หน้าแรก บทความ กระบวนการยุติ...

กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น : การใช้อำนาจตามอำเภอใจ

11.04.26 | 09:03 น.

กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น : การใช้อำนาจตามอำเภอใจ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์นำเสนอให้ผู้อ่านได้ทราบถึงขอบเขตการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือองค์ที่มีอำนาจสอบสวน เช่น กกต. ป.ป.ช. ป.ป.ท. ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น ว่าต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมาย มิใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจวินิจฉัยชี้ขาดดุจการวินิจฉัยคดีของศาล โดยไม่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจ ประชาชนจะมีแนวทางทวงคืนความยุติธรรมอย่างชัดเจน ไม่สลด หดหู่ สิ้นหวัง ตามที่ปรากฏเป็นข่าวอีกต่อไป

กระบวนการยุติธรรมเบื้องตน ก่อนนำคดีขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาลไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือองค์กรที่มีอำนาจสอบสวน กฎหมายกำหนดขอบเขตไว้ให้มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์การกระทำผิดให้ครบองค์ประกอบความผิดโดยไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ชัด ก็เป็นกรณีที่สมควรนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทางแพ่ง หรือทางปกครอง กล่าวคือ ต้องนำคดีสู่ศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด กระบวนการในขั้นตอนนี้มิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเช่นกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เปรียบได้กับการพิจารณาคดีของศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เมื่อศาลเห็นว่าคดีมีมูล ศาลจะประทับฟ้อง ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในฎีกาที่ 3965/2553 ว่า “การรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณาแตกต่างกัน ชั้นไต่สวนมูลฟ้องเมื่อได้ข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดที่ฟ้องโดยไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ชัดก็ฟังได้แล้วว่า คดีมีมูลตามฟ้อง ส่วนข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจะเป็นความจริงหรือไม่ เป็นข้อที่จะต้องพิสูจน์กันอีกชั้นหนึ่งในชั้นพิจารณา ซึ่งในชั้นพิจารณาต้องฟังพยานหลักฐานจนได้ความอันสิ้นสงสัยว่าข้อเท็จจริงที่ได้มานั้นเป็นความจริง จึงจะฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้อง” แต่ถ้าได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ไม่ครบองค์ประกอบความผิด ถึงจะสั่งยกคำร้อง สั่งไม่ฟ้องได้ เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานโดยไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ชัดครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ก็ไม่มีอำนาจจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีเสียเองโดยยกคำร้อง สั่งไม่ฟ้อง ดุจการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลอันเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจ ซึ่งในชั้นพิจารณาของศาลต้องฟังพยานหลักฐานจนได้ความอันสิ้นสงสัยว่าข้อเท็จจริงที่ได้มานั้นเป็นความจริง จึงจะฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้อง การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจเช่นนี้จะมีความผิดตามมาตรา 157 มาตรา 200 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 172 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า “…ปัญหาว่าการวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยที่มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัท ส.การพิมพ์ จำกัด และนาย ป. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีที่โจทก์ในฐานะผู้เสียหายได้กล่าวหาว่าร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารเป็นการใช้ดุลพินิจที่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจหรือไม่ ข้อที่ต้องวินิจฉัยคือ จากพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนประกอบกับความเห็นของพนักงานสอบสวน การที่พนักงานอัยการคนหนึ่งคนใดจะวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องในกรณีนี้ ข้อวินิจฉัยของพนักงานอัยการดังกล่าว วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้หรือไม่ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจ อนึ่ง เนื่องจากการวินิจฉัยสั่งคดีของพนักงานอัยการในชั้นนี้มิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเช่นกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล แต่เป็นเพียงการวินิจฉัยมูลความผิดตามที่กล่าวหาเท่านั้น ซึ่งเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการที่วินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาคือมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอหรือไม่ที่จะนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชั้นสุดท้ายว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่… การที่จำเลยวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบุคคลดังกล่าวโดยอ้างเหตุว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์เป็นการวินิจฉัยมูลความผิดแบบด่วนวินิจฉัยคดีเสียเองดุจเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล กล่าวคือ มิได้ใช้เกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดอย่างพนักงานอัยการพึงใช้ การใช้ดุลพินิจของจำเลยกรณีนี้นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการ ผู้สุจริตโดยทั่วไป จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่วิญญูชนโดยทั่วไปไม่สามารถยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ แม้การวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด แต่เมื่อเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจเช่นนี้แล้วก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยสุจริตใจดังที่จำเลยอ้าง… จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา” คำพิพากษาฎีกานี้ยังคงเป็นบรรทัดฐานมาจนปัจจุบัน โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 68/2568 พิพากษาจำคุก 3 ปี อดีตรองอัยการสูงสุด ที่สั่งไม่ฟ้องคดีโดยไม่นำหลักฐานมาพิจารณาอย่างรอบคอบ ใช้ดุลพินิจโดยไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ทั้งๆ ที่ควรนำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทำให้องค์กรอัยการเสียหาย… (https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5148228)

หากพบพฤติการณ์ที่องค์กรอิสระ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเสียเองโดยยกคำร้อง สั่งไม่ฟ้อง ดุจการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลอันเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจ

ในเบื้องต้นสามารถขอความเป็นธรรมง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาทนายไปฟ้องคดีเอง แต่สามารถใช้การร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรา 36 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณาดำเนินการต่อไป แล้วแต่กรณี” แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินยังใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ดำเนินการตามมาตรา 36 (3) อีก คงต้องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ใช้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการส่งมติที่ชี้มูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้อัยการสูงสุดฟ้องคดี ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ.2561 ข้อ 89 (5) แต่ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ดำเนินการให้อีก คงต้องเสียค่าใช้จ่ายจัดหาทนายฟ้องคดีต่อศาลต่อไป

Advertisement

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจเสนอความเห็นต่อ พนักงานอัยการ หรือองค์กรผู้มีหน้าที่สอบสวน ต้องรับผิดด้วยตามหลักทั่วไปในทางกฎหมายอาญาและกฎหมายปกครอง กล่าวคือ เมื่อการกระทำครบองค์ประกอบความผิดและพ้นวิสัยที่ผู้กระทำจะเยียวยาหรือแก้ไขได้เอง ความผิดย่อมสำเร็จทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดผลเสียหายขั้นสุดท้าย แนวคิดนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนใน คำพิพากษาฎีกาที่ 14689/2556 ซึ่งวินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสำเร็จลงทันทีที่มีการเสนอความเห็นอันเป็นเท็จต่อผู้บังคับบัญชาแม้ผู้บังคับบัญชาจะยังไม่ลงนามหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม หากต้องรอให้ผลเกิดขึ้นเสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นความผิด ย่อมทำให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวนมากไม่อาจเอาผิดได้

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะสร้างความตระหนักให้กับผู้ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นตามกฎหมาย โดยปราศจากอคติ และชี้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ให้ประชานมีความหวังในการทวงคืนความเป็นธรรมตามช่องทางที่แนะนำ

อนึ่ง ผู้เขียนขอถือบทความนี้เป็นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว และคณะ ส.ว.สำรอง ที่จะได้นำบทความนี้เป็นแนวทางในการนำคดีฮั้ว ส.ว.เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อนำร่องปักหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างมั่นคงให้กับประเทศไทยตลอดไป

รังสรรค์ กระจ่างตา