‘โจว เอินไหล’กระจกสะท้อนจริยธรรมการเมือง
บุคคลทางการเมืองรุ่นที่หนึ่งของจีน “โจว เอินไหล”นายกรัฐมนตรีคนแรก (1949-1976) ได้ถูกสรุปภาพลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นแบบอย่างของระบบ “ปฏิบัตินิยม” และ “สัจนิยม” ความสุจริต และการธำรงตนให้เสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม การปกครองที่ดีและรูปแบบการบริหารนั้น น่าจะถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการให้ข้อคิดต่อการใช้อำนาจสาธารณะในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเหมาะสมเป็นตัวอย่างในการแก้ไขวิกฤตพลังงาน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
“โจว เอินไหล” ดำรงตำแหน่งเป็นแกนกลางของการบริหารรัฐ โดยประสานนโยบายและขับเคลื่อนสถาบันภายใต้ภาวะที่ผันผวนและความไม่แน่นอน แต่สามารถรักษาเสถียรภาพพื้นฐานของกลไกรัฐไว้ได้ เป็นการสะท้อนถึงความสามารถด้านบริหารเกี่ยวกับนโยบายมหภาค การให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพและเน้นประสิทธิภาพ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารรัฐสมัยใหม่
มิติของความรักชาติ “โจว เอินไหล” สะท้อนแนวคิดประเทศต้องอยู่เหนือประโยชน์ส่วนบุคคล ความรักชาติมิได้เป็นเพียงคำขวัญแบบนามธรรม หากแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม โดยทำการพัฒนา และสร้างพื้นที่และศักดิ์ศรีให้แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง การยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง เมื่อเทียบกับพฤติกรรมที่มุ่งผลประโยชน์ส่วนบุคคล ย่อมก่อให้เกิดความแตกต่างชัดเจน เมื่ออำนาจสาธารณะถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ของชาติก็ย่อมต้องถูกบั่นทอน และการพัฒนาระยะยาวย่อมยากที่จะดำรงอยู่และดำเนินต่อไป
จิตวิญญาณของการเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นอีกมิติสำคัญของ “โจว เอินไหล” การทำงานที่จริงจังยึดหลักความจริง และการลดทอนชีวิตส่วนตัวกลายเป็นเรื่องปกติ กรณีเป็นการให้ความสำคัญกับหน้าที่ของชาติเหนือกว่าความสุขส่วนตัว ในทางตรงกันข้ามมีนักการเมืองส่วนหนึ่งมองตำแหน่งสาธารณะเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของจริยธรรมทางการเมืองทั้งสองแบบอย่างชัดเจน
ประเด็นความสุจริต คือคุณลักษณะที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ความประหยัดและความมีวินัยในชีวิตราชการของ “โจว เอินไหล” ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าการควบคุมตนเองขาดหาย แม้ระบบยังอยู่ก็เป็นเพียงรูปแบบที่ปราศจากเนื้อหา ส่วนแนวคิด “ชนชั้นกรรมาชีพ” เป็นการสะท้อนจริยธรรมการบริการสาธารณะ
ซึ่งเน้นความเสมอภาค ความพอประมาณ และความห่วงใยต่อกลุ่มเปราะบางในสังคมร่วมสมัย ขณะที่
ทรัพยากรถูกผูกขาดโดยนักการเมืองบางคน ย่อมสร้างความเหลื่อมล้ำและทำลายความชอบธรรม
กล่าวโดยสรุป “โจว เอินไหล” คือต้นแบบที่มีลักษณะเฉพาะบุคคล เป็นตัวอย่างของนักการเมืองที่ควบคุมตนเอง และมีวิสัยทัศน์ระยะยาว ที่สำคัญคือยึดถือชาติและสังคมเป็นศูนย์กลาง
ปัจจุบัน มีบางประเทศในภูมิภาคนี้ ผู้บริหารใช้อำนาจสาธารณะทำการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง
เอื้อประโยชน์ให้แก่ตน แต่ในนามผู้อื่น ซึ่งตรงกันข้ามกับ “โจว เอินไหล” ที่มองอำนาจเป็น “หน้าที่” มิใช่ “ทรัพยากร”
ดังนั้น คุณค่าแห่งประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ อยู่ที่บทบาทเชิงเตือนสติ สำหรับผู้ใช้อำนาจว่าจะควบคุมตนควบคู่ไปกับข้อจำกัดของสถาบันได้อย่างไร จะเลือกอะไรระหว่างผลประโยชน์กับการพัฒนา จะรักษาสมดุลระหว่างผลได้ส่วนตนกับประโยชน์สาธารณะได้อย่างไร คุณลักษณะที่ “โจว เอินไหล” แสดงให้เห็นนั้น ย่อมเปรียบเสมือนกระจกเงาที่เตือนสตินักการเมืองที่เห็นผลประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าส่วนรวม
เห็นว่าการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของไทยที่เกิดขึ้นขณะนี้นั้น สามารถนำระบบ “ปฏิบัตินิยม” และ “สัจนิยม” ของ “โจว เอินไหล” มาปรับใช้ได้ตามควรแก่เหตุ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ซึ่งควรต้องเปิดเผยข้อมูลและพูดความจริง เพื่อหาทางไปสู่การแก้ไขวิกฤต แต่การลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมัน การสำรวจสถานีบริการน้ำมัน ตลอดจนการตรวจห้างสรรพสินค้ายังมีระยะห่างกับระบบดังกล่าว โดยเฉพาะเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวกับอุปโภค-บริโภค ควรต้องแสวงหาสัจธรรมจากความเป็นจริงเพื่อแก้ปัญหา ย่อมดีกว่าการใช้วาทกรรม
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะวิกฤตเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดหรือพรรคใดมาเป็นรัฐบาลก็คงใช้ยาตัวเดียวกันคือ “พาราเซตามอล” แต่ถ้าใช้หลักปฏิบัตินิยมและสัจนิยม อย่างน้อยก็คงช่วยบรรเทาอาการจากหนักเป็นเบา
สังหรณ์ใจอย่างไรไม่ทราบนึกถึงเพลง “บัวแล้งน้ำ” มีเนื้อตอนหนึ่งว่า “…ถ้าบัวแล้งน้ำแห้งตายไม่เหลือความหมายให้ชวนมอง คนเราก็คงเหมือนกันนึกฝันแต่ความยิ่งใหญ่ หลงลืมว่าเคยเป็นใครสุดท้ายก็บัวแล้งน้ำ”

