หน้าแรก บทความ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | ความสัมพันธ์แบบ…‘ผลประโยชน์แลกเปลี่ยน’

12.04.26 | 17:00 น.

ตรงไป-ตรงมา ครับ… ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ของพรรคการเมือง ตัวบุคคล เป็นแบบ “ผลประโยชน์แลกเปลี่ยน” (Transactional) ทั้งนั้น

ที่อ้างว่า…ประเทศนั้น-ประเทศนี้ มีความสัมพันธ์ แนบแน่น มีไมตรีต่อกันยาวนานนับร้อยปี เป็นเพียงวิชาประวัติศาสตร์ เอาไว้เป็นหัวข้อคุยแก้เหงา จะนำมาอ้างอิงใช้ในปัจจุบัน ค่อนข้างไร้สาระ

ดินแดนไทย เคยให้ข้าว ให้น้ำ ให้ชีวิตมนุษย์จากเพื่อนบ้านที่หนีตายมานานหลายทศวรรษ เหนือจรดใต้ พบเจอแต่การ “เนรคุณ” ตอบแทน

(ยังมีผู้หนีภัยจากการสู้รบ : ผภร.) จากพม่า หลายกลุ่มชาติพันธุ์ ตกค้างใน 4 จังหวัดชายแดนไทย-พม่า อีกราว 9 หมื่นคน ที่รัฐบาลไทยให้ที่พักพิงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2527…ที่ยังไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเอาจริง-เอาจัง

สงครามทั้งหลายที่กำลังเข่นฆ่า ต่อรองกัน ตัดสินใจด้วยคนไม่กี่คน ล้วนมีสาเหตุมาจากผลประโยชน์มหาศาลที่ต้อง “แลกเปลี่ยนกัน”

Advertisement

สงคราม สหรัฐและอิสราเอล ทำศึกกับอิหร่านมีที่มา-ที่ไป

กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย (ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต บาห์เรน และโอมาน) ในอดีต…พลิกโฉมเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพา “การดำน้ำหาไข่มุก” มาเป็นเศรษฐีน้ำมัน

กลุ่มประเทศในทะเลทรายทั้งหลายเหล่านี้ …เคยยากจนแสนเข็ญ

เชื่อหรือไม่ …ก่อนพบน้ำมัน ซาอุดีอาระเบีย ต้องพึ่งพารายได้อันน้อยนิดจากการ “เข้ามาแสวงบุญ” ของพี่น้องมุสลิมในช่วงรอมฎอน

ช่วงทศวรรษ 1930-1960 เกิดปรากฏการณ์พลิกฟ้า คว่ำทราย ประเทศเหล่านี้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจระดับโลก จากการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ใน บริษัทขุดเจาะน้ำมันของ อังกฤษ อเมริกา คือ Game Changer

มีผลประโยชน์ร่วมกัน ระหว่าง “เจ้าผู้ปกครอง” และบริษัทน้ำมัน

ลูกหลานของมหาเศรษฐีน้ำมัน ไปเรียนหนังสือในอังกฤษ อเมริกา เพื่อสร้างความมั่งคั่งและเปลี่ยนทะเลทรายให้กลายเป็น “มหานคร”

รายได้มหาศาลจากพลังงานใต้ผืนทราย ถูกนำไปลงทุนใหม่เชิงกลยุทธ์ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจไปสู่การท่องเที่ยว การเงิน และโลจิสติกส์

มหาเศรษฐีทั้งหลายตระหนักดีว่า…วันหนึ่ง น้ำมันและก๊าซ จะต้องหมดไปจากดินแดนของตน จึงวางแผนล่วงหน้าหากไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน

ภาพจำของคนส่วนใหญ่ในโลก คือ ความอลังการของบ้านเมืองในทะเลทราย ความร่ำรวย อำนาจของ “เจ้าชาย” ในชุดคลุมสีขาวของชาวอาหรับ ชนชั้นสูงพวกนี้สง่างาม เป็นที่น่าเกรงขามในพลังอำนาจของเงินจากการขายน้ำมัน ขายก๊าซ

เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2476 ซาอุดีอาระเบีย แนบแน่น กลมเกลียวกับอเมริกา เมื่อบริษัท California Arabian Standard Oil Company (CASOC) ของอเมริกาเข้าไปเริ่มต้นสำรวจ-พบ น้ำมัน

ยิ่งขุด ยิ่งเจอ บ่อ-กิจการน้ำมันขยายตัวไปไม่หยุด ซาอุดีอาระเบีย แจ้งเกิดแบบยิ่งใหญ่จากรายได้น้ำมัน อเมริกา คือ เดี่ยวมือหนึ่ง ผูกขาดตัดตอน ไม่มีมือสองมาแทรกได้เลย

นับตั้งแต่นั้นมา ทั้ง 2 ประเทศ รักษาระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการทหาร ซาอุดีอาระเบียเป็นลูกค้าซื้ออาวุธทางทหารรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และสหรัฐก็มีบทบาททางทหารทั้งในด้านการปฏิบัติการ ได้รับสิทธิให้เข้าไปตั้งฐานทัพ ทหารจากซาอุดีอาระเบีย ได้ที่นั่งศึกษาในโรงเรียนทหารสหรัฐแทบทุกระดับ

อเมริกากระโจนเข้าใส่ในบทบาทของ “ผู้พิทักษ์”ซาอุฯ ด้วยเหตุผลพื้นฐาน คือ ซาอุดีอาระเบีย ไม่ค่อยกินเส้นกับ อิหร่าน

ซาอุดีอาระเบีย ต้องการเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มโลกอาหรับ ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุหนี่ ซึ่งประเทศอาหรับเกือบทั้งหมดเป็นสุหนี่

ส่วนอิหร่าน ตั้งตัวเป็นศูนย์กลางอิสลามนิกายชีอะห์ โดยมีประชากรนับถือชีอะห์แบบ “สิบสองอิหม่าม” สูงถึง 90-95% เป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ ทำให้บริบทศาสนาและการเมืองแตกต่างจากประเทศมุสลิมอื่นส่วนใหญ่

ซาอุดีอาระเบีย ต้องการให้สหรัฐ เล่นบทการควบคุมอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค ซึ่งก็เคยระหองระแหงกับสหรัฐบ้าง หากแต่ซาอุดีอาระเบียก็พยายามรักษาสมดุลระหว่างบทบาทผู้นำในโลกอาหรับและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสหรัฐ มาโดยตลอด

การตกลงใจ มิใช่เรื่องยาก แค่คุยกับเจ้าผู้ปกครองคนเดียว

ในความเป็นจริง บริษัทน้ำมันของอังกฤษ เข้าไปก่อนอเมริกาหากแต่เงินลงทุน เทคโนโลยี และกำลังการผลิตของอเมริกาสูงกว่า อังกฤษเข้าไปช่วยจัดตั้งประเทศ ตั้งรัฐบาล เมื่อมีประชากรน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้มหาศาล ส่งผลให้ความมั่งคั่งต่อหัวสูง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นำเงินเหล่านั้นไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย สร้างแหล่งท่องเที่ยวระดับ
ไฮเอนด์ เช่น ดูไบ และสร้างประเทศให้ศูนย์กลางการลงทุน

ชาติอาหรับทั้งหลาย …กระจายความเสี่ยงและจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน เช่น องค์การลงทุนแห่งกาตาร์เพื่อลงทุนในตลาดต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ และกีฬา นำรายได้นี้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

ด้วยการตระหนักถึงข้อจำกัดของน้ำมัน ที่มีวันที่จะหมดไปจากโลกนี้ พวกเขาจึงลงทุนในภาคส่วนใหม่ๆ อย่างแข็งขัน

ดูไบและกาตาร์ ลงทุนอย่างมากในด้านสนามบิน เป็นศูนย์กลางสายการบินของโลก สำเร็จอย่างงดงาม

ดูไบ สร้างเขตปลอดภาษีและตั้งหลักเป็นศูนย์กลางการลงทุนเพื่อดึงดูดธุรกิจระหว่างประเทศ เร่งระดมพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และศูนย์กลางเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวที่ก้าวพ้นจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

ซาอุฯ คือ ลูกค้าซื้ออาวุธที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐตลอดมา

สหรัฐ-ซาอุ ต่างก็แสวงประโยชน์ร่วมซึ่งกันและกันตลอดมา

การประชุมสุดยอดระหว่าง อเมริกา-ซาอุฯ ที่ส่งผลชัดเจน

13 พฤษภาคม 2568 ในการประชุมสุดยอดระหว่างซาอุดีอาระเบีย-สหรัฐ ซาอุฯมีท่าทีกดดันสหรัฐเกี่ยวกับอิหร่าน และย้ำจุดยืนของตนว่า ท่าทีของอิหร่านในภูมิภาคเป็นสาเหตุของความไม่มั่นคงอย่างมาก… ทรัมป์รับทราบ

ในการเจรจา..เกิดข้อตกลง ปิดดีลการซื้อขายอาวุธมูลค่า 100 พันล้านดอลลาร์ ที่มีการเจรจาล่วงหน้ามาสักระยะหนึ่งแล้ว จนท.ของสหรัฐรายหนึ่งเปิดเผยเพิ่มเติมว่า…มูลค่ารวมของการขายอาวุธอาจสูงเกิน 300 พันล้านดอลลาร์ในอีกสิบปีข้างหน้า

ในการเยือนซาอุฯ ครั้งนั้น ทรัมป์ประกาศข้อตกลงมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์กับ UAE รวมถึงการสร้างวิทยาเขต AI ขนาดใหญ่นอกสหรัฐ และการอนุญาตให้เข้าถึงชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ขณะที่ซาอุดีอาระเบียให้คำมั่นจะลงทุนในสหรัฐ สูงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์

ความสัมพันธ์ระหว่าง ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้น “น้ำมันแลกความมั่นคง” มายาวนาน โดยซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้นำกลุ่ม OPEC ขณะที่สหรัฐ ให้การสนับสนุนด้านอาวุธและการทหาร

ในช่วงปี 2021-2025 ทั้ง 2 ประเทศยังคงร่วมมือกันในโครงการป้องกันประเทศและจำหน่ายอาวุธมูลค่าสูงแม้จะมีข้อขัดแย้งในประเด็นสิทธิมนุษยชนและการเมืองภูมิภาคในบางช่วง

ไม่ต้องอ้อมค้อมครับ…กลุ่มประเทศอ่าว ขาดอเมริกาไม่ได้

กลุ่มประเทศอ่าว (บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) พยายามรักษาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและยั่งยืนกับสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ และเสถียรภาพในภูมิภาค

พุ่งเป้าไปที่ “อิหร่าน” ที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ระแวงมาตลอด

สหรัฐ คือ ผู้รับประกันความมั่นคงและผู้จัดหาอาวุธหลักให้กับกลุ่มประเทศอ่าว ได้รับสิทธิในการตั้งฐานทัพและภารกิจด้านความมั่นคง

แม้ว่าสหรัฐยังคงเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงที่ไม่มีใครเทียบได้ หากแต่ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียก็ไม่ละเลยที่จะผูกมิตรกับจีนและรัสเซียเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาวอชิงตันมากเกินไป

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นที่รู้จักในชื่อ “สปาร์ตาน้อย” และถือเป็นพันธมิตรสำคัญในการต่อต้านการก่อการร้าย อีกทั้งยังเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีด่านตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐ

ชัดเจนที่สุด…รูปแบบความความสัมพันธ์ของสหรัฐกับกลุ่มประเทศอาหรับ ต้องมีการต่อรอง แลกเปลี่ยนเสมอ

สหรัฐยังเคยแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการที่กลุ่มประเทศอ่าว โดยเฉพาะ UAE และซาอุดีอาระเบีย หันไปกระชับมิตรกับจีนและรัสเซียมากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ (ผ่าน OPEC+) และเทคโนโลยี (การใช้เทคโนโลยี 5G ของ Huawei)

ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สหรัฐใช้ในการต่อรองการขายอาวุธที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องบิน F-35

โอมาน (มีประชากรราว 5.3 ล้านคน) เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ ในด้านความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีข้อตกลงที่อนุญาตให้กองทัพสหรัฐ ใช้ท่าเรือและสนามบินของโอมาน (เช่น ดูคมและซาลาลาห์)

สหรัฐ สนับสนุนการป้องกันประเทศของโอมานโดยขายอาวุธมูลค่านับแสนล้าน รวมถึง F-16 และระบบป้องกันขีปนาวุธ

ในตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกาเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุด โดยมีผลประโยชน์ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ผลประโยชน์ของสหรัฐ ในฐานะ “ผู้พิทักษ์ภูมิภาคตะวันออกกลาง” สหรัฐจัดตั้ง “หน่วยบัญชาการทหารภาคกลางสหรัฐ” (US CENTCOM : U.S. Central Command) เป็นกองบัญชาการรบเพื่อปฏิบัติการทางทหาร กิจกรรม และความร่วมมือด้านความมั่นคงของสหรัฐ ใน 20 ประเทศทั่วตะวันออกกลาง เอเชียกลาง/ใต้ ในพื้นที่ 4 ล้านตารางไมล์ รวมถึงทางทะเล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศพันธมิตรเพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของสหรัฐ

มีผู้บัญชาการเป็นนายทหารเรือ ยศ พลเรือเอก

ชัดเจนนะครับ…ความสัมพันธ์สหรัฐ-กลุ่มประเทศอ่าว ในปัจจุบันเป็นแบบ “ผลประโยชน์แลกเปลี่ยน” (Transactional) กลุ่มประเทศเหล่านี้ ต้องการความคุ้มครองจากสหรัฐ

อย่าเรียกว่า “ค่าคุ้มครอง…”

การจ่ายเงินของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf States) ให้กับสหรัฐ เพื่อการคุ้มครองความมั่นคงไม่ได้มีลักษณะเป็น “ค่าคุ้มครอง” โดยตรงในรูปแบบภาษี แต่จะดำเนินการผ่าน ข้อตกลงการแบ่งเบาภาระ (Burden-sharing) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในฐานทัพ และการจัดซื้ออาวุธมูลค่ามหาศาล

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยน (Transactional relationship)
ภายใต้รัฐบาลทรัมป์