‘ประธานพรรคกั๋วหมินตั่ง’พบ‘สี จิ้นผิง’ สลายกระแสเอกราชไต้หวัน
ภาวะชะงักงันสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน บัดนี้เริ่มเห็นแสงรำไร โดยนางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคกั๋วหมินตั่ง (國民黨主席鄭麗文) ได้รับเชิญจาก “สี จิ้นผิง” ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมคณะมีกำหนดการเยือนจีนวันที่ 7-12 เมษายน เริ่มตั้งแต่มณฑลเจียงซู เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง
“เจิ้ง ลี่เหวิน” เน้นย้ำว่า การเยือนแผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ฉันทมติ 92” และคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” พร้อมกับผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบให้พัฒนาไปในทิศทางสันติภาพและเสถียรภาพ
จึงถือเป็นการฟื้นคืนสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการที่นำโดยประธานพรรคกั๋วหมินตั่งและพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งสองฝั่งช่องแคบได้เว้นช่วงการติดต่อเกือบสิบปี หากยังถือเป็นจุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งจีนแผ่นดินใหญ่เรียกการพบปะของสองผู้นำครั้งนี้ว่า “การพบสี-เจิ้ง” (習鄭會) อันมีแนวโน้มจะช่วยคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียดและความผันผวนทางการเมือง โดยเฉพาะเกี่ยวกับกระแสเอกราชไต้หวัน
นับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งประธานพรรคกั๋วหมินตั่ง “เจิ้ง ลี่เหวิน” ได้แสดงความประสงค์ที่จะเยือนจีนแผ่นดินใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่า ความเป็นจีนคือรากฐานสำคัญของเรา สองฝั่งช่องแคบต่างเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติจีน มีสายสัมพันธ์ทางสายเลือดและชะตากรรมร่วมกัน มีเพียงการยึดมั่น
“ฉันทมติ 92” และคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” เท่านั้น จึงจะสามารถวางรากฐานที่มั่นคงให้กับสันติภาพและเสถียรภาพ
กำหนดการเดินทางคือหนานจิง (เมืองหลวงเจียงซู) เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง ล้วนมีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์ โดยหนานจิงเป็นที่ตั้งของจงซานหลิง (中山陵=สุสานซุนยัตเซ็น) เปิดโอกาสให้ “เจิ้ง ลี่เหวิน” และคณะได้สักการะซุนยัตเซ็นผู้ก่อตั้งพรรคกั๋วหมินตั่ง และรำลึกรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่พรรคกั๋วหมินตั่งและพรรคคอมมิวนิสต์ เคยร่วมกันปฏิวัติประเทศจีน ขณะที่เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางสำคัญของความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามช่องแคบ ส่วนการเยือนปักกิ่งเป็นการพบปะเชิงประวัติศาสตร์ระหว่าง “เจิ้ง ลี่เหวิน” กับ “สี จิ้นผิง” ซึ่งเป็นการสืบทอดแนวทางการเจรจาสันติภาพจากกรณี “การพบสี-หม่า” เมื่อปี 2015 ให้ดำรงอยู่และดำเนินไป
เมื่อทบทวนประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าแม้พรรคกั๋วหมินตั่งและพรรคอมมิวนิสต์ เคยผ่านช่วงสงครามกลางเมืองและการเผชิญหน้า ทว่าตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา “เหลียน จั้น” ประธานพรรคกั๋ว
หมินตั่งเดินทางเยือนแผ่นดินใหญ่ในนาม “การเดินทางแห่งสันติภาพ” และเปิดช่องทางติดต่อระหว่างพรรคต่อพรรค ความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบก็ได้ก้าวเข้าสู่ “กาล” และ “การณ์” แห่งการพัฒนาที่ถือว่าค่อนข้างสันติ
ต่อมาสมัยรัฐบาลหม่า อิงจิ่ว ทั้งสองฝั่งได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจเช่น ECFA เปิดรับนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ และดำเนินการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกัน มาตรการต่างๆ ได้ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไต้หวันอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอันเป็นประจักษ์
แต่หลังจากปี 2016 เมื่อพรรคหมินจิ้งตั่ง (民進黨 =ประชาธิปไตยก้าวหน้า) เข้าสู่อำนาจ รัฐบาล “ไช่ อิงเหวิน” ปฏิเสธ “ฉันทมติ 92” (九二共識) และกลับไปดำเนินแนวทางที่ถูกมองว่าเป็นการผลักดันเอกราชไต้หวันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้การสื่อสารสองฝั่งหยุดชะงัก และความตึงเครียดทางทหารเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน คนไต้หวันต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและข้อจำกัดในเวทีระหว่างประเทศ
ล่าสุด รัฐบาลไล่ ชิงเต๋อ ถูกมองว่ายังคงสานต่อแนวทางดังกล่าว โดยประกาศตนเป็น “ผู้ดำเนินการเพื่อเอกราชไต้หวันในเชิงปฏิบัติ” และดำเนินนโยบายต่างๆ อาทิ ปรับเนื้อหาการศึกษาเพื่อลดความเชื่อมโยงกับจีน การจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐ และการสร้างความร่วมมือกับภายนอก ซึ่งถูกตีความว่า เป็นความพยายามผลักดันไต้หวันไปสู่สถานการณ์ “ต่อต้านการรวมชาติ” กรณีน่าจะถือได้ว่า “ไล่ ชิงเต๋อ” คือลูกวัวที่ไม่รู้จักเสือ
แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบเสื่อมถอย หากยังทำให้ไต้หวันตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
ฉะนั้น การเยือนจีนของ “เจิ้ง ลี่เหวิน” และคณะครั้งนี้ จึงถือเป็นเวลาและโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้ เป็นการลดความเสี่ยงของความขัดแย้ง การคงไว้และสานต่อการสื่อสาร และการส่งเสริมความร่วมมือเชิงหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่แท้จริงย่อมต้องขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายระยะต่อไป บรรยากาศทางการเมืองโดยรวมของสองฝั่ง และการยอมรับของแต่ละฝ่าย ที่สำคัญที่สุดคือต้องระวังมือที่สามกวนน้ำให้ขุ่น

