ชาฮีด 136 โดรนสงครามของอิหร่าน
สงครามอิหร่านลุถึงสัปดาห์ที่ 5 เข้าให้แล้ว โดยที่ยังไม่มีเค้าลางให้เห็นว่า อิหร่านจะเพลี่ยงพล้ำให้กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่มีกำลังอาวุธเหนือกว่าแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม อิหร่านยังมีอาวุธร้ายแรงที่สามารถสร้างอันตรายให้กับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเอกอุ โดยเฉพาะจากโดรนสงครามแบบกามิกาเซ่อย่าง ชาฮีด 136 ที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้
ชาฮีด 136 เป็นอาวุธในสงครามร่วมสมัยที่เกิดขึ้นจากแนวคิดในการทำสงครามรูปแบบใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกหลังสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและโซเวียตสิ้นสุดลง
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของยุคนั้นก็คือ ยุทธศาสตร์ “แมด” (MAD) ที่ย่อมาจาก Mutually Assured Destruction คือไม่ได้พัฒนาอาวุธมาเพื่อหวังจะได้ชัยชนะ แต่คาดหวังว่าจะสร้างความเสียหาย ทำลายล้างให้กับฝ่ายตรงกันข้ามได้มากเพียงพอที่จะยับยั้งไม่ให้คิดโจมตีรุกรานเราอีกต่อไป
ชาฮีด 136 และอาวุธภายใต้ยุทธศาสตร์ “แมด” เผยโฉมให้โลกได้เห็นกันก็เมื่อเกิดสงครามรัสเซียส่งกำลังเข้ายึดครองยูเครน ในปี 2022 ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่เดือน สงครามโดรนก็เริ่มต้นขึ้นให้เห็นกันเป็นครั้งแรกในสมรภูมิรบจริง
เดิมทีทหารยูเครนใช้โดรนโจมตีผลิตในตุรกีเป็นอาวุธหลัก โดรนตุรกีดังกล่าวมีสมรรถนะสูง บินสูง ยิงจรวดจากอากาศได้ ซึ่งเหมาะสมสำหรับใช้ในการโจมตีกำลังภาคพื้นดินของรัสเซีย โดยเฉพาะพวกรถถังและยานยนต์หุ้มเกราะทั้งหลาย แต่เพียงไม่นาน ยูเครนก็พบปัญหากับโดรนโจมตีเหล่านี้ แรกสุดคือมันราคาแพง แถมยัง
เปราะบางตกเป็นเป้าได้ง่าย เพราะสปีดเชื่องช้า
สิ่งที่ยูเครนใช้ทดแทนโดรนตุรกีก็คือ ชาฮีด 136 โดรนขนาดเล็กจากอิหร่านราคา 20,000 ดอลลาร์ต่อลำ ที่ผลิตขึ้นมาตามหลักการของสงครามในยุทธศาสตร์แมดพอดิบพอดี มันราคาถูกพอๆ กับรถมอเตอร์ไซค์มือสอง สร้างง่าย ไม่มีชิ้นส่วนไฮเทค จนสามารถใช้แบบกามิกาเซ่ในสงครามแบบอสมมาตรได้สบายๆ ไม่มีปัญหาใดๆแต่กลับมีข้อได้เปรียบมหาศาลในสงครามสมัยใหม่นี้
ชาฮีด 136 สร้างง่ายๆ ได้วันละหลายร้อย เดิมมันใช้เครื่องยนต์ที่ถอดแบบมาจากเครื่องยนต์ 2 จังหวะ พิสตัน เอ็นจิน (German two-stroke aircraft piston engine) โดยใช้วิธีรีเวิร์ส เอ็นจิเนียริ่ง บินได้ด้วยความเร็ว 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หนักไม่ถึง 200 กิโลกรัม ที่สำคัญคือสามารถแบกหัวรบ 50 กิโลกรัม พิสัยทำการสูงถึง 1,500 กิโลเมตร ว่ากันว่า บางส่วนของมันไม่ได้ทำจากโลหะด้วยซ้ำ แต่เป็นเพียงชิ้่นส่วนจากไม้บัลซา (balsa wood)
ที่ช่วยอำพรางเรดาร์ได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
ชาฮีด 136 สามารถปล่อยจากที่ไหนก็ได้ เช่น หลังรถกระบะ แต่ถ้าจะทำลายมัน ฝ่ายตรงข้ามจำเป็นต้องพึ่งพาอาวุธทันสมัยกว่า ราคาแพงกว่ามาก อย่างเช่นใช้เอฟ-16 มูลค่าลำละกว่า 20 ล้านดอลลาร์ ยิงเหมือนอย่างที่ยูเออียิงชาฮีด 136 ตกที่ชายหาดดูไบ โดยต้องอาศัยจรวดไซด์ไวน์เดอร์ เอไอเอ็ม-9 เลยทีเดียว
ในสงครามตะวันออกกลาง ฝ่ายสหรัฐอเมริกานิยมใช้จรวดแพทริออทของสหรัฐอเมริกาสอยมันลงก่อนถึงเป้าหมาย แพทริออทราคาลูกละ 3.7-7 ล้านดอลลาร์แถมยังมีจำนวนจำกัดกว่ามากเพราะสร้างยากกว่าแพงกว่า ดังนั้นชาฮีด 136 จึงสร้างแรงกดดันให้กับฝ่ายสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเรื่อยมา
ว่ากันว่า อิหร่านมีชาฮีด 136 อยู่ในคลังแสงมากถึงนับเป็นหมื่นๆ ลำ ยุทธศาสตร์ของอิหร่านไม่ได้ต้องการเอาชนะสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลด้วยโดรนสงครามแบบนี้ แต่ใช้มันเป็นหัวหอกในสงครามอสมมาตร อิหร่านใช้ชาฮีด 136 แบบสิ้นเปลืองได้ เพื่อทำลายอาวุธราคาแพงหูฉี่และมีสมรรถนะเหนือกว่าสุดกู่ของฝ่ายตรงกันข้ามลงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หากต้องการทำลายชาฮีด 136 ฝ่ายตรงข้ามจำเป็นต้องใช้อาวุธราคาแพงตั้งแต่ 100,000 ดอลลาร์ไปจนถึง 7 ล้านดอลลาร์ เพื่อกำจัดโดรนราคา 20,000 ดอลลาร์ ที่มีอยู่นับเป็นพันเป็นหมื่นลำ สุดท้าย ถ้าอาวุธราคาแพงเหล่านี้ไม่หมดในคลังเสียก่อน ฝ่ายที่ต้องลงทุนทำสงครามด้วยราคาแพงระยับย่อมจำเป็นต้องหาทางลงให้ได้ก่อนฝ่ายที่ลงทุนต่ำกว่าแน่นอน
ชาฮีด 136 จึงเป็นอาวุธที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดในสงครามอสมมาตรเช่นที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ มันไม่เพียงทำลายเป้าหมายได้อย่างที่ต้องการเท่านั้น ยังสามารถทำให้สถานะทางการเงินของฝ่ายตรงกันข้ามพังเอาได้ง่ายๆ ได้เลยเช่นเดียวกันอีกด้วย

