คล้อยหลังอ้วนเสี้ยวชักกระบี่ออกประจันกับตั๋งโต๊ะอย่างชนิดกระบี่ต่อกระบี่เกิดอะไรตามมา
หากเริ่มจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
ฝ่ายตั๋งโต๊ะจึงว่าแก่อ้วนหงุยผู้เป็นอาอ้วนเสี้ยวว่า “อ้วนเสี้ยวทำองอาจขัดขวาง นี่หากว่าเราคิดถึงท่านหาไม่เราจะฆ่าเสีย ซึ่งเราคิดการทั้งนี้ท่านยังเห็นชอบผิดประการใด”
อ้วนหงุยจึงว่า “ซึ่งท่านเป็นผู้ใหญ่คิดจะกลับแผ่นดินเสียนั้นก็ชอบด้วย”
ตั๋งโต๊ะจึงว่า “บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งพร้อมกันทั้งปวง ผู้ใดจะขัดขวางเรา เหมือนอ้วนเสี้ยวนั้นเราจะฆ่าเสียบัดนี้”
ขุนนางทั้งปวงกลัวตั๋งโต๊ะสิ้นจึงว่า “ท่านคิดทำการนี้ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วย”
ครั้นกินโต๊ะแล้วต่างคนก็ลาไปบ้าน
ประเด็นมิได้อยู่ที่อ้วนหงุยยังสามารถให้ความเห็น ทั้งในฐานะขุนนางผู้ใหญ่และในฐานะอาของอ้วนเสี้ยว หากแต่อ้วนเสี้ยวก็ยังรอด ปลอดภัย
ถามว่าเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างไรหลังการกินโต๊ะ
ฝ่ายตั๋งโต๊ะอยู่ในที่เฝ้าจึงถามเจียวปีกับเหงาเค่งว่า “อ้วนเสี้ยวยกไปเมืองกิจิ๋วเห็นจะคิดอ่านประการใดบ้าง”
เจียวปีจึงว่า “อ้วนเสี้ยวไปครั้งนี้ด้วยโกรธเห็นจะมีความคิดอยู่
อนึ่ง แซ่อ้วนนั้นได้เป็นขุนนางต่อๆ กันมาถึงสี่ชั่วคน อาณาประชาราษฎรหัวเมืองทั้งปวงก็นับถืออ้วนเสี้ยวเป็นอันมาก น้ำใจอ้วนเสี้ยวก็มานะเห็นจะเกลี้ยกล่อมผู้คนตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ตำบลหนึ่ง
เกรงแต่ว่าท่านจะปราบมิได้
ขอให้มีหนังสือรับสั่งให้ไปตั้งอ้วนเสี้ยวเป็นเจ้าเมืองตำบลหนึ่ง เห็นอ้วนเสี้ยวจะปกติไปต่อท่าน”
เพียงคำของเจียวปียังไม่เพียงพอ
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยังแจ้งต่อไปด้วยว่า ฝ่ายเหงาเค่งจึงว่า “อันอ้วนเสี้ยวนั้นมีความคิดอยู่
แต่คิดสิ่งใดไม่ตลอด
ซึ่งท่านจะให้มีหนังสือรับสั่งไปตั้งเป็นเจ้าเมืองนั้นเหมือนหนึ่งเอาใจราษฎรไว้ ทั้งนี้ จะสิ้นความครหาท่านด้วย”
ตั๋งโต๊ะเห็นชอบ
ยิ่งอ่านสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ยิ่งสัมผัสได้ในรายละเอียดอันซับซ้อนในด้านของอ้วนเสี้ยว
อาจจะ “พ้อง” กับสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
แต่สมควรศึกษาแต่ละมุมมองเมื่อวิเคราะห์อ้วนเสี้ยวและรากฐานอันก่อรูปขึ้นแห่งตระกูลอ้วน
โดยมีเจียวปีกับเหงาเค่งเป็นตัวแทน
เจียวปีตอบว่า “อ้วนเสี้ยวออกไปด้วยโทสะแรงกล้าคงจะต้องคิดการร้ายแน่ และค่าที่แซ่อ้วนทำความดีไว้ถึงสี่ชั่วคน อาณาประชาราษฎร์และขุนนางทั้งใต้ฟ้ารักใคร่นับถือทั่ว
หากเขาจะซ่องสุมคนมีฝีมือนั้นย่อมทำได้ง่ายดาย
แลเมื่อพวกทหารหาญพร้อมใจกันเข้าด้วยอ้วนเสี้ยวแล้วซานตงคงจะต้องหลุดจากมือของท่านเป็นแน่ สู้เราประกาศอภัยโทษแก่เขา และตั้งให้เป็นผู้ครองนครสักแห่งหนึ่ง
เห็นทีอ้วนเสี้ยวจะดีใจหายโกรธกลับคืนดีเป็นปกติต่อท่านดังเดิม”
เหงาเค่งเสริมว่า “อ้วนเสี้ยวเป็นคนเจ้าเล่ห์ก็จริงแต่ไม่ใช่คนเด็ดขาด จึงไม่ต้องวิตกมากนัก ถ้าเราตั้งเขาเป็นผู้ครองนครสักแห่งหนึ่งก็เท่ากับท่านเองบำเพ็ญบารมีให้เป็นที่เลื่อมใสแก่ราษฎรทั้งปวงนั่นเอง”
ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วย จึงส่งคนนำท้องตราไปตั้งอ้วนเสี้ยวให้เป็นผู้ครองนครปุดไฮ
สํานวนแปล แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช เสริมภาพของหยวนเส้าและแนวโน้มความเป็นไปได้ในกาลข้างหน้าไปในทิศทางใกล้เคียงกัน
งานเลี้ยงเลิก ต่งจั๋วถามโจวปี้ หวู่ฉงว่า
“หยวนเส้ามันไปอย่างนี้เราจะทำอย่างไรกับมันดี”
โจวปี้ว่า “หยวนเส้ามันโมโหโกรธาแล้วไปอย่างนี้ถ้าเรารีบเอากำลังไปปราบมันสถานการณ์อาจไม่เป็นผลดีต่อเรา ตระกูลหยวนสี่ชั่วคนเป็นขุนนางใหญ่ในแผ่นดิน ลูกศิษย์ลูกหา ผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย
ถ้าหากมันไประดมพวกเหล่านี้มาเกรงว่าซานตงจะไม่ใช่ของท่านอีกต่อไป มิสู้เรายกโทษให้มัน ให้ตำแหน่งมันหยวนเส้ามันอาจจะดีใจจะได้ไม่เป็นภัยกับเรา”
หวู่ฉงว่า “เจ้าหยวนเส้าคนนี้มีแผนอะไรเยอะแยะ แต่ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้
ไม่น่าเป็นกังวลแต่อย่างใด เราควรให้ตำแหน่งเจ้าเมืองมัน เพื่อซื้อใจชาวบ้าน”
ต่งจั๋วเห็นด้วย วันต่อมาก็แต่งตั้งหยวนเส้าเป็นเจ้าเมืองโป๋ไห่
จากนี้จึงเด่นชัดว่าสถานะและการดำรงอยู่ของอ้วนเสี้ยวมิได้เป็น “ตะเกียงอันขาดน้ำมัน”
1 รากฐานแห่งตระกูล
“แซ่อ้วนทำความดีไว้ถึงสี่ชั่วคน” (วรรณไว พัธโนทัย) “ตระกูลหยวนสี่ชั่วคนเป็นขุนนางใหญ่ในแผ่นดิน” (แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช)
“แซ่อ้วนนั้นได้เป็นขุนนางต่อๆ กันมาถึงสี่ชั่วคน” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน))
แม้กระทั่งอ้วนหงุยที่อยู่ในวงกินโต๊ะก็เป็น “ขุนนางผู้ใหญ่” สำนวนแปล แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ก็บรรยาย
“ต่งจั๋วพูดกับไท่ฟู่หยวนเหว่ย”
1 ความเป็นตระกูลใหญ่นั้นเองกลายเป็นรากฐานทำให้ “อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็นับถือเป็นอันมาก น้ำใจอ้วนเสี้ยวก็มานะเห็นจะเกลี้ยกล่อมผู้คนตั้งตัวเป็นใหญ่เกรงแต่ว่าท่านจะปราบไปมิได้”
“หากจะซ่องสุมคนดีมีฝีมือนั้นย่อมทำได้ง่ายดาย แลเมื่อพวกทหารหาญพร้อมใจกันเข้าด้วยอ้วนเสี้ยวแล้วซานตงคงจะต้องหลุดจากมือท่านเป็นแน่”
เป็นการประเมินสูงถึงขนาด
“ลูกศิษย์ลูกหา ผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย ถ้าหากมันไประดมพวกเหล่านี้มาซานตงจะไม่ใช่ของท่านอีกต่อไป”
ความละเอียดอ่อนจึงอยู่ที่สถานะและความคิด
สถานะของอ้วนเสี้ยวในมุมของขุนนางด้วยกัน ด้านหนึ่ง อาจมองเห็นความแข็งแกร่ง อันเนื่องแต่รากฐาน อันเนื่องแต่ชาติตระกูล
เมื่อไปด้วยอารมณ์โกรธ เมื่ออยู่ในจุดอันสงบอารมณ์และวางแผน
“เห็นจะเกลี้ยกล่อมตั้งตัวเป็นใหญ่” (เจียวปี) “หากไประดมพวกมาเกรงว่าซานตงจะไม่ใช่ของท่านอีกต่อไป” (โจวปี้)
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่งก็มองเห็นจุดอ่อน ความบกพร่อง
เริ่มจาก “มีความคิดอยู่แต่คิดสิ่งใดไม่ตลอด” (เหงาเค่ง) “เป็นคนเจ้าเล่ห์ก็จริงแต่ไม่ใช่คนเด็ดขาด” (เหงาเค่ง)
“มีแผนอะไรเยอะแยะ แต่ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้” (หวู่ฉง)
ทางออกคือ “ขอให้มีหนังสือรับสั่งให้ไปตั้งเป็นเจ้าเมืองตำบลหนึ่ง” (เจียวปี) “เหมือนหนึ่งเอาใจราษฎรไว้ จะสิ้นความครหานินทา” (เหงาเค่ง)
นั่นก็คือ การร้อยไว้ด้วย “ตำแหน่ง”
เด่นชัดอย่างยิ่งว่า อ้วนเสี้ยว “คิดการ” จริงๆ ไม่ว่าจะได้ตำแหน่งหรือไม่ได้ตำแหน่ง ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งก็จากพฤติการณ์ของตั๋งโต๊ะเอง
ปัจจัยหนึ่งก็มาจากรากฐานของอ้วนเสี้ยว
การทำหนังสือ “ลับ” ไปยังอ้องอุ้นซึ่งอยู่ในเมืองหลวงจึงเป็นผลสะท้อนและบาทก้าวหนึ่ง
ปมเงื่อนอยู่ที่อ้องอุ้นคิดอย่างไร

