รัฐบาลใหม่กับระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
ในช่วงเวลานี้ ระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่โลกหลายขั้วที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันด้านเทคโนโลยี การเงิน การทหาร และอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกซึ่งกำลังปั่นป่วนด้วยพลังของ Trump 2.0 หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridge Water Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นรูปแบบซ้ำที่เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์
ดาลิโอยังเป็นนักคิดเชิงระบบที่ได้เขียนหนังสือสำคัญหลายเล่มและเล่มหนึ่งคือ Principles for Dealing with the Changing World Order (2021) ได้เสนอแนวคิดว่า อำนาจของประเทศไม่ได้เติบโตเป็นเส้นตรง แต่เคลื่อนที่เป็นวงจรของความรุ่งเรืองและถดถอย ประวัติศาสตร์โลกเต็มไปด้วยตัวอย่างของประเทศที่เคยยิ่งใหญ่และเชื่อว่าจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้ตลอดไป ก่อนจะพบว่าวงล้อแห่งอำนาจเริ่มหมุนช้าลง “วงจรอำนาจระยะยาว” (Big Cycle) ซึ่งประกอบด้วยการขึ้นสู่ความรุ่งเรือง จุดสูงสุด ความเสื่อมถอย และการรีเซตโครงสร้างใหม่ของปัจจัยชี้ขาด ได้แก่ วงจรหนี้ ความเป็นระเบียบภายในประเทศ และความสามารถแข่งขันกับภายนอก
ในศตวรรษที่ 17 เนเธอร์แลนด์เคยเป็นศูนย์กลางของโลกด้านการค้าและการเงิน ประเทศเล็กๆ แห่งนี้มีตลาดทุนที่ก้าวหน้าที่สุดในยุโรป มีเรือเดินสมุทรแล่นไปทั่วโลก เงินฟลอรินเป็นสกุลเงินที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุด แต่ความสำเร็จนั้นเองทำให้เนเธอร์แลนด์ประมาท ในขณะที่อังกฤษดำรงตนอย่างเงียบๆ มุ่งเรียนรู้ เลียนแบบ และสร้างอำนาจทางทหารที่แข็งแกร่งกว่า ในที่สุดศูนย์กลางของโลกก็ย้ายจากอัมสเตอร์ดัมไปสู่ลอนดอนโดยแทบไม่ได้ยินเสียงปืน
อังกฤษก้าวขึ้นมาเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 18 และ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรม กองทัพเรือ และระบบการเงินที่มั่นคง ทำให้ปอนด์สเตอร์ลิงกลายเป็นเงินของโลก แต่สงครามโลก หนี้สาธารณะ และภาระจากอาณานิคมที่กว้างใหญ่เกินไปค่อยๆ บั่นทอนพลังของจักรวรรดิจนบทบาทผู้นำของโลกย้ายข้ามมหาสมุทรไปยังสหรัฐอเมริกา
ดาลิโอชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจมักไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เดียว แต่เป็นผลสะสมจากหนี้ที่สูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น และความขัดแย้งภายในที่กัดกร่อนสังคมจากข้างใน
ดาลิโอชี้ให้เห็นว่าโลกเปลี่ยนแปลงวงจรที่มีมหาอำนาจหน้าใหม่ทุก 70-80 ปี และในขณะนี้เราก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งทำให้เกิดการผันผวนเป็นพิเศษ
โลกของเรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคไร้ระเบียบ หัวหน้าแก๊งที่คุมกฎเปลี่ยนจากผู้ดีเป็นผู้ร้าย ดึงเอาโลกทั้งใบเข้าสู่พหุวิกฤตถาวร นายกฯ รัฐบาลบ้านใหญ่ของเรายังไม่ทันประกาศ ครม.ชุดใหม่ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำมันที่คาดไม่ถึง แค่ลองไฟก็ตุปัดตุเป๋เสียแล้ว แต่ในวันข้างหน้าย่อมที่จะมีความท้าทายอื่นๆ ตามมา ในขณะที่รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลบ้านใหญ่สันทัดเรื่องการแข่งขันใช้เวทมนตร์ทางการเมืองและนโยบายประชานิยมมากกว่านโยบายสาธารณะ ทีมลูกเทพก็อ่อนประสบการณ์ด้านการบริหาร ถึงแม้ผู้เขียนจะเห็นด้วยกับนโยบายลอยตัวราคาน้ำมัน แต่การแก้ไขปัญหาของท่านนายกฯในระยะแรกทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน มิหนำซ้ำยังให้ผู้มีผลประโยชน์ในวงการมานั่งหัวโต๊ะแทนเสียอีกทำให้สังคมมีความคลางแคลงใจไปกันใหญ่ เห็นควรว่าต้องจัดการค่าการกลั่น ลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว อุดหนุนคนในเมืองให้ขึ้นรถเมล์ร้อนฟรี รถเมล์เย็นลดราคา 50% และอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้คนจนจะดีกว่า
วิกฤตทั้งหลายตั้งแต่เรื่องน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่มีทีมวิชาการ นับว่าอ่อนแอกว่าพรรคประชาชน ซึ่งได้พัฒนาเรื่องนโยบายสาธารณะไปไกลแล้ว ดังนั้น เรื่องที่นายกฯ (ที่สัญญาว่าจะไม่ดื้อ) ต้องทำทันทีก็คือ หาทีมเพื่อปรึกษาด้านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะในด้านหลักๆ ที่จะเกิดวิกฤตตามมา นอกจากน้ำมันแล้วก็ยังจะมีเรื่องมลพิษอากาศ น้ำแล้งและน้ำท่วม เรื่องที่ทำกินที่จะตามมา จะไปอาศัยคอยรัฐมนตรีคนนอกทุกคนก็งานเต็มมือ แม้แต่ รมต.คลังก็ยังมองหาผู้ช่วย ในกรณีที่เกิดพหุวิกฤต การแก้ปัญหาจะซับซ้อนเกี่ยวโยงกัน ในที่สุดแล้วนายกฯต้องมีคนช่วยวิเคราะห์ช่วยบูรณาการภาพรวมให้เห็นทุกมุมมองของปัญหา แล้วนายกฯก็ต้องตัดสินใจเอง นายกฯไม่จำเป็นต้องรู้และเก่งทุกเรื่องก็จริง แต่ต้องพยายามตัดสินใจให้ถูกทุกเรื่อง
นอกจากเรื่องระยะเฉพาะหน้าแล้ว เรื่องปรับโครงสร้างระยะปานกลางและระยะยาวก็จำเป็น ถ้ารัฐบาลจะคิดอยู่นาน โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ถึงสงครามสงบแล้วปัญหาพลังงานก็จะยังอยู่กับเราไปอีกนาน ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ควรจะต้องขาดแคลนพลังงานเพราะมีพลังงานจากแสงแดดและพืชจำนวนมาก เช่น ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย ควรให้รัฐวิสาหกิจน้ำมันที่มีทุนหนาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ไฟฟ้าชีวมวลและเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์ไปก่อนแล้วค่อยขายหุ้นให้ประชาชนและกลุ่มเกษตรกรทีหลัง ควรคิดหาวิธีว่า ต่อไปนี้ทุกนโยบายที่เป็นการแจกเงินจะต้องแจกแบบเป็นการจูงใจให้มีการปรับโครงสร้างไปด้วย เช่น แทนที่จะลดราคาดีเซล ควรไปช่วยให้เกษตรกรใช้เครื่องปั๊มน้ำที่อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์
ประเทศที่จะอยู่รอดในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านได้ ต้องสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์การผลิตให้เร็วกว่าอัตราการสะสมหนี้ รัฐมนตรีเป็นคนจากจังหวัดต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ยากจน ควรใช้เมืองรองเป็นฐานการเติบโตใหม่ เร่งการแปลงนวัตกรรมเป็นรายได้ เรามีเมืองรองที่มีศักยภาพด้านวัฒนธรรม ทรัพยากร และคุณภาพชีวิต แต่ถูกจำกัดด้วยการลงทุนและการเชื่อมโยงตลาดและนวัตกรรม รัฐบาลต้องออกแบบนโยบายเชิงระบบที่มีความยืดหยุ่น (adaptive policy) เช่นใช้ policy sandbox ในเมืองรอง เปิดโอกาสให้ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจอายุวัฒน์ (longevity economy) เกิดขึ้น เมืองรองจึงควรถูกยกระดับเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่ฐานเสียงเท่านั้น รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับความทนทาน เช่น การฟื้นตัวจากวิกฤตได้เป็นการลงทุนในคนให้ตระหนักในการเรียนรู้ ยกระดับการศึกษาและเทคโนโลยีและการดูแลสุขภาพอย่างจริงจังมากกว่าเน้น “ความยิ่งใหญ่” เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานซึ่งใช้เงินทุนสูงในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง ในขณะที่การค้าโลกยังไม่มีความแน่นอน เช่น แลนด์บริดจ์ และควรทบทวนยุทธศาสตร์ชาติใหม่เพราะโลกเปลี่ยนไปมากแล้ว
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ที่ทางแยกเชิงโครงสร้างที่ต้องตัดสินใจ เพื่อหาตัวช่วยใหม่และการปรับและส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสูงวัย กระตุ้นเมืองรอง เพื่อยกระดับผลิตภาพ การเลือกนโยบายที่เพิ่มผลิตภาพ และความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาวลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยืดหยุ่น จะกำหนดอนาคตของประเทศในระเบียบโลกใหม่ นี่คือภารกิจของรัฐบาลใหม่
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

