สัปดาห์ที่แล้วว่าด้วยนโยบายรัฐบาลภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูปการศึกษาจะไปทางไหน วันนี้คุยกันต่อ
บรรดาการปฏิรูปแต่ละด้าน อะไรควรทำก่อน ทำหลัง อะไรต้องทำทันที อะไรค่อยๆ ทำไปได้
อาทิ ปฏิรูปการบริหารจัดการ การกระจายอำนาจ และเทคโนโลยีกับการศึกษา
ตัวอย่างจากการที่ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล (โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น เริ่มเทอมหน้าปีการศึกษา 2569
ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วโรงเรียนภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการไม่ทำบ้างหรือ เมื่อไหร่ วันไหน
ความเป็นจริงในโรงเรียนหลายแห่งเกิดขึ้นก่อนแล้ว แต่ไม่เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง
เหตุเพราะผู้บริหารโรงเรียนมุ่งให้ผลเกิดกับเด็กก่อน หรือไม่ก็เกรงเบื้องบนหมั่นไส้เดี๋ยวเจ็บตัว เบื้องบนก็ไม่ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาผลักดันให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะไม่แน่ใจเบื้องบนสุดจะเอาด้วยหรือไม่
เลยเกิดสภาพโรงเรียนมัน รับผิดชอบกันเอง
ว่าไปแล้ว ปัญหาโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ควรบริหารจัดการมานานแล้ว ต้องทำทันที แต่เหตุเพราะวัฒนธรรมอำนาจกดทับสถานศึกษามาตลอด
โรงเรียนส่วนใหญ่เลยรอสัญญาณหรือคำสั่งการจากส่วนกลางไปเรื่อยๆ ทำให้สิ่งดีๆ ที่ควรจะเกิดก็ไม่เกิด ปัญหาเด็กเสพติดมือถือเลยรุนแรงไม่ลดลง
เรื่องทำนองนี้แหละครับ สะท้อนการกระจายอำนาจการบริหาร โดยตรงทีเดียว
ประเด็นคือการตัดสินใจดำเนินมาตรการหรือโครงการลักษณะนี้ ควรเกิดขึ้นในระดับไหน ทำไมไม่เกิดขึ้นเป็นการทั่วไป
โดยหลักการควรเป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้บริหารโรงเรียน กรรมการสถานศึกษา เครือข่ายผู้ปกครอง และสภานักเรียนร่วมกันคิดและตกลงกัน เมื่อได้ข้อยุติดำเนินการทันที แล้วแจ้งให้หน่วยเหนือรับทราบแค่นั้น ไม่ต้องขออนุญาตหรือขอนุมัติใดๆ ทั้งสิ้น
ขณะเดียวกัน หน่วยเหนือต้องให้สัญญาณที่ชัดเจน กระตุ้น ส่งเสริมให้โรงเรียนตัดสินใจด้วยตัวเองเลย
จะเสนอต่อไปถึงระดับรัฐบาลให้ออกเป็นกฎหมายใช้บังคับทั่วประเทศ เช่น หลายๆ ประเทศทำกันยิ่งน่าส่งเสริม
สิ่งที่หน่วยเหนือควรให้ความสนใจมากขึ้น ไม่เพียงแค่ “ฝากมือถือไว้กับครู” แต่มุ่งไปที่ “ไม่มีมือถือจะฝาก” ซึ่งยังมีอีกมากมาย เด็กยากจนในเมือง เด็กขาดแคลนในโรงเรียนตามชายขอบ
ครับ ปฏิรูปการศึกษา จากมือถือ ต่อด้วย ปิซ่าโอเน็ต
สภาการศึกษาเสนอรายงานความคืบหน้า การยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศสู่ระดับสากล ปรับเปลี่ยนคณะกรรมการ PISA แห่งชาติเดิม เป็นคณะกรรมการ PISA และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแห่งชาติ
ทำโครงการต่างๆ เตรียมสำหรับการสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่ การพัฒนาทักษะและสมรรถนะของผู้เรียนและครู ออกแบบข้อสอบและประเมินผู้เรียนในแนวทางที่สอดคล้องกับกรอบคิดของ PISA รวบรวมข้อสอบ PISA เดิมและข้อสอบที่มีลักษณะใกล้เคียง จัดทำเป็นคลังข้อสอบสำหรับครูและนักเรียน
ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ว่ามา แสดงให้เห็นพัฒนาการในหลายด้าน ทำให้สภาการศึกษามองว่าเกิดสัญญาณเชิงบวก มีความหวังมากขึ้น
การทำงานของกรรมการชุดนี้ไม่ได้ดูแค่เรื่อง PISA แต่รวมถึงการวางระบบเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การสอบ การศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ONET ด้วย
ผลการทดสอบ PISA จะออกเดือนกันยายน 2569 ส่วนผลการสอบโอเน็ต ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และ ม.6 ปี 2568 ออกมาแล้ว
ป.6 ภาษาไทย เข้าสอบ 599,380 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนนเฉลี่ย 47.60 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, ภาษาอังกฤษเข้าสอบ 599,284 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนน เฉลี่ย 33.58 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 599,250 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนนเฉลี่ย 24.90 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0 และวิชาวิทยาศาสตร์ 599,275 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนนเฉลี่ย 35.43 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0…
ภาพรวมคะแนนลดลง แต่แนวโน้มคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
แสดงว่าสัญญาณเชิงบวกจากการเตรียมความพร้อมการสอบ PISA ยังไม่ส่งผลถึงโอเน็ตอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องติดตามการสอบปีต่อๆ ไป
ย้อนเรื่อง PISA ถ้ายังจำกันได้ เรื่องนี้เคยฮือฮามาแล้ว พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศหลังรับตำแหน่งว่า ผลคะแนนทดสอบปิซ่า 2025 รอบใหม่ต้องเพิ่มขึ้น ถ้าไม่เพิ่มจะพิจารณาตัวเอง
ผลการทดสอบยังไม่ถึงเวลาประกาศ รัฐมนตรีมีอันเป็นไปก่อนแล้ว เพราะความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนรัฐบาลนั่นเอง
รัฐมนตรีท่านใหม่ จากพรรคเพื่อไทย จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่ออย่างไร
จะประกาศสัญญาประชาคมว่าถ้าคะแนน PISA ONET ปีต่อไปไม่ขยับขึ้น จะพิจารณาตัวเองหรือไม่ โปรดติดตาม

