หน้าแรก บทความ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | ว่าด้วยความ ‘ก้าวหน้า’ ในการเมืองระดับนคร

6.04.26 | 13:30 น.

หนึ่งในข้อถกเถียงเรื่องการเมืองระดับนคร (urban politics) ในโลกนี้คือ การพยายามทำความเข้าใจว่าผลการเลือกตั้งในแต่ละเมือง ผู้สมัครและทีมที่สมัครเข้ามาแล้วได้รับชัยชนะนั้นเป็นทีมที่มีจุดยืนของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหน

จากการถกเถียงกัน ก็มักจะมีตัวแบบที่สำคัญอยู่สองแบบคือ พวกที่เป็นฝ่ายขวา กับพวกที่เป็นฝ่ายซ้าย ที่มักเรียกกันว่าฝ่ายก้าวหน้า หรือฝ่ายสังคมนิยม

ปัจจุบันมีความตื่นเต้นอย่างมากที่เริ่มเห็นกระแส “พลังก้าวหน้า” ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในระดับมหานคร

ไล่เรียงมาตั้งแต่ Zohran Mamdani นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
เมื่อปีที่ผ่านมา

จนล่าสุดไม่นานมานี้ คือ Emmanuel Gregoire แห่งมหานครปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากพรรคสังคมนิยม และ Dominik Krause แห่งพรรคกรีนได้รับชัยชนะในนครมิวนิก ประเทศเยอรมนี

Advertisement

เข้าแถวเป็นนายกเทศมนตรีฝ่ายก้าวหน้าสองคนล่าสุด

ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้รับการอธิบาย ในคอลัมน์นิตยสารออนไลน์ฝ่ายซ้ายอย่าง Jacobin.com ว่า มีลักษณะที่ผกผันกับกระแสการเมืองระดับชาติ และ การเมืองโลกที่ผกผัน หมายถึงว่าการเมืองระดับชาตินั้นกระแสฝ่ายก้าวหน้านั้นได้รับความนิยมลดลง และแนวคิดแบบประชานิยม (และชาตินิยม) แบบขวานั้นได้รับความนิยมมากกว่า (D.A.Leusder. “Why the Left Wins in Cities”. (03/2026))

ชัยชนะของการเมืองฝ่ายก้าวหน้าในการเมืองระดับนคร ยังได้รับการอธิบายอีกว่ามีส่วนมาจากการภาวะการสะสม (ทางความรู้สึกและด้านอื่นๆ) ที่การเมืองระดับชาติที่อ้างว่าเป็นไปตามกรอบประชาธิปไตยนั้นมีลักษณะที่ทำงานไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ (increasingly dysfunctional) ยิ่งพรรคการเมือง
ที่เก่าแก่ ลงหลักปักฐานทางการเมืองมักจะไม่สามารถ และไม่เต็มใจที่จะสร้างโครงการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางสังคม (social transformation) ที่ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง

และในอีกด้านหนึ่งนครใหญ่ๆ ก็มีลักษณะทางสังคมที่เห็นพ้องต้องกันที่จะสนับสนุนการปฏิรูปทางสังคมที่ก้าวหน้า ผู้เลือกตั้งมีการศึกษาที่สูงและมีลักษณะที่เป็นเสรีนิยมทางสังคม (อ้างแล้ว)

นอกเหนือจากมิติทางสังคมที่สนับสนุนการเลือกผู้บริหารที่ก้าวหน้า ยังมีเหตุผลอื่นที่อธิบายเรื่องนี้
โดยเฉพาะในทางรัฐศาสตร์ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ผลกระทบจากการรวมกลุ่มสาธารณะ” (public agglomeration effect) ในความหมายที่ว่า ระบบเศรษฐกิจในเมืองที่มีลักษณะการประหยัดระดับขนาด (urban economies of scale) – ที่หมายถึงว่าเมื่อทุกอย่างกระจุกตัวอยู่ด้วยกันจะทำให้การให้บริการสาธารณะของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ประชาชนต้องการรัฐบาลเมืองที่ให้บริการสาธารณะมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานในเมืองนั้นมีสภาวะที่ไม่ค่อยมั่นคง (ทางสังคม) ในเมืองมากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งต้องการให้มีนโยบายสาธารณะที่ช่วยเหลือพวกเขามากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ราคาที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น การแข่งขันในตลาดแรงงานมากขึ้น และมีแรงกดดันทางด้านการใช้ชีวิตในเมือง (เพิ่งอ้าง)

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของความพยายามที่เพิ่มขึ้นในการวางนโยบายเมืองที่ก้าวหน้า ทั้งในระดับนโยบายจริงหรือวาทกรรมในการหาเสียงก็จะต้องเผชิญกับความท้าทายที่ว่าช่องว่างระหว่างการให้สัญญาของนักการเมืองในช่วงของการหาเสียงกับสมรรถนะจริงของรัฐบาลท้องถิ่นในระดับเมืองนั้นมันไปกันได้จริงไหม

และเรื่องของความท้าทายนี้ยิ่งเป็นปัญหาในลักษณะที่เป็นระบบอย่างจริงๆ จังๆ ถ้าปัญหาสังคมนั้นมันแย่ลง และการเมืองในระดับชาติล้มเหลวในการแก้ปัญหาเหล่านั้น แรงกดดันในระดับการเมืองนครก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น (เพิ่งอ้าง)

บทความใน Jacobin ชิ้นนี้ยังเตือนสติให้เราเห็นว่า การทำความเข้าใจชัยชนะและความเป็นไปได้ของการเมืองแบบก้าวหน้าในระดับการบริหารนครนั้นไม่ได้ง่ายในแง่ว่า ถ้ามีฝ่ายก้าวหน้าครองอำนาจแล้วจะรักษาและส่งผ่านอำนาจได้จริงไหม หรือเขาอาจได้อำนาจแล้วล้มเหลวก็เป็นไปได้

หนึ่งในเงื่อนไขไม่ใช่เพราะความเลวร้ายของผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ไม่ยอมทำตามที่สัญญา แต่อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อเข้ามาแล้ว เขาติดขัดกับกฎระเบียบของระบบราชการในท้องถิ่น และติดกับโครงสร้างอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินที่อำนาจในการตัดสินใจในเรื่องความเป็นไปของเมืองเหล่านั้นอาจไม่ได้อยู่ที่การบริหารระดับเมือง แต่ต้องไปตัดสินใจในระดับมลรัฐ หรือระดับประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เราต้องเข้าใจเพิ่มเติมก็คือ ผู้บริหารเมืองฝ่ายก้าวหน้าเหล่านั้นถึงจะรู้ว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในการทำโครงการ หรือนโยบายบางอย่างตามที่สัญญาเอาไว้ เช่นมัมดานี่ของนครนิวยอร์กเองก็ไม่สามารถเพิ่มภาษีได้ และแก้กฎระเบียบของระบบขนส่งในเมืองได้ ถ้าไม่หารือกับรัฐบาลระดับมลรัฐ แต่ต้องคอยจับตาดูว่าเขาได้ “พยายาม” ใช้การเมืองในระดับท้องถิ่นที่พวกเขาได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นเป็นแรงกดดันทางการเมืองไปยังโครงสร้างทางการเมืองที่เหนือขึ้นไปจากเขามากน้อยแค่ไหน

หรือแม้กระทั่งการที่ผู้บริหารเมืองฝ่ายก้าวหน้าเหล่านี้พยายามที่จะทำงานร่วมกับพลังก้าวหน้าในสังคมเมืองเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหนที่จะผลักดันประเด็นในการเปลี่ยนผ่านสังคมอย่างก้าวหน้าไปกดดันการบริหารในระดับที่สูงขึ้นไป

ตัวอย่างของนายกเทศมนตรี Ada Colau ที่ในช่วงเวลาที่เธอดำรงตำแหน่ง เธออาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการบริหารระบบประปา เพราะไปติดอยู่ที่การประปานครหลวงที่แยกหน่วยงานออกไป และอีกหลายเรื่องก็ติดขัดในระดับรัฐบาลภูมิภาค รัฐบาลกลาง และกรอบรัฐธรรมนูญ แต่ในเรื่องการปฏิรูปนโยบายและโครงการที่พักอาศัยนั้นประสบความสำเร็จ และการทำงานร่วมกับบรรดารถรับจ้างที่จะตั้งข้อจำกัดให้กับบริการเรียกรถใหม่ๆ แม้จะไม่ออกดอกออกผลในสมัยของเธอ แต่ก็มีทีท่าว่าจะประสบความสำเร็จ

ประเด็นที่ได้จากการข้อสังเกตเหล่านี้ก็คือ แน่นอนว่ารัฐบาลท้องถิ่นระดับนครอาจจะไม่ได้มีอำนาจมากมาย และก็จะมีผู้รู้จำนวนหนึ่งที่ออกมาพร่ำพรรณนาถึงความเป็นไปไม่ได้ในการบริหารจัดการเมืองในความเป็นจริง เพราะติดกับระเบียบนู่นนี่

แต่ในอีกทางหนึ่งเราคงต้องจับตาดูว่าในการหาเสียงและในการบริหารงานจริงๆ ของเมืองนั้น พวกเขาพยายามที่จะทำอะไรมากกว่าข้อจำกัดที่เป็นอยู่ในแบบไหนบ้าง โดยเฉพาะในการพยายามทั้งแก้ไข และกดดันให้เกิดการแก้ไขกฎระเบียบในการบริหารจัดการเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางสังคมมากน้อยแค่ไหน

ไม่ใช่ก้าวหน้าหมายถึงจำนวนโครงการที่เพิ่มขึ้น แต่อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อคนที่เดือดร้อนในสังคม หรือส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคม แต่อาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจให้กับคนจำนวนน้อย หรือทุนต่างชาติมากกว่า

ยิ่งในวิกฤตของการบริหารประเทศที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่มีสมรรถนะในการแก้ปัญหาทางสังคมในวงกว้าง ในห้วงเวลานั้นๆ หรือผกผันไปสนใจการเอาทรัพยากรของรัฐไปเข้าร่วมรบในสงครามที่หาทิศทางสิ้นสุดไม่ได้ เรื่องการเมืองของเมืองใหม่ ยิ่งสำคัญมากและมีแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

และผมหวังว่าผมจะมีโอกาสได้เขียนเรื่องการเมืองนครแบบ “ก้าวพ้น” การเมืองในครั้งต่อๆ ไป