั้น พร้อมทั้งตั้งคำถามหรือสะท้อนคิดถึงความมืดมนของตนเอง โดยที่คำตอบหรือวิถีการปลอบโยน ยังคงเป็นปลายเปิด อิกนาติเอฟได้พาเราผ่านประวัติศาสตร์ความคิด โดยเริ่มตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม (ด้วยบทเพลงสดุดี) จนถึงปัจจุบัน ที่เล่าเรื่องของผู้ที่เผชิญบั้นปลายชีวิตในระหว่างการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care)
บทแรกอ้างอิงหนังสือของโยบ (the Book of Job) ในพระคัมภีร์เดิม ที่บอกเล่าถึงปัญหาความทุกข์ทรมานของผู้บริสุทธิ์ ในกรณีนี้คือความทุกข์ของโยบ เขาเป็นคนยำเกรงพระเจ้า มีทรัพย์สินมาก และเป็นที่ยกย่อง ซาตานจึงท้าทายพระเจ้าว่าโยบซื่อสัตย์เพียงเพราะได้รับการอวยพร พระเจ้าจึงอนุญาตให้ซาตานทดสอบโยบ โดยทำให้เขาสูญเสียลูกทั้ง 10 คน สูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด และป่วยเป็นโรคผิวหนังร้ายแรง ในการรอคอยสิ่งประโลมใจ แต่ต้องรอเก้อ โยบจึงตั้งคำถามกับพระเจ้าว่า “โอ้ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ อีกนานเท่าใด? พระองค์จะลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ? … พระองค์จะตัดสินอย่างอยุติธรรม และเข้าข้างคนชั่วนานเท่าใด?”
พระเจ้าของโยบไม่ได้นิ่งเงียบ ทรงมีดำรัสกึกก้องออกมาจากพายุว่า “เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงมาบงการว่าเราต้องทำอะไร จึงมากล่าวโทษเราว่าทำให้เจ้าทุกข์ทรมาน” โยบจึงหมดหวังที่จะเข้าใจ และยอมรับว่า “ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ สิ่งที่ประหลาดเกินแก่ข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ไม่ทราบ” เรื่องของโยบเตือนให้เราเลิกถามปัญหา ว่าทำไมต้องเป็นเราที่ทนทุกข์ทรมาน เพราะนี่คือคำถามที่หาคำตอบที่ดีไม่ได้เลย การไม่ละทิ้งความศรัทธาของโยบ ทำให้ซาตานยอมรับความพ่ายแพ้ในการมาทดสอบเขา ท้ายที่สุด โยบได้คืนสู่ความมั่งคั่ง มีบุตรหลาน มีสุขภาพดี และอยู่กับพระเจ้าของเขาอย่างสงบสุข หรือนี่คือวิถีการปลอบโยนของพระองค์ในท้ายที่สุด
บทถัดไปยังเป็นเรื่องความศรัทธา ความศรัทธาของนักบุญเปาโล เขาเคยเป็นหนุ่มยิวไฟแรงผู้อาศัยที่เมืองท่าทาร์ซัสที่ใช้ภาษากรีกในแคว้นซีซีเลีย และเขาพูดภาษาลาตินได้คล่องแคล่ว เดิมทีเขาชื่อเซาโลและเป็นสมาชิกคณะฟาริสี ที่ถือธรรมเนียมและกฎหมายยิวอย่างเคร่งครัด เขาจึงต่อต้านประชาคมชาวคริสต์ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ชาวยิว และสอนเรื่องความเมตตาและประกอบพิธีมิสซาเพื่อรำลึกถึงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู ประมาณสองปีหลังการตรึงกางเขนพระเยซู เซาโลเข้าร่วมการพิจารณาคดีของศาลสูงของยิวในเยรูซาเล็ม ที่ตัดสินประหารชีวิตชายหนุ่มชาวคริสต์คนหนึ่งชื่อสเทเฟน (ปัจจุบันนิยมออกเสียงเป็นสตีเฟน) ในข้อหาว่าสบประมาทโมเซส เหตุการณ์ที่สะเทือนใจเซาโลคือการได้เห็นการทุ่มหินใส่สเตเฟนจนตาย
ขณะที่เขาขี่ม้าไปกรุงดามัสกัสเพื่อกวาดล้างนิกายคริสต์ที่นั่น เขาได้ยินสุรเสียงคล้ายเสียงที่กล่าวแก่โยบในพายุ “เซาโล เซาโล เจ้าเบียดเบียนข่มเหงเราทำไม” เสียงนั้นทำให้เขาตกจากหลังม้า ประกอบกับการปวดร้าวทางจิตจากประสบการณ์การตายของสเตเฟน ทำให้เขาตาบอด ต้องกระเสือกกระสนไปยังดามัสกัส ไปพักพิงอยู่กับชาวคริสต์ที่เขาเคยเบียดเบียน เมื่อสายตาและสติปัญญาของเขาคืนกลับมา เขากลับใจเชื่อว่าผู้ที่เขาเบียดเบียนนั้นเป็นฝ่ายถูก เขาเปลี่ยนชื่อเป็นเปาโล และกลายเป็นบุคคลที่เผยแพร่ศาสนาคริสต์อย่างไม่เหนื่อยล้า เริ่มจากการขยายวงผู้ที่จะเชื่อในพระเยซู จากกลุ่มชาวยิว ไปสู่กลุ่มชนอื่น ๆ ในปกครองของโรม เปลี่ยนประเพณีมุขปาฐะเป็นการใช้ข้อเขียน โดยเขาเองได้เดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อก่อตั้งประชาคมชาวคริสต์ หมั่นไปเยี่ยมเยียนพวกเขา และหมั่นส่งจดหมายถึงพวกเขา จดหมายเหล่านี้ได้ตกทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบัน
เขาสารภาพว่า “ข้าฯถูกชาวยิวโบยห้าครั้ง ครั้งละสามสิบเก้าที ถูกชาวโรมันเฆี่ยนด้วยไม้สามครั้ง ข้าฯประสบเรืออับปางสามครั้ง ลอยคออยู่ในทะเลหนึ่งคืนกับหนึ่งวัน … ข้าฯต้องเผชิญอันตรายในแม่น้ำ อันตรายจากเพื่อนร่วมศาสนา จากคนต่างศาสนา อันตรายในเมือง ในถิ่นทุรกันดาร … ต้องอดหลับอดนอนบ่อยครั้ง ต้องหิวกระหาย … ต้องทนหนาว … ข้าฯยังถูกบีบคั้นทุกวัน ด้วยความเป็นห่วงพระศาสนจักรทุกแห่ง” เปาโลอ้างอิงถึงคำสัญญาที่พระเจ้าเคยให้แก่อับราฮัมว่า “ชนทุกชาติในแผ่นดินจะได้รับพระพร” นี่คือหลักประกันซึ่งเปาโลอาศัยเผยแผ่ข่าวกันประเสริฐ – เรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ – ถึงมนุษย์ทุกคน พระองค์จะนำ “เราไปอยู่กับพระเจ้า ตลอดไป เป็นนิตย์”
เขาได้อุทิศชีวิตอย่างยากลำบาก แด่การประกาศข่าวการเสด็จมาของพระเมสซิยาห์ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์เดิม อย่างไรก็ดี ณ ปลายสุดหนทางอันยาวไกล เปาโลรู้ว่าพระเมสซิยาห์คงไม่เสด็จมาในช่วงชีวิตเขา และรู้ด้วยว่า การปลอบโยนให้เขาผ่านความทุกข์ยากนั้น อยู่ที่ความรักของประชาคมชาวคริสต์ที่เขากำลังจะทิ้งไว้เบื้องหลัง ความรักของพวกเขาคือสัญญาณเดียวที่มนุษยชาติอาจมีได้ ว่าความรักของพระเจ้าเป็นเช่นไร “ทั้งสามสิ่งนี้ยังดำรงอยู่ คือ ความเชื่อ ความหวัง และความรัก แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรัก”
ในด้านความคิดเชิงปรัชญา อาณาจักรโรมันรับถ่ายทอดจากนักปรัชญากกรีกเป็นส่วนใหญ่ ในเรื่องการเข้าใจความทุกข์ มีสำนักปรัชญากรีกที่สำคัญอยู่สองสำนัก คือ สำนักเอพิคิวเรียนกับสำนักสโตอิก (ใช้ AI สืบค้นรายละเอียดได้) ปรัชญาเอพิคิวเรียนสอนการแสวงหาความสุขที่ยั่งยืนด้วยการลดความเจ็บปวดทางกายและใจ มุ่งเน้นการมีชีวิตที่สงบสุข ปราศจากความกลัว ผ่านมิตรภาพ ความพอเพียง และความเข้าใจธรรมชาติ ไม่ใช่การเสพสุขทางกามารมณ์อย่างสุดโต่ง สำนักนี้สอนให้ไม่กลัวความตาย เพราะเมื่อเราอยู่ ความตายก็ไม่มี และเมื่อความตายมาถึง เราก็ไม่อยู่แล้ว แม้เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง แต่พระเจ้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ จึงไม่ต้องกลัวการลงโทษ
ส่วนสำนักสโตอิกเน้นการใช้เหตุผลควบคุมอารมณ์ ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และมุ่งเน้นพัฒนาตนเองในสิ่งที่ควบคุมได้ (ความคิดและการกระทำของตนเอง) เพื่อสร้างความสงบใจท่ามกลางวิกฤต สอนให้มองอุปสรรคเป็นโอกาสเติบโตและดำรงชีวิตอย่างมีคุณธรรม นอกจากนี้ ยังสอนให้ใช้ชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ ดำเนินชีวิตด้วยเหตุผลและความดีงาม ในบทต่อไป อิกนาติเอฟกล่าวถึงมาร์คุส ซิเซโร (106 – 43 ปีก่อนคริสตกาล) เขาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโรมัน เขาภาคภูมิใจที่ตั้งมั่นในคำสอนของสโตอิก เขาเป็นนักปรัชญาและเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อการปลอบประโลมใจ (Consolatio)
แต่เมื่อลูกสาวสุดที่รักของเขาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันในปี 45 ก่อนคริสตกาล หนังสือของเขาไม่สามารถปลอบประโลมคนที่เขียนมันขึ้นมาได้ เขาคลุ้มคลั่งจนไม่ได้เอ่ยถึงพิธีศพ ดูเหมือนจะทิ้งศพลูกสาวและหลานชายแรกเกิดให้ทาสในเรือนจัดการ ส่วนเจ้าตัวหนีจากโรมลงใต้ไปยังคฤหาสน์ที่อัสทูรา กลางวันก็เดินเตร่กระเซอะกระเซิงอยู่ในป่ารอบคฤหาสน์ กลางคืนนอนไม่หลับและเฝ้าแต่ร้องไห้ เขาเป็นเช่นนี้อยู่หกสัปดาห์ ศัตรูการเมืองของเขาตราหน้าว่าเขาเป็นคนเสแสร้ง ไม่สามารถควบคุมตนเองแบบสโตอิกได้อย่างที่เขาพร่ำสอน เขายอมรับว่าตัวเองย่อยยับ ไม่สามารถสู้กับความโศกเศร้าได้ เวลาผ่านไปราวห้าเดือน ความโศกเศร้าที่ไม่อ่อนข้อให้แก่คำปลอบใจ ในที่สุดก็ยอมจำนนต่อกาลเวลา
ซิเซโรกลับมาดำเนินชีวิตแบบสโตอิกอีกครั้งหนึ่ง หายนะทางการเมืองรอบตัวช่วยให้เขากลับมาเดินตามเส้นทางนี้ได้ง่ายขึ้น สาธารณรัฐคือกรอบที่ให้ความหมายแก่ชีวิตของเขา เขากล่าวว่า ในการปกป้องสาธารณรัฐ เราต้องทนต่ออันตรายทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตสาธารณะด้วยความสงบแบบสโตอิก เมื่อเขากลับสู่โรมในปี 44 ก่อนคริสตกาล เขามุ่งโจมตีซีซาร์ทันที แต่ไม่ได้เข้าร่วมคิดแผนลอบสังหารซีซาร์กับวุฒิสมาชิกคนอื่น ๆ
หลังจากนั้น เมื่อ มาร์ค แอนโทนี ต้องการแทนที่ซีซาร์ เขาก็โจมตีแอนโทนีด้วยโวหารที่เผ็ดร้อน แต่เมื่อแอนโทนีกับอ็อกตาเวียน – ทายาทของซีซาร์ – ร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อลดทอนอำนาจวุฒิสภา เขารู้ว่าตัวเองถึงคราวจบสิ้นแล้ว ผู้ชนะสั่งปลิดชีพเขา แปลว่าใครก็ได้สามารถฆ่าเขาเพื่อเอาค่าหัวได้ เขาหนีลงใต้ไปยังคฤหาสน์ของเขา และคิดลี้ภัยทางทะเลไปยังกรีก แต่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร ตอนที่มือสังหารล้อมใกล้เข้ามา เขาสั่งให้คนแบกเสลี่ยงวางเสลี่ยงลง และรออย่างใจเย็น แม้ซิเซโรไม่อาจควบคุมตัวเองอยู่หลายเดือนเมื่อลูกสาวจากไป แต่กาลเวลาและความรักในสาธารณรัฐได้ปลอบประโลมเขา สุดท้าย เราได้เห็นการตายของเขา ที่ถักร้อยการควบคุมตัวเองแบบสโตอิก เข้ากับคุณธรรมของสาธารณรัฐ
มาร์คุส เอาเรลีอุส ครองราชย์เป็นจักรพรรดิโรมันระหว่างปี ค.ศ. 165 ถึง 180 เขาเป็นฝ่ายนำทัพสู้กับ
เผ่าอนารยชน ในค่ายทหารตอนกลางคืน เขาเขียนบันทึกถึงตัวเอง ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า “สิ่งที่เอ่ยแก่ตัวเอง” ต่อมารู้จักกันในนาม “บทใคร่ครวญ” (meditations) ซิเซโรแสวงหาการปลอบโยนแบบสโตอิก ส่วนผู้เป็นจักรพรรดิพยายามเอาชนะความกลัวและความโดดเดี่ยวในความมืดที่วังเวง ด้วยการสารภาพความรู้สึกที่แท้จริงของตนเพื่อเป็นการปลอบประโลม
สิ่งที่เขาได้พบเห็นในการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้หัวใจเขาแห้งผาก เขาสารภาพความสยดสยองโดยบันทึกว่า “หากท่านเคยเห็นมือและเท้าคน ที่ถูกตัดออกจากแขนขา หรือเห็นหัวที่ถูกตัด ถูกทิ้งไว้แยกจากส่วนที่เหลือของลำตัว ท่านก็จะได้เห็นว่า คนเราต้องรับสภาพที่มาจากผลการกระทำของตัวเอง” มันเป็นความน่ากลัว ผสมผสานกับความเหนื่อยล้าและสะอิดสะเอียน แต่ทุกคนคาดหวังให้เขาแสดงสีหน้าเบิกบานและมุ่งมั่น การต้องแสดงเช่นนี้ ทำให้เขาอยากเอ่ยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่จักรพรรดิจะไปปรับทุกข์กับใครได้
เขามองแม่น้ำที่ไหลผ่านหน้าค่าย และเปรียบเปรยว่า “ร่างกายเป็นเสมือนสายน้ำที่เชี่ยวกราก วิญญาณประหนึ่งความฝันและไอหมอก … เวลาในโลกนี้เป็นเพียงการพักแรมสั้น ๆ ในดินแดนที่ไม่รู้จัก” อนุชนรุ่นหลังไม่ปลอบประโลมใจเขาเลย ใครจะจำเขาได้ “หลังจากมีชื่อเสียง ก็ต้องถูกลืม” งานเขียนของเขาเผยความย้อนแย้งว่า การปลอบประโลมที่เขาพอจะพบได้ ไม่ได้มาจากการสารภาพความรู้สึก หรือจากการอยู่คนเดียวตามลำพัง หากมาแต่บทบาทหน้าที่ และภาระที่เขาแบกอยู่ งานเขียนจบลงด้วยจินตนาการว่า ตนเองเป็นนักแสดงบนเวที เข้าถึงบทบาทเต็มที่ แต่แล้วมีคนมาบอกว่า หมดเวลาแล้ว เขาท้วงว่า “เราเพิ่งแสดงได้เพียงสามองก์จากห้า” แต่เสียงบอกเขาว่า “ละครชีวิตท่านมีเพียงสามองก์เท่านั้น”
เขาตายเมื่ออายุ 59 ปี โดยเชื่อกันว่าจากกาฬโรคในค่ายพักทหาร งานเขียนบนกระดาษสิบสองม้วนของเขา ถูกส่งมอบให้ทหารคนสนิทนำกลับกรุงโรมพร้อมร่างของเขา ไม่มีใครรู้จักงานเขียนนี้นานหลายศตวรรษ แต่เมื่อมีการคัดลอกและเผยแพร่ มันก็เป็นการปลอบประโลมคนอื่นจากความสับสนงุนงง ที่แม้แต่จักรพรรดิก็ไม่สามารควบคุมได้ เราใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อรู้ว่า แม้แต่จักรพรรดิก็ยังไม่แกร่งพอที่จะอยู่กับความคิดของตนเองได้ตลอดคืน และนี่คือสิ่งที่เรากับเขามีร่วมกัน
จักรวรรดิโรมันเริ่มล่มสลายตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 เกิดหายนภัยต่าง ๆ เช่น การปล้นสะดมกรุงโรมในปี ค.ศ. 411 การเสียดินแดนให้ชนเผ่าต่างแดน สิ่งก่อสร้างถูกทิ้งพังทลาย ไม่มีการซ่อมบำรุงทางส่งน้ำ ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงคืบไปช้า ๆ จนชาวโรมันแทบมองไม่เห็น ในปีที่ 43 ก่อนคริสตกาล สาธารณรัฐโรมันถึงวาระสุดท้ายไปพร้อมกับอสัญกรรมของซิเซโร โรมได้ตกอยู่ใต้การปกครองของจักรพรรดิ ที่ใช้แต่ความรุนแรงและปกครองตามอำเภอใจนานนับศตวรรษ สาธารณรัฐแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ราวคริสต์ศักราช 500 มีแต่เสรีภาพในนามเท่านั้นที่ยังคงเหลืออยู่
ในปี ค.ศ. 500 กษัตริย์ทีโอเดริกแห่งเผ่าออสโตรก็อธขึ้นครองบัลลังก์จักรวรรดิฝั่งตะวันตกที่เมืองราเวนนา มีแต่จักรวรรดิฝั่งตะวันออกที่เมืองคอนสแตนติโนเปิลเท่านั้นที่พอมีอำนาจเท่าเทียม ทีโอเดริกยึดบัลลังก์ได้โดยการแทงคู่แข่งในงานเลี้ยง แต่เขาก็รู้ว่าไม่อาจครองอาณาจักรด้วยความรุนแรงเท่านั้น เขาจึงฟื้นฟูและสร้างความโอ่อ่างดงามแก่กรุงโรม เขายังแสดงออกโดยเปลือกนอกว่าเคารพวุฒิสภาที่เคยยิ่งใหญ่ในสมัยซิเซโร แต่บัดนี้เหลือเพียงเงาของอดีตเท่านั้น เขายังน้อมรับคริสต์ศาสนา แม้จะเป็นนิกายอาเรียน (นิกายที่ก่อตัวในอียิปต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ที่สอนว่าพระบิดาทรงสร้างพระเยซู ที่ไม่ได้มีสถานภาพเป็นพระเจ้า) ก็ตามที
กษัตริย์อนารยชนไม่รู้หนังสือ เขาชดเชยจุดด้อยนี้โดยเรียกผู้มีการศึกษามาถวายงาน ในบรรดาขุนนางที่ถูกเรียก เห็นจะไม่มีใครเกินหน้า อานิคิอุส โบอีธีอุส เขาเกิดในครอบครัวโรมันชั้นสูงที่เก่าแก่ และได้รับการศึกษาคลาสสิคมาอย่างดี เก่งภาษากรีกและลาติน เชี่ยวชาญดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และดนตรี เมื่ออายุ 30 ปี เขาดำรงตำแหน่งกงสุลอันทรงเกียรติ เช่นเดียวกับบิดาของเขา ในปี ค.ศ. 522 โบอีธีอุสเข้ารับตำแหน่งเป็นมหาเสนาบดี ที่เป็นหัวหน้าข้าราชการทั้งปวง
อย่างไรก็ดี พวกขุนนางที่เป็นอภิชนโรมัน ละอายที่ตกอยู่ใต้อำนาจกษัตริย์อนารยชน ได้แต่ดูพวกนี้ปล้นความร่ำรวยของอิตาลีมาสร้างความมั่งคั่งให้ตนเอง ในขณะที่ละเลยแว่นแคว้นที่พึ่งพาธัญญาหารจากโรม อีกทั้งยังไม่ให้เกียรติแก่จารีตของวุฒิสภาเท่าที่ควร จุดหลักอยู่ที่พวกอนารยชนถือนิกายอาเรียน ส่วนอภิชนโรมันถือนิกายคาทอลิกที่ขัดแย้งกันในความเชื่อ หลังจากที่ทีโอเดริกครองอำนาจมา 30 ปี อำนาจเริ่มหลุดจากมือ พันธมิตรที่ทำไว้กับกลุ่มกษัตริย์อนารยชนเริ่มคลอนแคลน เขาระแวงว่าวุฒิสภาโรมันจะจับมือกับจักรวรรดิฝั่งตะวันออกเพื่อโค่นล้มเขา ความกลัวนี้ทำให้เขาหันมาใช้มาตรการควบคุมชาวโรมัน ห้ามชาวโรมันพกดาบ เขาส่งเสริมนิกายอาเรียนและทำลายโบสถ์คาทอลิก
จุดแตกหักระหว่างกษัตริย์กับโบอีธีอุสเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 523 เมื่อข้าราชสำนักคนหนึ่งนำจดหมาย – ซึ่งน่าจะปลอม – มาเปิดเผยในวุฒิสภาพร้อมทั้งกล่าวหาวุฒิสมาชิกคนหนึ่งว่าสมคบคิดกับคอนสแตนติโนเปิลเพื่อมาโค่นล้มราเวนนา โบอีธีอุสลุกขึ้นมาปกป้องผู้ถูกกล่าวหา และประกาศต่อหน้ากษัตริย์ว่า “ถ้าท่านกล่าวหาพวกเขา ท่านก็กำลังกล่าวหาข้าพเจ้าด้วย เราขอปกป้องสิทธิของวุฒิสภา เพราะเราเป็นชาวโรมัน แต่เราไม่ได้วางแผนต่อต้านท่าน” ทีโอเดริกมีบัญชาให้องค์รักษ์จับโบอีธีอุสไปขัง และต่อมาก็เนรเทศไปที่คฤหาสน์ห่างไกลที่ห้อมล้อมด้วยไร่นา ให้รอชะตากรรมโดยมีทหารคอยจับตาอย่างใกล้ชิด
การถูกคุมขังในฐานะนักโทษรอประหารเป็นความทุกข์ ในทางกาย การขาดอาหารทำให้เขาผ่ายผอมและผมหงอกขาว ส่วนสิ่งที่ทรมานใจเขาคือความอยากได้ชีวิตที่สูญเสียไปกลับคืนมา เขาสารภาพว่า “ที่ร้ายที่สุดคือการที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสุข” เช่นเดียวกับโยบ เขามีปากเสียงกับพระเจ้า เขาตะโกนใส่ผนังห้องขังว่า “ไม่มีอะไรที่น่าชิงชังรังเกียจยิ่งไปกว่าการที่พระเจ้านิ่งดูดาย ในขณะที่อาชญากรทุกผู้ทุกนามได้รับอนุญาตให้รังแกผู้บริสุทธิ์ได้ตามที่เขาต้องการ”
โบอีธีอุสไม่ได้หันไปหาสโตอิกหรือชาวคริสต์คนใด แต่หันไปหาชาวกรีก – โดยเฉพาะเพลโต – ที่สอนให้เขาคิดถึงตนเองในฐานะเหยื่อของชะตากรรมที่ไร้เมตตา “ด้วยวงล้อแห่งโชคชะตานั้นพลิกผันเสมอ” เพื่อออกจากความทุกข์โศก เขาเขียนตัวบทโดยใช้ชื่อว่า “คำปลอบประโลมของปรัชญา” โดยเลือกใช้บทสนทนาแบบเพลโต ที่แสดงถึงกระบวนการวิภาษวิธีของความคิดของเขา เขาตั้งชื่อคู่สนทนาที่เขาสร้างสรรค์ว่า “ฟิโลโซเฟีย” ในจินตนาการของเขา เธอเป็นผู้หญิงวัยเดียวกับเขาผู้มีวาจาแสบร้อน เธอเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา หลังการหยอกล้อในตอนต้น บทสนทนาก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้น การดิ้นรนหาการปลอบประโลมกลายเป็นวิภาษวิธีทางความคิด ระหว่างความกลัวกับเหตุผล ที่ไม่เคยมีฝ่ายใดชนะถาวร
ฝ่ายนักโทษเริ่มเบื่อหน่ายกับการให้กำลังใจไม่หยุดหย่อนของฟิโลโซเฟีย เขาสารภาพว่า “จิตก็ถูกถ่วงลงต่ำอีก ด้วยความโศกสลดที่ลงรากลึก” แทนที่จะถกปรัชญา เขาอยากฟังดนตรีหรือบทกวีบ้าง “คำปลอบประโลม” ของโบอีธีอุสอาจช่วยปลอบประโลมผู้อ่านในรุ่นหลัง – โดยเฉพาะผู้ที่รอการประหาร – ได้บ้าง แต่เราไม่รู้ว่ามันปลอบประโลมผู้เขียนหรือไม่ เขาถูกนำตัวไปก่อนเขียนจนจบประโยคในบทสรุป สำหรับเขา ปรัชญาให้คำตอบมากกว่าการภาวนาต่อพระเจ้า หากการเขียนปลอบประโลมโบอีธีอุสได้ ก็เพราะวลีอันเจ็บปวดวลีแล้ววลีเล่า ได้กอบกู้ความเป็นตัวของตัวเองบางส่วนกลับคืนมา
ทายาทผู้ยิ่งใหญ่ของเขาในอีกแปดร้อยปีต่อมา คือกวีดันเต ที่ถูกขับจากฟลอเรนซ์อันเป็นถิ่นกำเนิด ให้มาใช้ชีวิตอย่างไร้ญาติขาดมิตรที่ราเวนนา ที่นี่ เขาเขียนภาคที่สามของ Devine Comedy ต่อจากสองภาคแรก คือ นรกภูมิ และแดนไฟชำระ ภาคสามคือภาคสวรรค์ ในสวรรค์ ดันเตสงบนิ่งเพื่อนึกถึงโบอีธีอุส ราวกับปลอบโยนให้เขาได้พบสันติสุข ที่นักโทษเช่นเขาอาจไม่เคยรู้จัก
โคทม อารียา

