หน้าแรก บทความ พลเมืองตื่นรู...

พลเมืองตื่นรู้กับการร่วมสร้างวัฒนธรรม ลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างยั่งยืน

6.04.26 | 10:04 น.

พลเมืองตื่นรู้กับการร่วมสร้างวัฒนธรรม ลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างยั่งยืน

ผลกระทบจากการสู้รบกันระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับ อิหร่าน ได้กลายเป็นสาเหตุหนึ่งของ วิกฤติน้ำมัน ทั้งนี้เพราะ “น้ำมัน” เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของมนุษย์ในการดำรงชีวิตอยู่ ทั้งการคมนาคม การขนส่ง การครองชีพ และการผลิตอาหาร  ไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ

สำหรับประเทศไทย วิกฤติน้ำมันจึงเป็นหนึ่งในวิกฤติปัญหาที่สำคัญของประเทศในขณะนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวม ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลายภาคส่วน ที่ส่งเสียงถึงรัฐบาลให้เร่งรีบดำเนินการแก้ไขวิกฤติน้ำมันในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรอดูนโยบายพลังงาน การบริหารราคาน้ำมัน การกำหนดมาตรการภาษี การอุดหนุนของรัฐบาลเพื่อเยียวยาในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นให้กับประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ เป็นต้น

จึงเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคาดหวังให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำมันและดูเหมือนกับว่า
เป็นหน้าที่ของรัฐบาล”  ที่จะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาและเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลคงจะตอบสนองความคาดหวังดังกล่าวไม่ได้ทั้งหมด แม้ว่าประชาชนจะรอการพึ่งพิงรัฐบาลอยู่ก็ตาม แต่ก็ยังเห็นว่าในยามที่มีวิกฤติน้ำมัน จะมีผลกระทบในหลาย ๆ ด้านก็ตาม ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง
ที่มีความเป็นพลเมือง ได้มีความคิดในการออกแบบวิธีการดำรงชีวิตเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤติน้ำมัน โดยมีความตระหนัก มีความรู้ความเข้าใจในวิกฤติ และพร้อมจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตอยู่ในเชิงบวกที่จะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าว

จึงกล่าวได้ว่า การแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำมัน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการรอคอยพึ่งพิงรัฐบาล หรือจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ประชาชนที่ตระหนักรู้ถึง “ความเป็นพลเมือง ถือได้ว่าเป็นพลังส่วนหนึ่งที่สำคัญในการมีส่วนร่วมที่จะช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำมันในครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมคิดร่วมกระทำ และร่วมหาทางออกเพื่อช่วยลดปัญหาวิกฤติได้

Advertisement

ดังข้อเสนอของ เดวิด แม็ททิวส์ (David Mathews) จาก หนังสือ Politics For People ที่นำเสนอให้ การเมืองเป็นเรื่องของประชาชน”  เพราะคำว่า “การเมือง มิได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่รัฐบาล นักการเมือง หรือรัฐสภาเท่านั้น แต่การเมืองในความหมายใหม่ที่ David Mathews เสนอต้องเป็นการเมืองของประชาชน ที่ร่วมใส่ใจและร่วมแก้ไขปัญหาสาธารณะ “การเมืองจึงเป็นพื้นที่ของพลเมือง ที่จะเข้ามาร่วมคิดร่วมตัดสินใจ และร่วมกันรับผิดชอบในกิจการสาธารณะ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาวิกฤติน้ำมัน

ดังนั้น ในสภาวะวิกฤติน้ำมันของประเทศในครั้งนี้ จึงเห็นว่าความเป็นพลเมืองตื่นรู้จะไม่รีรอเพียงหวังให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาเท่านั้น แต่จะร่วมคิด ร่วมหาวิธีการจากผู้รับผลกระทบมาเป็นผู้ร่วมแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิตที่จะช่วยลดผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการหาวิธีการปรับลดการพึ่งพาน้ำมัน การรณรงค์การประหยัดพลังงาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และการหาวิธีการประหยัดไฟฟ้า เป็นต้น

สถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองได้ชักชวนให้ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองของแต่ละจังหวัด สถาบันพระปกเกล้า ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันเสนอทางออกในการร่วมกันแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำมันให้กับประชาชนให้เป็นพลเมืองตื่นรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ร่วมทั้งร่วมกันสร้างวัฒนธรรมพลเมืองร่วมแก้ไขวิกฤติ ดังต่อไปนี้

ประการแรก ความเป็นพลเมืองตื่นรู้ในฐานะผู้ปรับตัว โดยเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตย่อมเพิ่มสูงขึ้น พลเมืองจึงต้องหาทางปรับตัวและหลีกเลี่ยงในบางอย่าง ดังเช่น

การหลีกเลี่ยงหรือลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยหันไปใช้รถสาธารณะเพิ่มขึ้น เพื่อลดการใช้น้ำมันลง นอกจากนี้อาจใช้วิธีการแชร์รถยนต์ในการเดินทางร่วมกัน (Car Pool) สำหรับคนที่รู้จักกันหรืออยู่ใกล้กัน ที่ทำงานใกล้กัน เป็นต้น

การใช้พลังงานในครัวเรือนอย่างประหยัด เช่น การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่จำเป็น หรือการลดหรือปรับอุณหภูมิของแอร์ให้มีการจำกัด ปิดไฟและถอดปลั๊กไฟเมื่อไม่ใช้หรือออกจากบ้านและที่ทำงาน ตลอดจนการมีวินัยในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

การปรับตัวเองโดยใช้วิธีการเดินในระยะทางที่ไม่ไกลมาก หรือหันมาใช้จักรยาน รวมทั้งการหันมาประหยัดมากขึ้นเพื่อลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ประการที่สอง ความเป็นพลเมืองตื่นรู้ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อส่วนร่วม เข้าใจว่าวิกฤติน้ำมัน
ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม ดังนั้น การมีวินัยในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและพอประมาณเพื่อการแบ่งปัน เช่น การอาบน้ำและการใช้น้ำก็อาจจะประหยัดลง
การลดการใช้ถุงพลาสติก การช่วยกันคัดแยกขยะหรือจัดทำธนาคารขยะชุมชน ร่วมขับเคลื่อนและมีเวทีพบปะพูดคุย ร่วมทำกิจกรรม “วันปลอดรถยนต์ในชุมชน (Car Free Day) ร่วมผลักดันการใช้พลังงานทางเลือกและร่วมรณรงค์การใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน พลังงานลม

ประการที่สาม ความเป็นพลเมืองตื่นรู้ในฐานะผู้ร่วมสร้างทางออก โดยการร่วมกันรณรงค์และสร้างสรรค์ เป็นการร่วมกันรวมกลุ่มขับเคลื่อนการหาทางออกในยามวิกฤติน้ำมันและการกระทำที่พอจะเป็นแบบอย่าง ดังเช่น

การจัดตั้งกลุ่มรณรงค์การใช้จักรยานในชุมชนหรือในอำเภอ จังหวัด

การจัดตั้งกลุ่มหรือรวมตัวกันในการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับแนวทางประหยัดพลังงาน หรือกลุ่มชุมชนพลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

การส่งเสริมการรวมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการออมและการช่วยเหลือในแนวทางสถาบันการเงินชุมชน รวมทั้งร่วมกันส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น

ทั้งหลายทั้งปวงเพื่อร่วมกันของ “พลเมือง” ที่ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองของแต่ละจังหวัด
จะร่วมกันหาทางออกและร่วมสร้างวัฒนธรรมใหม่ ทั้งการใช้ชีวิตทั้งส่วนตนและส่วนรวม เพื่อลดผลกระทบและมีทางออกในยามวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ให้เป็นแบบอย่าง

นอกจากนี้มีประเทศที่ถือว่าเป็นแบบอย่าง และสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการชีวิตที่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันและใช้ทรัพยากรอย่าคุ้มค่า ประหยัด ดังเช่น

ประเทศญี่ปุ่น เป็นแบบอย่างของการสมัครใจลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และกลับไปใช้การขนส่งสาธารณะที่ถือเป็นวัฒนธรรมของพลเมือง

ประเทศเดนมาร์ก เป็นแบบอย่างของการใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะการเป็นผู้นำของการใช้พลังงานลมของโลก และกรุงโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ได้กลายเป็นแบบอย่างของเมืองจักรยาน เช่นเดียวกับประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เป็นต้นแบบของ “สังคมจักรยาน

บทความนี้ได้ชักชวนศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ได้มีส่วนร่วมรณรงค์ให้ประชาชนเป็นพลเมืองยุคใหม่ที่ตื่นรู้ ให้มีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการลดการพึ่งพาน้ำมันให้มีความยั่งยืนด้านพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงานในครัวเรือน ในชุมชนท้องถิ่น และในระดับสังคม รวมทั้งการช่วยลดวัฒนธรรมการพึ่งพารัฐบาลที่จะให้ช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำมันเท่านั้น แต่ผู้นำพลเมืองจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เป็นแบบอย่างของการหาทางออกในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต สร้างความมั่นคง ลดผลกระทบ และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป